ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 หนึ่งชีวิตที่ต่ำต้อย


            แสงอันอบอุ่นเฉกเช่นฤดูใบไม้ผลิสาดส่องภายในถ้ำ หลังจากหวังหมิงเสร็จสิ้นภารกิจ ซุนจิ้งก็แนบชิดอิงกายอยู่ในอ้อมแขนของเขา

            “หวังหมิง ข้าให้ทุกอย่างกับเจ้าได้ แต่เจ้าห้ามทรยศข้า” ซุนจิ้งกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน

            “ไม่มีทาง นับจากนี้เจ้าก็คือผู้หญิงของข้าหวังหมิง” หวังหมิงกล่าวพลางดวงตาฉายแววได้ใจ เขาหวังหมิงต้องการผู้หญิงคนใดก็มักได้มาเสมอ และยิ่งได้เห็นซุนจิ้งอยู่ในอ้อมแขนด้วยสภาพเช่นนี้ เขาก็ยิ่งพึงพอใจ ครู่ต่อมาหวังหมิงกับซุนจิ้งกลับไปหาไป๋หลิงและเย่เฟิง

            “ศิษย์พี่ ข้าทะลวงแล้ว!” ซุนจิ้งกล่าวด้วยความดีใจขณะอยู่ข้างกายหวังหมิง

            ในเวลาหนึ่งวัน นางไม่เพียงแต่ทะลวงการบ่มเพาะ แต่นางยังได้สานสัมพันธ์กับผู้ชายในดวงใจ นางจึงอดอารมณ์ดีไม่ได้

            ไป๋หลิงตาแข็งทื่อพลางตัวสั่นสะท้านขณะมองซุนจิ้งพร้อมกล่าว “ศิษย์น้อง เจ้าเสียตัวให้เขาแล้ว!”

            เมื่อเห็นว่ารอยตราชาดแดงที่ระหว่างคิ้วของซุนจิ้งหายไป ไป๋หลิงก็เข้าใจได้ในทันที

            “ความสัมพันธ์ของข้ากับหวังหมิงแน่นแฟ้น ศิษย์พี่ควรดีใจแทนข้าสิ ไยมีปฏิกิริยาเช่นนี้เล่า?” ซุนจิ้งขมวดคิ้วด้วยท่าทีไม่พอใจ นางไม่ปฏิเสธเรื่องที่ตัวเองเสียความบริสุทธิ์ให้หวังหมิงราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

            “ศิษย์น้อง เจ้าลืมกฎของสำนักแล้วหรือ? หากไม่ได้เป็นคู่ครองอย่างเป็นทางการก็ไม่อนุญาตให้เสียความบริสุทธิ์ให้ใครอื่น เจ้าทำเช่นนี้เห็นสำนักเป็นตัวอะไร?” ไป๋หลิงซักถามด้วยเสียงเย็นเยือก ในใจนาง สำนักคือผู้สูงส่ง

            “ฮ่า ๆ ๆ!” ซุนจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะพร้อมกล่าวขึ้น “หวังหมิงทั้งดีเลิศและยังช่วยข้าทะลวงการบ่มเพาะ หรือศิษย์พี่มองไม่เห็น? อีกอย่างพวกเรามีใจรักกัน หากทางสำนักกังขา เช่นนั้นข้าจะถอนตัวและแต่งเข้าตระกูลหวัง แต่ข้าไม่เข้าใจ ท่านคือศิษย์พี่ของข้า เห็นข้ามีความสุข ท่านไม่ดีใจก็ช่างปะไร แต่ไยต้องมีท่าทีเช่นนี้ด้วย? หรือศิษย์พี่อิจฉาข้า?”

            ซุนจิ้งพูดจาเฉียบคม ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเย็นเยียบขึ้น ศิษย์น้องคนเก่าของนางไปไหนแล้ว

            “หากศิษย์พี่อิจฉาข้าก็พูดมาตรง ๆ ข้าจะได้ให้หวังหมิงรับท่านเป็นเมียน้อย แล้วข้ากับท่านจะแต่งเข้าตระกูลหวังพร้อมกัน ถึงเวลานั้นท่านจะได้ยกระดับพลังและดีกว่าอยู่กับเศษสวะนี่ ท่านควรคิดทบทวนให้ดี ๆ” ซุนจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าได้ใจราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดของตัวเอง

            “ไร้ยางอาย!” ไป๋หลิงดุด่าซุนจิ้งพลางตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ศิษย์น้องของนางเปลี่ยนไป นางจึงเอ่ยเช่นนั้นออกมา

