“หวังว่านกสีแดงนั้นจะไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด”
สมิธถึงกับเหงื่อตกเมื่อได้อ่านข่าวเรื่องสิ่งมีชีวิตปริศนาขโมยแกะ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นผู้เคราะห์ร้ายบอกลักษณะของมันมีรูปร่างคล้ายนกบนโลกแต่ตัวของมันใหญ่อย่างกับเครื่องบินแถมขนบนลำตัวของสิ่งมีชีวิตนั้นยังมีสีแดงราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนอีก หากพิจารณาด้วยข้อมูลเท่านี้มันก็มีอยู่เพียงไม่กี่อย่างที่บ่งบอกว่าสิ่งนั้นคือสิ่งมีชีวิตอะไร
และหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับข้อมูลนั้นคือ ฟีนิกซ์!
สิ่งมีชีวิตในหลากหลายตำนานหลากหลายเรื่องเล่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตระดับตำนานหรือร่างจำแรงของเทพเจ้า แต่ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆฟีนิกซ์มีเหมือนกันหมดคือความทรงพลัง! ทุกตำนานทุกเรื่องเล่าฟีนิกซ์มักเป็นหนึ่งในตัวตนระดับสูงสุดของเรื่องนั้นๆ และสิ่งที่ทำให้ฟีนิกซ์พิเศษเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นคือการเกิดใหม่ เมื่อใดก็ถามที่ฟีนิกซ์ตายพวกมันจะกลายเป็นกองขี้เถ้าและขี้เถ้าเหล่านั้นจะก่อเกิดเนิดร่างของพวกมันขึ้นมาใหม่ราวกับได้เกิดใหม่ตราบใดที่กองขี้เถ้าเหล่านั้นยังสมบูรณ์ฟีนิกซ์สามารถเกิดได้เรื่อยๆราวกับใช้สูตรโกง
“เจ้าเป็นกังวลเกี่ยวกับเจ้านกไฟนั้นรึ?” กรีนชิลดพูดออกมาเมื่อมันเห็นสมิธเป็นกังวลเกี่ยวกับฟีนิกซ์
“เวรเอ้ย! ถ้าเข้ามาก็ชวยส่งเสียงหน่อย” สมิธสดุ้งจนเกือบตกเก้าอี้เพราะการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของกรีนชิลด
“เจ้าจะกลัวพวกมันไปทำไมกัน? เจ้านกไฟพวกนั้นมันอ่อนไหวจะตาย พวกมันก็เหมือนกับพวกข้าหากไม่โดนกระทำแย่ๆใส่ก่อนก็อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร อย่างเผ่าพันธุ์ข้าอยู่บนโลกเจ้ามาเป็นร้อยร้อยปีเจ้าเคยได้ยินเรื่องต้นไม้ไล่ถล่มคนไหมล่ะ แม้พวกเจ้าจะพยายามจะทำลายป่าที่ซึ่งเป็นบ้านข้าก็ตาม แต่นี้คือป่าโลกเจ้าไม่ใช่โลกข้าพวกข้าจึงไม่มีสิทธิ์ไปขัดขว้างเพราะพวกข้าเป็นเพียงผู้ลี้ภัยเท่านั้น” กรีนชิลดพูดต่อพร้อมกับบ่อนเล็กน้อยถึงเรื่องมนุษย์ชอบทำลายป่าชอบทำลายธรรมชาติ แต่มันก็ทำได้แค่เงียบและยอมรับเพราะพวกมันเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์ในการโต้แย้งใดๆ
“เจ้าพวกบอกว่าพวกฟีนิกซ์อ่อนไหวและรับสงบหรอ?” สมิธถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดออกมาเมื่อได้ยินคำพูดของกรีนชิลดที่บอกว่าฟีนิกซ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนไหวและรักสงบ
“ก็ใช่น่ะสิ! ฟีนิกซ์จะสายพันธุ์ไหนๆก็เหมือนกันหมดในเรื่องของลักษณะนิสัยจะมีความแตกต่างก็แค่พลังเท่านั้น” กรีนชิลดย้ำคำเดิมถึงนิสัยของเหล่าฟีนิกซ์
“แม่งโคตรจะบ้า โคตรจะบ้า นายบอกว่าฟีนิกซ์รักสงบอยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่นได้ดีถ้าไม่มีใครไปทำอะไรมันใช่ไหม?...” กรีนชิลดถึงกับนึกย้อนไปยังเหตุการณ์หนึ่ง
เหตุการณ์ที่โลกได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตระดับตำนานที่เรียกว่าฟีนิกซ์ครั้งแรก ฟีนิกซ์เผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร พวกมันทั้งโมโหร้ายและบ้าคลั่งไร้ซึ่งการยับยั้งใดๆ ความโหดร้ายของฟีนิกซ์รุนแรงถึงขนาดที่ว่าประเทศประเทศหนึ่งโดยเผาจนล่มสลายลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ด้วยความโหดร้ายระดับนี้ทางรัฐบาลทั่วโลกร่วมมือกันส่งมือดีที่สุดของตัวเองมาจัดการกับฟีนิกซ์ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือมือดีระดับแนวหน้าของโลกตายไปกว่า 70% ของทั้งหมดที่ไปทำภารกิจสังหารฟีนิกซ์
“เดี๋ยวฉันจะเล่าเรื่องราวฟีนิกซ์ที่ฉันรู้จักให้นายฟัง...” สมิธตัดสินใจเล่าเรื่องราวของฟีนิกซ์ที่ตัวเขารู้จักให้กรีนชิลดฟังทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ความโหดร้าย ความบ้าคลั่ง ไร้ปราณี ทุกกระทำอันเลวร้ายของฟีนิกซ์
“เจ้านกบ้านั้นคงเสียสมาชิกในครอบครัวไปหรือมีใครทำอะไรกับสิ่งที่มันรักเป็นอย่างมาก เรื่องแบบนี้ก็เคยก็ขึ้นกับโลกเดิมของฉันเหมือนกันเจ้านกบ้านั้นอาละวาดซะยกใหญ่ มีโจรโง่ไปขโมยขี้เถ้าของคู่ชีวิตมันก้เล่นเอาซะทวีปทั้งทวีปเกือบหาย” กรีนชิลดที่ได้ฟังเรื่องราวของสมิธก็พอจะเดาออกว่าสาเหตุของความโหดร้ายนั้นเป็นอะไรเพราะเรื่องแบบนี้ตัวมันก็เคยเผชิญมาเหมือนกัน
“ก็อาจจะ...เพราะในข่าวเองเจ้าของฟาร์มบอกอยู่เหมือนกันว่ามีสิ่งมีชีวิตคล้ายนกพิราบแต่ขนของนกตัวนั้นสีแดงอยู่” พอจะเป็นไปได้ข้อสันนิษฐานของกรีนชิลด อย่างที่รู้กันมนุษย์มักจะทำอะไรพลาดและเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เรื่องที่ฟีนิกซ์เกิดคลั่งก็อาจเป็นฝีมือของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
“กรีนชิลดสนใจไปตามหาฟีนิกซ์กับฉันไหม?”