เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    29 ฝันร้า่ย

            จินลี่หยางที่กลับมาถึงกองทหารรักษาเมืองก็หัวเสียไม่แพ้กันเพียงแต่เขามิได้แสดงออกมาเท่านั้น

            “พี่จินขอรับ” เหอผิงก้าวเข้ามาในห้องทำงานของจินลี่หยางและถือตะกร้าสานมาใบหนึ่งจินลี่หยางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

            “มีอันใด”

            “ตะกร้าสมุนไพรใบนี้ น่าจะเป็นของคุณชายเฉินนะขอรับ เขาคงลืมไว้” เหอผิงตอบ

            “อืม ใช่” จินลี่หยางรับตะกร้ามาดูข้างในยังมีเสียมอันเล็กและสมุนไพรอยู่หลายต้น

            “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าเก็บไว้เองขอรับ พรุ่งนี้เขาคงจะมาเอาคืน”เหอผิงกล่าว จินลี่หยางดึงตะกร้าไปไว้กับตัว

            “ไม่ต้อง พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปคืนเขาเอง”

            เหอผิงมองจินลี่หยางงงๆแต่ก็พยักหน้า

            “ได้ความอันใดจากโจรสองคนนั้นหรือไม่” จินลี่หยางถามเหอผิง

            เหอผิงยิ้มมีความสะใจอยู่ในแววตา “มิต้องห่วงขอรับพี่จิน อะไรที่มันไม่ยอมพูดข้าก็จัดการให้มันพูดออกมาจนหมดแล้วขอรับ”

            จินลี่หยางเหลือบมองเหอผิงและนั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน

            “อย่ารุนแรงกันมากนัก เดี๋ยววันขึ้นให้การจะพูดกันมิได้”

            “ข้าเบามือสุดๆ แล้วขอรับพี่จิน ยังเหลือฟันให้มันกินข้าวตั้งสองซี่”เหอผิงพูดกลั้วหัวเราะ จินลี่หยางส่ายหน้าและหยิบกระดาษกับพู่กันขึ้นมาเขียนรายงาน

            คดีน้อยใหญ่ล้วนต้องเขียนรายงานส่งไปที่หัวเมืองเพื่อเก็บรวบรวมเอาไว้ในกรมทหารอารักขาเมืองให้เจ้าเมืองรับทราบและสามารถค้นหาคดีที่ต้องการได้เผื่อว่าเกิดเหตุฉุกเฉินอันใดขึ้นมาจะได้มีหลักฐานยืนยัน

            แต่คดีเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้ แทบจะไม่อยู่ในสายตาของเจ้าเมือง  มิต้องคิดถึงการพิจารณาความดีความชอบใดๆแต่จินลี่หยางก็เขียนไปเพราะเป็นหน้าที่ที่หัวหน้าเช่นเขาต้องทำ

            “เสียดายนะขอรับที่ต้องส่งพวกมันไปรับโทษที่ฉางผิง ทั้งๆที่พวกเราเป็นคนเสี่ยงตายจับพวกมันมาได้แท้ๆ” เหอผิงกล่าว

            “จะบ่นไปทำไม ยังมิชินอีกรึ” จินลี่หยางยิ้มมุมปากพลางเขียนไปด้วย

            “ก็บ่นไปให้เยอะๆ จะได้ชินเร็วๆ อย่างไรเล่าขอรับพี่จิน” เหอผิงกล่าวพลางหัวเราะจินลี่หยางยิ้มและส่ายหน้า

            “ข้าก็บอกเจ้าหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องตามข้ามาเป็นทหารองครักษ์รักษาเมืองอยู่ที่เมืองหลวงเสียป่านนี้คงได้แต่งภรรยาเข้าตระกูลแล้ว” จินลี่หยางกล่าวไปเขียนไปโดยมิได้เงยหน้า

            “พี่จินอยู่ที่ไหน ข้าก็ต้องอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว พี่จินอย่าได้พูดให้เหนื่อยเลยขอรับ”

            “เอาล่ะ เลิกเล่นละครเถิด กลับไปพักผ่อนได้แล้ว” จินลี่หยางเอ่ยไล่เหอผิงเหอผิงหัวเราะและขอตัวลากลับที่พัก

