เสียงสะอึกสะอื้นของเด็กน้อยวัยสี่ขวบที่ชื่อว่า ‘เฉินหยาง’ ดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่ากลับไม่มีใครแถวนั้นรู้สึกรำคาญแต่อย่างใด อาจเป็เพราะบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากผู้คนมากนัก
"ไม่เป็ไรนะหยางหยาง... อยู่กับพี่สาวของลูกนะ" ชายวัยราวสามสิบปีเอ่ยกับเฉินหยางด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"พ่อกับแม่จะไปอีกแล้วเหรอคะ" พี่สาวของเฉินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยแววตาเศร้าหมอง
"ใช่จ้ะลูก... ดูแลน้องดีๆ นะ" ผู้เป็แม่ลูบหัวปลอบใจลูกสาว ก่อนจะยัดเงินจำนวนห้าสิบหยวนใส่มือเธอไว้
"ลูกเข้าใจพ่อกับแม่ใช่มั้ย เฉินหยิน... เฉินหยาง..." พ่อเอ่ยถามด้วยความรู้สึกผิดจับใจ แต่พวกเขาไร้ซึ่งทางเลือก นี่คือการตัดสินใจที่เขาและภรรยาจำต้องยอมรับ
"หนูเข้าใจค่ะพ่อ หนูจะดูแลน้องให้ดีที่สุด" เฉินหยินรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ผม... ผมเข้าใจครับ" เฉินหยางตอบรับทั้งที่ยังสะอื้นฮัก
เมื่อสิ้นคำร่ำลา ผู้เป็พ่อและแม่ก็หันหลังเดินจากไป
"พี่ครับ... ผมจะไม่ทำให้พี่ต้องลำบาก" เด็กน้อยให้คำมั่น
"ไม่เป็ไรหรอกหยางหยางของเรา แกแค่ตั้งใจเรียนก็พอ แล้วพอเราโตขึ้น เรามาช่วยกันทำงานหาเงินให้พ่อกับแม่สบายกันเถอะนะ" เฉินหยินพูดยิ้มๆ พร้อมกับชูสองนิ้วให้น้องชายเพื่อเรียกความมั่นใจ
ตอนนั้นพี่สาวของผมอายุเพียงแค่สิบขวบ เธอต้องดูแลตัวเองมาตลอดหกปี และพอเธออายุได้สิบปี พ่อกับแม่ก็พาผมที่เพิ่งอายุสี่ขวบ—วัยเดียวกับเธอในตอนที่ถูกทิ้งไว้ครั้งแรก—มาฝากให้เธอช่วยดูแล ผมรู้สึกสงสารพี่สาวจับใจ จึงโผเข้ากอดและกล่าวคำขอโทษที่ตัวเองเกิดมาเป็ภาระ
"ไม่เห็นเป็ไรเลย พี่จะได้มีเพื่อนอยู่ด้วยไง" เธอเอ่ยปลอบพร้อมกับหยิกแก้มผมเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ครอบครัวของเรายากจนมาก นั่นคือเหตุผลที่พ่อกับแม่ต้องดิ้นรนไปทำงานไกลถึงต่างประเทศ และทิ้งพวกเราสองพี่น้องให้อยู่กันตามลำพังในประเทศจีน
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ
เสียงโทรศัพท์ที่แผดร้องขึ้นกลางดึกปลุกให้ผมกับพี่สาวงัวเงียตื่นขึ้นมา
"ฮัลโหล สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่" เฉินหยินกรอกเสียงทักทาย
"ฮัลโหล หยินหยิน... ปีนี้ลูกอายุครบสิบแปดปีเต็มแล้วใช่มั้ยลูก" เสียงผู้เป็พ่อเอ่ยถามจากปลายสาย
"ใช่ค่ะพ่อ" เฉินหยินตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบางๆ
"ลูก... เลิกเรียนกลางคันได้มั้ย หยินหยิน"
คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มของเฉินหยินจางหายไป "ทำไมเหรอคะพ่อ..." สีหน้าของเธอหม่นหมองลงทันที
"พอดีที่ทำงานของพ่อกำลังขาดคนงานผู้หญิงน่ะลูก พ่อเลยนึกถึงลูกขึ้นมาพอดี... ลูกหยุดเรียนแล้วมาทำงานได้มั้ย ถ้าลูกตกลง พ่อจะได้จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินให้"
เฉินหยินหันมามองหน้าเฉินหยางด้วยแววตาเศร้าสร้อย เฉินหยางรู้ดีว่าพี่สาวฝันอยากเรียนต่อแค่ไหน แต่เขาทำได้เพียงส่งยิ้มบางๆ และพยักหน้าให้กำลังใจเธอ
"ได้ค่ะพ่อ... ต้องเดินทางเมื่อไหร่คะ" เฉินหยินเอ่ยถามเพื่อเตรียมตัว
"วันนี้ตอนเก้าโมงเช้านะลูก"
"อะไรนะคะ!" เฉินหยินอุทานด้วยความใที่ทุกอย่างกะทันหันขนาดนี้ พวกเขาคุยรายละเอียดกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนที่พ่อจะวางสายไป
ณ สนามบิน สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เฉินหยินและเฉินหยางด้วยความดูแคลน
"เหอะ ดูกันสิพวกแก คนจนซอมซ่อขนาดนั้นมาทำอะไรที่นี่ มีเงินจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินด้วยหรือไง"
"ฉันว่าสองคนนั้นจะมีปัญญาซื้อน้ำเปล่าสักขวดในนี้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย"
เสียงผู้หญิงสองคนซุบซิบนินทาดังพอที่จะทำให้พวกเขาได้ยิน แต่ทั้งสองพี่น้องชินชาเสียแล้วกับการถูกเหยียดหยาม พวกเขายากจนมากจริงๆ แม้เนื้อตัวและเสื้อผ้าจะซักจนสะอาดสะอ้าน แต่มันก็ทั้งเก่าและเต็มไปด้วยรอยปะชุน
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินไปหาที่นั่งรอขึ้นเครื่อง
"นี่ ไอ้ยาจก! ตรงนั้นห้ามนั่งเด็ดขาดนะ!" ผู้ชายคนหนึ่งะโขึ้นมาด้วยท่าทีรังเกียจ "แต่งตัวซอมซ่อขนาดนี้ ถ้านั่งลงไปเดี๋ยวคนทำความสะอาดเขาก็เหนื่อยแย่หรอก!"
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไปรอที่หน้าเกตแทน
"หยางหยาง แกไม่ต้องกังวลนะ พี่จะไปทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วเราก็จะมีเงินใช้กัน ตอนนี้แกไม่ต้องคิดมากนะ ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ... พี่ไปก่อนนะ บ๊ายบาย"
เฉินหยินเอ่ยคำอำลาแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ผมต้องเดินกลับมายังบ้านที่แสนทรุดโทรมเพียงลำพัง
เวลาแปดปีแห่งความอบอุ่นที่มีพี่สาวคอยอยู่เคียงข้าง... จบลงแล้วสินะ เฉินหยางได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
กริ๊งงง! กริ๊งงง!
เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่น เฉินหยางเอื้อมมือไปกดปิดก่อนจะเหลือบมองปฏิทิน พรุ่งนี้แล้วสินะ... วันที่เขาจะมีอายุครบยี่สิบปีเต็ม แต่ทำไมเวลาสองปีที่ผ่านมา พ่อ แม่ หรือแม้แต่พี่สาว ถึงไม่เคยเอ่ยปากเื่ที่จะรับเขาไปอยู่ด้วยที่ต่างประเทศเลยสักคำ... แม้จะน้อยใจ แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถามเพราะไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ครอบครัว
ชายหนุ่มลุกจากเตียงไปจัดการธุระส่วนตัว อาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมไปเรียน ปัจจุบันเขาเป็นักศึกษาชั้นปีที่สอง คณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งรวบรวมไว้แต่ลูกหลานคนมีฐานะ
หลายคนอาจสงสัยว่าคนจนๆ อย่างเขาเข้ามาเรียนที่นี่ได้อย่างไร คำตอบคือเขาตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก เพื่อให้ได้เข้าเรียนในสถาบันที่ดีและมีโอกาสหางานดีๆ ทำในอนาคต
ที่หอพัก เขามีรูมเมทสองคน คนแรกคือ ‘หลี่โถว’ ชายหนุ่มรูปร่างอวบ ผิวขาว หน้าตาธรรมดา แต่ฐานะทางบ้านค่อนข้างดีเพราะพ่อแม่เปิดร้านขายของชำขนาดใหญ่ ส่วนอีกคนคือ ‘หลงอี้’ ชายหนุ่มรูปร่างผอม ผิวขาว ฐานะดีเช่นกัน ครอบครัวทำธุรกิจร้านอาหารอยู่นอกเมือง
นอกจากนี้เขายังมีเพื่อนสนิทเป็หญิงสาวอีกคนชื่อ ‘หลินฟานเออร์’ เธอเป็หญิงสาวรูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณหมดจด ฐานะทางบ้านเข้าขั้นเศรษฐีเพราะครอบครัวทำธุรกิจฟาร์มยางพารา
ทั้งสี่คนมักจะมารวมตัวกันที่หน้าตึกและเดินเข้าเรียนพร้อมกันเป็ประจำทุกวัน
"นี่ เฉินหยาง... อีกไม่กี่วันก็วันเกิดนายแล้วนะ ปีนี้จะยอมจัดงานมั้ย ถ้ายังปฏิเสธอีก พวกฉันโกรธจริงๆ ด้วย" หลินฟานเออร์เอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
"ใช่ๆๆ!" หลี่โถวกับหลงอี้รีบพยักหน้าสนับสนุน
"พวกเธอก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยมีเงิน ฉันไม่มีปัญญาจัดงานหรอกนะ... ขอโทษด้วยจริงๆ" เฉินหยางตอบเสียงอ่อยด้วยความเกรงใจ
"ไม่เป็ไรเลย! เดี๋ยวเื่ค่าใช้จ่ายพวกเราจัดการให้เอง" ทั้งสามคนประสานเสียงพร้อมกับส่งยิ้มกว้าง
"ขอโทษจริงๆ นะที่ฉันทำให้พวกเธอลำบากอยู่เรื่อย"
"บ้าเหรอ ไม่เป็ไรหรอกน่า เราเป็เพื่อนกันนี่!" หลงอี้ตบไหล่เพื่อนเบาๆ
"ใช่ๆ มีอะไรให้ช่วยก็บอกพวกเราได้เสมอเลยนะ" หลี่โถวกล่าวเสริม
เวลาล่วงเลยจนตะวันตกดิน
นอกจากเงินจำนวนหนึ่งพันหยวนที่พ่อแม่ส่งมาให้ใช้ทุกเดือนแล้ว เฉินหยางยังหารายได้พิเศษด้วยการรับจ้าง 'ส่งของ' ให้กับคนในหอพักของตัวเอง ค่าจ้างต่อรอบคือสิบหยวน ซึ่งมันช่วยต่อลมหายใจให้เขาได้มาก
เพราะเหล่านักศึกษาในหอมักจะชอบแกล้งเรียกใช้เขาอยู่เสมอ ทำให้แต่ละวันเขามีรายได้เป็กอบเป็กำจากการวิ่งส่งของ เฉินหยางมักจะแอบหวังลึกๆ อยู่เสมอว่า หากพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาแล้วพ่อแม่โทรมาบอกให้เขาลาออกแล้วบินไปอยู่ด้วย... เขาจะไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ติ๊ดๆๆ ติ๊ดๆๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความคิด เขาคว้ารับสายทันที
"ฮัลโหล เฉินหยาง นายช่วยไปเอาของ แล้วเอาไปส่งที่ห้องพยาบาลให้หน่อยสิ... ถึงแล้วเปิดประตูเข้าไปได้เลยนะ ไม่ต้องเคาะเรียก เดี๋ยวมันจะขัดจังหวะ"
คำพูดคลุมเครือนั้นทำให้เฉินหยางรู้ทันทีว่า 'ของ' ที่ให้ไปส่งคืออะไร
"อืม" เขาตอบรับสั้นๆ
เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีกฎห้ามรถภายนอกเข้ามาส่งของในยามวิกาล นักศึกษาจึงต้องออกไปรับของเอง ธุรกิจรับจ้างเดินไปเอาของของเฉินหยางจึงตอบโจทย์คนมักง่ายพวกนี้ได้ดี สักพักเสียงแจ้งเตือนเงินโอนเข้าบัญชีจำนวนหนึ่งร้อยหยวนก็ดังขึ้น
เมื่อมาถึงหน้าห้องพยาบาล เฉินหยางผลักประตูเข้าไปตามคำสั่ง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหญิงคู่หนึ่งในสภาพเปลือยเปล่า กำลังเล้าโลมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างถึงพริกถึงขิงเพื่อรอ 'ถุงยางอนามัย' จากเขา นี่เป็ครั้งแรกที่เขารับงานส่งถุงยางแล้วต้องมาเจอคนทำบัดสีบัดเถลิงต่อหน้าต่อตาขนาดนี้
"กรี๊ดดดดดด!"
หญิงสาวแผดเสียงร้องลั่นด้วยความใ ทำให้ฝ่ายชายชะงักการกระทำแล้วหันขวับมามอง
"อ้าว... มาแล้วเหรอวะ" ชายคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ
เฉินหยางยืนตัวแข็งทื่อ เขาจำใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นได้ติดตา... เธอคือ 'แฟนเก่า' ของเขาเอง
พวกเขาเลิกกันไปเมื่อสองปีก่อน เหตุผลเพียงเพราะเพื่อนของเธอเป่าหูว่า หากเลิกกับคนจนๆ อย่างเขาแล้วไปคบกับคนรวย เธอจะได้ทุกอย่างที่ปรารถนา วันนั้นเธอเดินมาบอกเลิกเขาอย่างเืเย็น... ทว่าวันนี้ เขากลับต้องมาทนดูเธอกำลังจะหลับนอนกับชายอื่นที่ไม่ใช่เขา
เฉินหยางรีบยื่นของให้ หยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ร่วงหล่นกระทบพื้น ก่อนที่เขาจะหันหลังก้าวฉับๆ ออกมาจากห้องนั้นทันที
เมื่อเดินกลับมาถึงหน้าหอพัก เขาก็พบว่ามีนักศึกษาหลายคนออกมายืนออและชี้ชวนกันหัวเราะเยาะเขา หนึ่งในนั้นคือ 'หวังซาน'... ชายคนที่โทรเรียกเขาเมื่อครู่นี้นี่เอง
ทุกอย่างกระจ่างชัดในวินาทีนั้น... นี่คือแผนการสกปรกที่พวกมันจงใจจัดฉากเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา
เฉินหยางทำได้เพียงก้มหน้าวิ่งฝ่าฝูงชนกลับเข้าห้องพักด้วยหัวใจที่แตกสลาย คืนนั้นทั้งคืนเขาเอาแต่ร้องไห้และเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่า... เมื่อไหร่พ่อกับแม่จะมารับเขากลับไปอยู่ด้วยเสียที ชายหนุ่มจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้าจนกระทั่งเผลอหลับไปในความมืดมิดของยามราตรี