            ซุนจิ้งบอกว่าจะให้ไป๋หลิงเป็นเมียน้อย แต่หวังหมิงกลับเงียบกริบ มีเพียงท่าทีเช่นนั้นที่บ่งบอกถึงความคิดของเขาหวังหมิง เขาคือลูกหลานสายตรงแห่งตระกูลหวัง มีภรรยาหลายคนย่อมเป็นเรื่องปกติ และทุกอย่างก็สมเหตุสมผล

            “ศิษย์พี่ ท่านไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี! ข้าแค่อยากสนับสนุนท่าน ให้ท่านได้มีโอกาสปีนป่ายสู่ที่สูง ทว่าท่านไม่เพียงแต่ไม่สนใจมัน แต่ยังทำท่าทีเย็นชาใส่ข้า ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเศษสวะนั่นมีดีอะไร แต่หวังหมิงให้ข้าได้ทุกอย่าง” ซุนจิ้งกล่าว นี่ทำให้ไป๋หลิงตัวสั่นเทาอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

            “อ้อ! ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่คงจะติดใจเศษสวะนี่สินะ” คำพูดของซุนจิ้งรุนแรงขึ้น

            “เจ้า...” ไป๋หลิงหน้าซีดลง

            “พอได้แล้ว!” ขณะนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้น นาทีต่อมาพวกเขาหันไปมองเย่เฟิงที่เงียบอยู่นาน ซึ่งตอนนี้เย่เฟิงมีท่าทีเฉยชาอย่างน่ากลัว เพราะการกระทำที่ไร้ยางอายของซุนจิ้งทำให้เขาเกิดโทสะ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนคนหนึ่งจะพูดจาก้าวร้าวได้ถึงเพียงนี้ อีกอย่างการที่นางเสียตัวให้ผู้ชายก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ยังจะดึงคนอื่นเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย การกระทำเช่นนี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก ในสถานการณ์เช่นนี้ใครทนได้ก็ทนไป แต่เขาเย่เฟิงทนไม่ได้!

            “สวะอย่างเจ้าต้องการพูดอะไร? เจ้าคิดว่า ณ ที่แห่งนี้เจ้ามีสิทธิ์พูดงั้นหรือ?” แววตาของซุนจิ้งเผยประกายเย็นเยือก ตอนนี้นางอยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 8 ก็ยิ่งไม่เห็นเย่เฟิงอยู่ในสายตา

            “คนต่ำต้อย หุบปากเดี๋ยวนี้!” ไอเย็นปะทุออกจากร่างเย่เฟิง และด่าทอซุนจิ้งด้วยความโมโห

            “เจ้าทำตัวเองก็ช่างปะไร แต่ยังจะดึงคนอื่นเข้าไปเกี่ยวด้วย ความไร้ยางอายของเจ้าเกินจินตนาการข้ามาก เจ้ายังไม่รู้สึกตัวอีกหรือว่าปากเจ้ามันสกปรกมากเพียงใด!” เย่เฟิงกล่าวพลางแสยะยิ้ม

            “เจ้า...” ซุนจิ้งหน้าแดงก่ำ นางไม่คิดว่าจะถูกเศษสวะหยามหน้า

            “สวะ เจ้าอยากตายนักเหรอ?” หวังหมิงมองเย่เฟิงด้วยสายตาเย็นยะเยือกพร้อมไอสังหารปะทุออกจากร่าง “คำพูดของเจ้าทำให้ข้าอยากฆ่าเจ้านัก แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าโดยการทำลายการบ่มเพาะเองซะ จากนั้นไปขอโทษจิ้งเอ๋อร์ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า หาไม่แล้วเจ้าคงรู้ถึงผลที่จะตามมา”

            ซุนจิ้งไม่ห่างจากหวังหมิง แต่มองเย่เฟิงด้วยสายตาเยาะเย้ยราวกับมองคนตายอย่างไรอย่างนั้น สิ่งที่นางซุนจิ้งเลือกไม่ผิด ให้เย่เฟิงทำลายการบ่มเพาะและขอโทษนางย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด

            “งั้นหรือ?” เย่เฟิงแสยะยิ้มด้วยท่าทีเฉยชา

            “ศิษย์น้องเย่ เจ้ารีบไปเถอะ ที่นี่ข้าจะจัดการเอง หากล้มเหลว อย่างมากข้าก็แค่ตาย” ไป๋หลิงกล่าวอย่างร้อนใจ นางรู้ว่าความขัดแย้งนี้มิอาจแก้ไขได้ หากเย่เฟิงยังไม่รีบไป หวังหมิงอาจฆ่าเย่เฟิงจริง ๆ ก็ได้ ซึ่งนางไม่ต้องการให้เย่เฟิงเข้ามามีเอี่ยวด้วย ต่อให้นางตายก็ไม่อยากเห็นเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

            “ไม่เป็นไร!” เย่เฟิงปลอบใจไป๋หลิง เขาก็อยากดูว่าหวังหมิงผู้นี้จะฆ่าเขาให้ตายด้วยวิธีไหน

            แต่ขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าดังมาจากบางแห่ง ครู่ต่อมามีกลุ่มคนปรากฏตัว คนเหล่านี้คือคนรุ่นเยาว์และมีลมปราณแกร่งกล้า สองคนที่เป็นหัวหน้าอยู่จุดสูงสุดของขั้นบ่มเพาะกายา

            “เซิ่งจื่อ ดูนั่นสิ ผู้หญิงคนนี้ไม่เลวเลย” ชายหนุ่มคนหนึ่งมองซุนจิ้งพลางกวาดสายตามองอย่างไร้ความเกรงกลัว ซึ่งเป็นอย่างที่ชายผู้นี้กล่าวไว้เช่นนั้น ซุนจิ้งมีรูปร่างยอดเยี่ยมและดูร้อนแรง มีเสน่ห์ต่อผู้ชายเป็นอย่างมาก

            ซุนจิ้งเผยสีหน้าไม่สู้ดีนัก คนเหล่านี้พูดจาหยาบคายออกมาอย่างไม่กระดากปาก

            “อืม!” เซิ่งจื่อผู้นั้นพยักหน้าพลางมองซุนจิ้งด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย โดยเฉพาะสายตาที่ไปหยุดตรงเนินอกอันอวบอิ่มนั่น แววตายิ่งทอประกายเป็นพิเศษ

            “ข้าจองผู้หญิงคนนี้!” เซิ่งจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ในแดนทดสอบแห่งนี้สามารถทำสิ่งใดก็ได้

            “พวกเจ้าจะทำอะไร?” หวังหมิงตาเผยประกายเยือกเย็น และเอาตัวบังที่ด้านหน้าซุนจิ้ง นี่ทำให้ซุนจิ้งรู้สึกอบอุ่นใจและคิดว่าตัวเองมองคนไม่ผิด

            “จะทำอะไรน่ะหรือ? ก็เล่นสนุกกับผู้หญิงของเจ้าไงล่ะ” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวอย่างโอหัง

            “ฮ่า ๆ ๆ” หวังหมิงแค่นเสียงหัวเราะพร้อมเผยสีหน้าผยอง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใครถึงกล้าพูดจาเช่นนี้กับข้า? ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าสามวินาทีไสหัวไปจากหน้าข้า หาไม่แล้วพวกเจ้าต้องเจอกับเพลิงพิโรธของตระกูลข้า!”

            “ใช่แล้ว หวังหมิงเขาเป็นถึงนายน้อยตระกูลหวังแห่งเมืองหลวง ไม่ใช่คนที่พวกเจ้าจะล่วงเกินได้! แต่หากล่วงเกินละก็ ถึงเวลานั้นพวกเจ้าอาจตายไร้ที่กลบฝัง!” ซุนจิ้งกล่าวและเดินมาข้างหน้า นางใช้ฐานะของหวังหมิงเข้ากดดันอีกฝ่าย ในขณะเดียวกันฐานะของหวังหมิงก็ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ

            “เซิ่งจื่อ อีกฝ่ายบอกว่าพวกเขาคือคนของตระกูลหวังแห่งเมืองหลวง แล้วยังบอกให้พวกเราไสหัวไปจากหน้าพวกเขาภายในสามวินาที ท่านว่าควรจัดการเช่นไรดี?” มีชายหนุ่มสองสามคนได้ยินคำพูดของหวังหมิงและซุนจิ้งก็หัวเราะขึ้นด้วยสีหน้าเยาะเย้ย

            “ตระกูลหวังแห่งเมืองหลวงงั้นหรือ?” ชายผู้ถูกเรียกว่าเซิ่งจื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย

            “ใช่แล้ว ตระกูลหวังแห่งเมืองหลวง เจ้าคงจะกลัวแล้วสินะ!” ซุนจิ้งเผยท่าทีได้ใจ

            “หักกระดูกผู้ชายและฆ่าทิ้ง แล้วพาตัวผู้หญิงคนนั้นไป!” เซิ่งจื่อผู้นั้นไม่ให้โอกาสซุนจิ้งพูด เขากระทั่งไม่ปรายตามองหวังหมิงแม้แต่นิดเดียว ความโอหังเช่นนั้นราวกับว่าเขามีมาตั้งแต่เกิด

            “เจ้ากล้าหรือ!” หวังหมิงเผยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนจะปล่อยพลังออกมา

            “เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่จะให้คนของตระกูลหวังอย่างเจ้ามาข่มขู่ได้เยี่ยงไร? ตายซะเถอะ!” มีคนหนึ่งกล่าวดูแคลน

            “เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่?” เย่เฟิงขมวดคิ้ว ซึ่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่เป็นกองกำลังในภาคตะวันตกของอาณาจักรจ้าว ภายในนิกายมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาย่ำหยินชดหยาง และพลังอำนาจไม่ด้อยไปกว่าสำนักแสงอรุณ

            เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่มีฐานะสูงศักดิ์ วาจาโอหังย่อมเป็นเรื่องปกติ ดูจากพลังและพรสวรรค์ของหวังหมิงจะต้องต่ำต้อยอย่างแน่นอน แล้วคนอย่างเซิ่งจื่อที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใดจะสนใจหวังหมิงไปทำไม

            ในขณะเดียวกันสามคนของนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ก็ปลดปล่อยพลัง ผู้ฝึกยุทธ์จุดสูงสุดของขั้นบ่มเพาะกายาผู้นั้นใช้พลังฝ่ามือจู่โจมหวังหมิง หวังหมิงกรีดร้องโหยหวนพร้อมร่างกระเด็นปลิวและกระอักเลือดออกมา ส่วนสายตาจ้องมองผู้ฝึกยุทธ์นิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่คนนั้นที่โจมตีเขาด้วยความตกใจ แค่การโจมตีเดียวเขาก็รับไม่ได้ นั่นเพราะพลังระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาหวังหมิงจะต่อต้านได้

            ซุนจิ้งตื่นตกใจ พลังระดับนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางจะต่อต้านได้เช่นกัน และยิ่งไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมศึกนี้เสียอีก

            หลังจากหวังหมิงถูกโจมตี ทั้งสามคนจากนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ก็เดินมายังข้างตัวหวังหมิง จากนั้นมีชายผู้หนึ่งนำมีดยาวออกมากรีดลงบนขาข้างหนึ่งของหวังหมิง และลงมืออย่างโหดเหี้ยม

            “อำมหิตยิ่งนัก!” หวังหมิงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจและรู้สึกหวาดกลัว ดังนั้นเขาจึงหลบมีดยาวนี้ไปอย่างรวดเร็ว

            “ได้โปรดช้าก่อน!” หวังหมิงโบกมือส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายหยุดมือ สีหน้าเขาในเวลานี้ไร้ซึ่งความโอหังเฉกเช่นก่อนหน้านี้ หลงเหลือเพียงความหวาดกลัวที่มาจากจิตวิญญาณ เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองทำตัวยโสโอหังเพียงใด อีกฝ่ายต้องฆ่าเขาอย่างแน่นอน ต่อให้เขาเป็นคนของตระกูลหวัง อีกฝ่ายก็ลงมือไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ

            “ทุกท่านโปรดฟังข้าก่อน” หวังหมิงอ้อนวอนพร้อมเหงื่อซึมออกที่หน้าผาก

            “ว่ามา” คนของนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่กล่าว

            “ข้าหวังหมิงมีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินท่านเซิ่งจื่อมีโทษถึงตาย แต่โปรดอภัยให้ข้าด้วย” หวังหมิงกล่าวพร้อมโค้งคำนับเพื่อขอร้องอีกฝ่าย

            ซุนจิ้งหน้าแข็งทื่อ นางรู้ว่าหวังหมิงกำลังถ่วงเวลาศัตรู เมื่อหาจังหวะได้ก็จะสังหารศัตรูทันที

            “ผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไร?” คนของนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่เอ่ยถาม

            “ท่านเซิ่งจื่อสนุกกับผู้หญิงคนนั้นได้ตามสบาย แต่ขอให้ท่านเมตตาชีวิตอันต่ำต้อยด้วย” หวังหมิงตกลงที่จะให้อีกฝ่ายเล่นสนุกกับซุนจิ้ง นี่น่ะหรือแผนถ่วงเวลา? เห็นชัดว่าหวังหมิงคิดเอาตัวรอดคนเดียวและตั้งใจทิ้งซุนจิ้ง

            “หวังหมิงเจ้า...” ซุนจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็ต้องตัวสั่นสะท้าน


    คล้ายกับเรื่องชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต ที่คุณอ่าน