            จินลี่หยางยังคงนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตงเปียนที่เคลื่อนกายไปรอบๆ ตัวเขา พลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

            ตงเปียนสัมผัสกับพลังงานบางอย่างได้เขาสร้างเกราะคุ้มภัยให้จินลี่หยางและออกไปสำรวจด้านนอก เมื่อกวาดตามองไปรอบๆก็เห็นคล้ายไอสีดำจางๆ ทิ้งร่องรอยไว้เป็นทางยาวอยู่เหนือยอดไม้และดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านหลี่เคิงที่เขาและจินลี่หยางเพิ่งเดินทางกลับออกมา

            หลิวซูเจี๋ยที่นั่งอย่างเบื่อๆมองจางฝูลู่ที่กำลังเตรียมตัวจะเข้านอนพลันก็เปลี่ยนเป็นนั่งหลังตรงและขมวดคิ้วน้อยๆ

            เขาชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อสำรวจดูภายนอกถึงแม้จะไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ แต่เขาก็อดระแวงมิได้

            เฉินอี้เกลี้ยกล่อมอาหลิ่งอยู่นานกว่านางจะยอมเข้าไปอยู่ในขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ เมื่อนางยอมเข้าไปเฉินอี้ก็วางขวดแก้วไว้ข้างหมอน และตอนนี้เขาก็นอนหลับไปแล้ว

     

            เฉินอี้ฝันเห็นอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้นอกหน้าต่างบรรยากาศรอบๆ นั้นมืดมาก แต่เขาเห็นอีกาตัวนี้ชัดเจน ขนสีดำของมันสะท้อนแสงเป็นเงาประหลาด

            เฉินอี้มองไปที่อีกาตัวนั้นจากนั้นมันก็เปลี่ยนเป็นควันสีดำที่ค่อยๆ เลื่อนไหลลงมาเหมือนน้ำและมาก่อตัวเป็นรูปร่างของคนอยู่ข้างเตียงของเขา

            เขาผงะถอยไปจนชิดขอบเตียงแต่เงาดำนั้นยื่นมือมาคว้าคอเขาเอาไว้และบีบจนแน่น เฉินอี้พยายามจะร้องแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากเขา

            เฉินอี้พยายามจะจับมือนั้นดึงออกแต่สองมือกลับไร้เรี่ยวแรง มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขาและเฉินอี้ก็เห็นว่ามันไม่มีดวงตา

            “เจ้าต้องการอะไร” เฉินอี้ถามออกไปแม้ว่าจะไม่มีเสียงแต่เหมือนว่ามันจะเข้าใจ

            “นางอยู่ไหน” เสียงแหบพร่าตอบกลับมา

            เฉินอี้ที่รู้สึกเหมือนตนเองจวนเจียนจะขาดใจจึงยกมือขึ้นและสวดขับไล่วิญญาณ

            ทันทีที่สวดประโยคแรกออกไปมันก็ปล่อยมือออกจากคอของเขาและหายไปราวกับควัน

            เฉินอี้รู้สึกเหมือนตนเองเพิ่งโผล่พ้นจากน้ำเขาหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ และสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมานั่งหอบ

            คอของเขาเจ็บร้าวโดยเฉพาะข้างที่มีบาดแผล ราวกับถูกใครบีบคอมาจริงๆ

            เฉินอี้รีบใช้มือควานหาขวดแก้วหลิวหลีเมื่อพบว่ามันยังอยู่ที่เดิมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

            เขาไม่กล้าเรียกให้อาหลิ่งออกมามันอาจจะเป็นเพียงแค่ฝันร้ายก็ได้ วันนี้เขาอาจจะเหนื่อยมากและแผลคงกำลังระบมจึงทำให้เจ็บจนเก็บไปฝัน

            เฉินอี้ล้มตัวลงนอนอีกครั้งใจยังเต้นไม่เป็นส่ำ และนอนหลับไม่สนิททั้งคืนจนกระทั่งเช้า

     

            เฉินอี้ลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่ต้นยามเหม่าเพราะหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืนจนค่อนข้างหงุดหงิด เขาไม่อยากอารมณ์ไม่ดีแต่เช้าจึงลุกขึ้นมาหาอะไรทำไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะได้เวลาออกไปข้างนอก

            เมื่อวานนี้เลือดที่ไหลออกมาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าและเส้นผมจนตอนนี้ผมของเฉินอี้ส่วนหนึ่งจับตัวแข็งเป็นก้อนเขาจึงนำเสื้อที่เปรอะเลือดไปแช่ในน้ำเย็น จากนั้นก็ต้มน้ำนำขี้เถ้าที่เผาจากใบฝูหรง ใบเซ่อปัวและเปลือกรากหม่อน ห่อด้วยผ้าบางๆนำไปแช่น้ำร้อนและนำมาล้างเส้นผมจนเลือดที่จับตัวแข็งบนเส้นผมหลุดออกไปจนหมด

            การสระผมต้องใช้เวลาค่อนข้างมากคนส่วนมากจึงมักไม่ค่อยสระผมกันเท่าใดนัก ประมาณสิบห้าวันหรือหนึ่งเดือนจึงจะสระผมสักครั้งหนึ่งแต่เฉินอี้นั้นถูกมารดาสอนมาตั้งแต่เด็กให้ดูแลความสะอาดของตนเองอยู่เสมอ

            ท่านแม่เป็นคนรักความสะอาดมากเวลาที่เฉินอี้ออกไปเล่นข้างนอกแล้วเนื้อตัวสกปรกเลอะเทอะกลับมา นางจะรีบให้เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำทันทีโดยไม่สนใจว่าอากาศจะหนาวเย็นหรือไม่

            ท่านแม่มักจะทำน้ำเซียงถีให้เขาอาบโดยให้พี่เลี้ยงต้มน้ำและนำใบไผ่กับเปลือกต้นท้อแช่ลงไปในน้ำร้อนด้วยเฉินอี้เองก็ชอบน้ำเซียงถีที่ท่านแม่เตรียมให้เพราะเมื่ออาบเสร็จแล้วจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ติดกายอยู่เป็นเวลานาน

            เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยท่านพ่อและท่านแม่ก็จะผลัดกันหอมแก้มเขาราวกับจะแข่งเพื่อเอาชนะกันตอนนั้นเฉินอี้เองรู้สึกไม่ชอบใจนักที่ถูกพ่อกับแม่แกล้งโดยการรุมหอมแก้มเขาแบบนั้นแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึง

            นอกจากท่านแม่จะทำน้ำเซียงถีสำหรับใช้อาบแล้วก็ยังทำน้ำเซียงฟาสำหรับใช้สระผมด้วยโดยการนำพืชหอมห้าชนิดอย่างละหนึ่งกำมือไปตากแห้งและนำไปต้มจนเปื่อยกรองเอาแต่น้ำและนำไปใส่ภาชนะเก็บไว้ใช้ได้เป็นเวลานานเฉินอี้เองก็ทำเก็บไว้ด้วยเช่นกัน

            โดยปกติเขาใช้เพียงน้ำขี้เถ้าสระผมเท่านั้น แต่วันนี้เฉินอี้นำน้ำเซียงฟาออกมาใช้ด้วยเมื่อได้กลิ่นที่คุ้นเคยเขาก็คิดถึงมารดาของเขาใบหน้าของนางล่องลอยอยู่ในความทรงจำ

            “อี้เอ๋อร์ ลูกแม่หอมไปหมดทั้งตัวแบบนี้คืนนี้แม่จะอนุญาตให้เจ้านอนกับแม่ด้วยดีไหมน้า” พอท่านแม่พูดจบเฉินอี้ก็ยิ้มร่าและกระโดดกอดเอวมารดาทันที ท่านแม่หัวเราะชอบใจ

            เฉินอี้จึงชอบอาบน้ำสระผมเป็นที่สุดเพราะเมื่อตัวหอมพ่อกับแม่ก็จะอนุญาตให้เขาเข้าไปนอนด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกทุกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน