เมื่อจอร์มุนกานต์หลับไปเมอร์ลินนั้นไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากการรอครั้งนี้เขาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จอร์มุนกานต์จะตื่นมาอีก
“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาข้าไม่ควรปล่อยเวลานี้ให้เสียเปล่าด้วยความเข้มข้นของพลังเวทย์ในบริเวณนี้ มันเป็นทรัพยากรอย่างดีต่อการบ่มเพาะของข้า”
ภายในชั้นที่ 35 นั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันพลังเวทย์อันหนาแน่นแม้มันจะไม่เท่าสถานที่ที่เขากับพบดวงตาเลเมเกทันแต่มันก็มากพอที่จะทำให้การบ่มเพาะของเขาเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เมอร์ลินนั่งลงแล้วเริ่มที่จะบ่มเพาะทันที
แรงกดดันพลังเวทย์ที่เหมือนดั่งมหาสมุทรอันเกรี้ยวกราดถูกเมอร์ลินค่อยๆดูดซับ เขานั้นจำเป็นต้องทำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เช่นนั้นแรงกดดันพลังเวทย์นี้จะทำให้ร่างของเขาแหลกสลายกลายเป็นผุยผง
พลังเวทย์อันบ้าคลั่งกำลังถูกเมอร์ลินกลั่นให้เป็นพลังปราณเซียน
เมื่อเริ่มกลั่นพลังเสาฝึกตนทั้งเก้าเกิดการกระเพื่อมนิมิตฐานพลังปราณที่คล้ายกับอาสนะกำลังถูกสร้างขึ้น อาสนะนี้ถูกสร้างขึ้นบนเสาทั้งเก้าอาสนะแผ่นแรกนั้นเริ่มที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้นและอาสนะแผ่นที่สองกำลังเริ่มค่อยๆก่อตัวสร้างขึ้น
พลังปราณเซียนของเมอร์ลินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแรงกดดันพลังเวทย์ของหอคอยแห่งนี้มีประโยชน์แก่เขาเป็นอย่างยิ่ง พลังที่พรั่งพรูเข้ามานั้นทำให้เขาอยู่ในสภาวะไร้ตัวตนจนไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ภายนอกได้
แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เมอร์ลินเป็นกังวลเพราะภายในชั้น 35 นั้นมีเพียงแค่เขาและจอร์มุนกานต์เพียงเท่านั้น
จอร์มุนกานต์ย่อมไม่ลงมือกับเขาอย่างแน่นอน
เมอร์ลินทำการบ่มเพาะต่อไปเรื่อยๆ แม่น้ำแห่งกาลเวลานั้นไหลผ่านไปอย่างไม่สิ้นสุด
จนกระทั่ง ...
ตึง! ครืน ครืนครืน
พลันบังเกิดคลื่นพลังมหาศาลจนทำให้หอคอยนั้นสั่นไหวจนเอนเอียง กระแสแรงกดดันพลังเวทย์ทั้งหมดเกิดการแปรปรวน ด้วยการกระทำนี้
เมอร์ลินพลันตื่นจากสภาวะไร้ตัวตน ใบหน้าของเขานั้นเผยถึงความตระหนกตกใจเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อเมอร์ลินลืมตาขึ้นมา เขาก็พบว่าจอร์มุนกานต์ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยนัยน์ตาที่แววโรจน์
"เจ้า ...เจ้านั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่ข้า การฝึกพลังของเจ้านั้นช่างเหมือนใครคนหนึ่งที่ข้ารู้จัก”จอร์มุนกานต์ปิดตาและพูดออกมาราวกับกำลังรำลึกถึงความหลัง
เมื่อจอร์มุนกานต์เปิดตาเขามองไปที่เมอร์ลินและเอ่ย
“บอกข้ามา …เจ้าคือลูกศิษย์ของเขาคนนั้นใช่หรือไม่?" จอร์มุนกานต์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง น้ำเสียงของเขานั้นสอดแทรกความเกรงกลัวแฝงอยู่
กระทั่งมหาจักรพรรดิโซโลมอนเขายังดูถูกและเหยียดหยามเรียกโซโลมอนว่าสารเลว
คนที่ชายชราเอ่ยถึงนั้นคือใครกัน?ทำไมเขาคนนั้นถึงกับสามารถสร้างความหวาดกลัวให้กับชายชราได้
"หือ! .... ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด เขาคนนั้นที่ท่านพูดถึงนั้นคือใคร?"
เมอร์ลินเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยท่าทางของเขานั้นเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้นมา
วิธีการบ่มเพาะของเมอร์ลินนั้นคือวิธีการบ่มเพาะพลังปราณเซียนเช่นนั้นแล้วจอร์มุนกานต์จะต้องพบผู้ฝึกตนคนอื่นมาก่อนหน้านี้แต่ว่าเขานั้นถูกคุมขังอยู่ที่นี่มานับหมื่นปี คนคนนั้นย่อมไม่ใช่ผู้ผลิดอกที่เขาสัมผัสได้อย่างแน่นอน
แม้พลังของผู้ผลิดอกนั้นจะยิ่งใหญ่แต่มันคงยังไม่เพียงพอที่จะต่อต้านตัวตนอมตะอย่างชายชราผู้นี้
ด้วยท่าทางของเมอร์ลินสิ่งนี้จึงทำให้จอร์มุนกานต์เชื่อว่าเด็กน้อยไม่ได้กำลังโกหกเขา เขาจึงพูดต่อว่า
"คนผู้นั้นมีชื่อว่า ราร์ ในอดีตข้านั้นเคยพบกับเขาเพียงแค่ครั้งเดียว ความแข็งแกร่งของเขานั้นดุจดวงอาทิตย์ไม่ว่าข้าหรือเจ้าสารเลวโซโลมอน ไม่ว่าตัวตนที่ทรงอำนาจขนาดไหนก็ไม่สามารถที่จะต่อกรกับเขาได้เขานั้นเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง หากเจ้าเป็นมีการบ่มเพาะเช่นเดียวกับคนผู้นั้นเป็นไปได้ว่าเจ้าอาจเป็นผู้สืบทอดของเขา ข้าเชื่อว่าข้าสามารถวางใจกับภารกิจที่มอบหมายกับเจ้าได้"
น้ำเสียงที่จอร์มุนกานต์เอ่ยถึงบุคคลที่ชื่อราร์ นั้นแฝงไปด้วยยำเกรงอย่างแท้จริง
นั่นหมายความว่าบุคคลที่ชื่อ ราร์นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ถึงกับสามารถทำให้จอร์มุนกานต์ผู้เย่อหยิ่งนั้นยำเกรงได้
ภายในใจของเมอร์ลินภาวนาให้คนผู้นั้นได้บรรลุขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เขาไม่ต้องการพบผู้ฝึกตนคนอื่นไม่ว่าเป็นระดับใดในดินแดนแห่งนี้
การได้มาอยู่ดินแดนแห่งนี้นั้นถือเป็นโชคลาภพลังเวทย์ที่สามารถกลั่นเป็นพลังปราณเซียนได้นั้นก่อประโยชน์ให้เขาเป็นอย่างมาก ดินแดนแห่งนี้สามารถทำให้เขากลับไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้อีกครั้งหนึ่งและเขาเชื่อว่าเขาจะต้องใช้เวลาในการประสบความสำเร็จภายในเวลาไม่นานอย่างแน่นอน
เมอร์ลินนิ่งไปพักหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ขออภัยท่านจอร์มุนกานต์ข้าไม่มีอาจารย์ การฝึกพลังของข้านั้น เป็นข้าที่คิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญ"
ทันทีที่เมอร์ลินเอ่ยออกมา สีหน้าของจอร์มุนกานต์ก็แสดงออกถึงความผิดหวังพริบตาอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนออกไป
ฮืม ...
จอร์มุนกานต์คำรามเสียงต่ำออกมาและเอ่ยด้วยอารมณ์ที่รุนแรง
"เสร็จเรื่องแล้วทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่หรือคำสั่งของข้านั้นไม่ทำให้เจ้าเกรงกลัว!"
อารมณ์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว จอร์มุนกานต์ตวาดออกมาพร้อมกับปล่อยคลื่นพลังอันมหาศาลออกมาอีกครั้งคลื่นพลังนั้นกระทั่งสามารถทำให้อากาศแตกออกจากกัน
เมอร์ลินสัมผัสกับคลื่นพลังนี้ไปเต็มๆ ร่างของเขานั้นกระเด็นจนติดกับม่านพลังที่จอร์มุนกานต์กางไว้ในทันที
เขาเป็นบ้าไปแล้ว?
เมอร์ลินกัดฟันกรอด มุมปากของเขานั้นปรากฏหยดเลือดที่ไหลย้อนออกมา
พลังของจอร์มุนกานต์นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากขนาดเมอร์ลินนั้นโดนมนุษย์หินยักษ์ระดมทุบตีก็ยังไม่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บถึงเพียงนี้
เพียงการเปล่งเสียงก็ทำให้เมอร์ลินบาดเจ็บได้ขนาดนี้แล้วพลังของเขานั้นน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
นี่ไม่นับว่าจอร์มุนกานต์นั้นถูกสะกดพลังอยู่แต่เขาก็ยังมีความสามารถถึงเพียงนี้ หากเขาสามารถหลุดพ้นออกไปได้ การปลดปล่อยพันธนาการนี้จะทำให้พลังของเขาพุ่งขึ้นสูงไปได้มากถึงเท่าไหร่กัน
เมอร์ลินเริ่มไม่แน่ใจว่าการช่วยเหลือจอร์มุนกานต์นั้นจะเป็นผลดีต่อเขายิ่งได้เห็นอารมณ์ที่ปรวนแปรอันร้ายกาจนั้นก็ยิ่งไม่แน่ใจไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่าหากเขาหากุญแจที่ว่ามาได้แล้วนั้นจอร์มุนกานต์จะไม่ทำอันตรายเขา
ภารกิจนี้เขาจึงจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบไม่เช่นนั้นแล้วเขาอาจต้องตายก่อนที่จะได้บรรลุเป็นเซียนเป็นแน่
ร่างของเด็กน้อยทรุดลงด้วยอาการบาดเจ็บไม่นานเขาก็หันไปพูดกับจอร์มุนกานต์
"เหตุที่ข้ายังไม่ออกไปเพราะข้าออกไปจากที่นี่ไม่ได้ หากม่านพลังที่ท่านสร้างไว้ไม่ถูกทำลายข้าก็ไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้แม้แต่ก้าวเดียว"
เมอร์ลินกล่าวออกไปอย่างใจเย็นยามนี้เขาไม่กล้าที่จะยั่วโทสะต่อชายชรา
จอร์มุนกานต์กำลังรู้สึกเหมือนกำลังเสียหน้ามันเป็นความผิดพลาดของเขาแต่เขากลับโยนความผิดให้กับเด็กน้อย เพื่อไม่ให้อับอายเขาแสร้งทำสีหน้าที่เย็นชาเช่นเดิมแล้วใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดของเขากลบเกลื่อนมันอีกครั้ง
"เจ้าโง่! ..."
จบคำพูดของจอร์มุนกานต์ ม่านพลังนั้นก็ถูกทำให้สลายทันทีครู่หนึ่งเบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏวงเวทย์สีม่วงขนาดใหญ่ขึ้นมา วงเวทย์นี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์พลังเวทย์ที่หมุนวนอยู่ในวงเวทย์นั้นแสดงพลังออกมาอย่างรุนแรง
ด้วยดวงตาของเลเมเกทันนั้นทำให้เมอร์ลินสังเกตได้ว่าลักษณะของวงเวทย์นี้คล้ายกับวงเวทย์ที่นักบวชของศาสนจักรแห่งแสงที่ได้สร้างขึ้นเพียงแต่ในยามนั้นนักบวชได้ใช้ระยะเวลาร่ายเวทย์ที่เป็นเวลานาน แต่จอร์มุนกานต์นั้นกลับสร้างมันขึ้นภายในพริบตา ราวกับเขากำลังพลิกฝ่ามือ
นี่คือความเชี่ยวชาญของผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วง
เมอร์ลินสามารถคาดเดาข้อสันนิษฐานนี้ได้เพราะเขาเองก็เป็นผู้ใช้อักขระแม้ในตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถทำได้อย่างจอร์มุนกานต์แต่หากเป็นอนาคตไม่แน่ว่าเขาอาจจะทำมันเช่นนี้ได้
"เดี๋ยวก่อนท่านจอร์มุนกานต์ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องถามท่าน"
เมอร์ลินเอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในวงเวทย์เคลื่อนย้าย
"อะไรอีก!"แน่นอนว่านี่สร้างความไม่พอใจให้แก่จอร์มุนกานต์เพราะนิสัยของชายชราแต่เดิมนั้นเขาไม่ชอบความวุ่นวายและคำถามที่มากจนเกินไป
"เมื่อข้าสามารถหากุญแจตามที่ท่านต้องการมาได้แล้ว ตามกฏบัญญัติของหอคอยมหาเวทย์นั้นจะไม่ต้อนรับผู้ใช้เวทมนต์ที่มีผ้าคลุมเวทย์อยู่แล้วให้เข้ามาเช่นนั้นแล้วข้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้งได้อย่างไร?”
"สารเลวน้อย เจ้านี่มันโง่กว่าที่ข้าคิดไว้หินตราเวทย์ที่ข้าเพิ่มพลังให้ไปเมื่อมันถูกกลั่นไปเป็นผ้าคลุมเวทย์ของเจ้าแล้ว เพียงแค่ใช้พลังอักขระขั้นสีเขียว แล้วใช้งานอักขระเวทย์ที่มีชื่อว่า จอร์ มันจะนำเจ้าก็กลับมายังที่นี่อีกครั้งหนึ่งได้"
แม้นี่จะเป็นอีกหนึ่งในความผิดของจอร์มุนกานต์ที่ไม่อธิบายแก่เด็กน้อยให้ถี่ถ้วนแต่เป็นเช่นเดิมเขาเลือกที่จะใช้อารมณ์กลบเกลื่อนความผิดของเขา
"รีบไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว"
เมอร์ลินไม่รอให้จอร์มุนกานต์ไล่เขาอีกครั้งเขาเดินเข้าไปในวงเวทย์สีม่วงที่เปล่งแสงอันทรงพลังนั้นทันที ไม่นานนักเขาก็มีความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้เหมือนในตอนที่เขาได้เข้าสู่วงเวทย์เคลื่อนย้ายสีทอง
มันใช้เวลาเพียงไม่นานในการเดินทางในความมืด
เมื่อเมอร์ลินลืมตาเบื้องหน้าเขาก็พบกับสถานที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้
ที่นี่ไม่ใช่ที่เดิมมันไม่ใช่ลานกว้างของโรงเรียนวอร์เดอร์เซี่ยน แต่มันคือป่าแห่งหนึ่งที่เขาคุ้นเคยป่านี้เคยเป็นที่ฝึกฝนพลังของเขา มันคือป่าหลังโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนนั่นเอง
เมอร์ลินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหลังจากที่กลับมาจากหอคอยมหาเวทย์ พลังปราณเซียนของเขานั้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากบัดนี้เขาได้เข้าสู่ระดับกลางของขั้นก่อลำต้นแล้ว ส่วนพลังเวทมนต์ของเขานั้นยังหยุดอยู่ที่ระดับสูงสุดของขั้นผู้ใช้เวทย์เช่นเดิม
นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจเพราะเขานั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะบ่มเพาะพลังเวทย์อยู่แล้ว
ในการบ่มเพาะไม่ว่าจะเป็นพลังเวทย์หรือพลังปราณเซียนทุกๆ การบ่มเพาะนั้นจะมีจุดที่เรียกว่าคอขวดจุดนี้เป็นจุดที่ผู้บ่มเพาะพลังแต่ละคนนั้นยากที่จะฝ่าฟันแต่ทว่าการบ่มเพาะพลังปราณเซียนของเขานั้น พลังที่บ่มเพาะเป็นพลังเวทย์ที่ถูกกลั่นให้เป็นพลังปราณเซียน
คุณสมบัติของพลังเวทย์นั้นคือพลังธรรมชาติพลังธรรมชาตินั้นถือว่าเป็นพลังที่บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง มันเป็นพลังที่ไร้มลทินปราศจากซึ่งของเสียในจิตใจเมื่อพลังเวทย์ถูกกลั่นมาใช้งานในการบ่มเพาะนั่นจึงทำให้ร่างกายของเขาได้รับพลังปราณเซียนที่มีความบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความบริสุทธิ์นี้จึงทำให้ปราศจากของเสียที่ทำให้เกิดจุดอุดตัน การบ่มเพาะของเขาจึงเกือบที่จะไร้ซึ่งจุดคอขวด
เมอร์ลินสามารถทะลวงระดับขึ้นของการบ่มเพาะที่ง่ายขึ้นหากเขามีพลังในการบ่มเพาะที่เพียงพอสิ่งนี้จึงทำให้เขาสามารถบ่มเพาะพลังปราณเซียนได้ไหลลื่นและเป็นประโยชน์แก่เขาเป็นอย่างมาก
ส่วนในเรื่องของการบ่มเพาะพลังเวทย์นั้นพลังเวทย์นั้นมีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการทะลวงขั้นที่ต่างกันจากการบ่มเพาะพลังปราณเซียนเพราะในการทะลวงทุกๆ ระดับขั้นของผู้ใช้เวทมนต์ในแต่ละขั้นนั้นจะต้องทำการสั่งสมพลังเวทย์ที่เพียงพอและจะต้องผ่านเงื่อนไขในระดับนั้นๆด้วย
ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เมอร์ลินยังไม่สามารถทะลวงไปจากขั้นผู้ใช้เวทย์ได้
จากการสอบถามจากมาตินน่าเสียดายที่เขาไม่ใช่ผู้ใช้เวทมนต์ในระดับสูง จึงไม่สามารถแนะนำอะไรได้มาก
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งหนทาง เมอร์ลินได้รับคำแนะนำว่าหนทางการเป็นผู้ใช้เวทมนต์ที่ง่ายดายที่สุดคือการเข้าไปเรียนที่โรงเรียนสอนเวทมนต์ที่แห่งนั้นยินดีที่จะสอนความรู้ทางเวทมนต์แก่ผู้ใช้เวทมนต์กระทั่งยังมีอาจารย์ที่มากประสบการณ์คอยสั่งสอนในการใช้พลังเวทย์ให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย
ในดินแดนแห่งนี้โรงเรียนสอนเวทมนต์นั้นไม่ได้มีเฉพาะโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนเพียงแห่งเดียวในแต่ละอาณาจักรล้วนมีโรงเรียนสอนเวทมนต์ด้วยกันทั้งสิ้น
แผนการต่อไปของเขาคือหลังจากกลับมาจากหอคอยมหาเวทย์เขาคิดจะไปสืบหาสมบัติแห่งโซโลมอนชิ้นต่อไปซึ่งหนึ่งในนั้นเขามีความมั่นใจว่าดาบของอาเธอร์นั้นจะเกี่ยวข้องกับสมบัติเหล่านี้
ยามนี้อาเธอได้กลับไปอยู่ที่อาณาจักรอารากอนแล้วซึ่งหมายความว่าการเข้าเรียนโรงเรียนเวทย์วอเดอร์เซี่ยนย่อมไม่ใช่เป้าหมายของเขาอย่างแน่นอนโรงเรียนเวทย์อารากอนจึงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
เมอร์ลินใช้เวลาเดินทางไม่นาน เขาก็มาถึงร้านเสื้อคลุมสีฟ้า
เมื่อทุกคนที่พบกับเมอร์ลิน พวกเขาก็แสดงสีหน้าที่แปลกใจแม้แต่มาตินเองก็เช่นกัน
เมอร์ลินไม่ได้สังเกตเลยว่าในยามนี้ตัวเขานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเขาไม่รู้เลยว่าในยามที่เขาอยู่ภายในชั้น 35 ของหอคอยมหาเวทย์นั้น ด้วยแรงกดดันพลังเวทย์ที่มากมหาศาล พลังเวทย์อันทรงพลังเหล่านั้นได้ทำให้เส้นขนทุกเส้นของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีขาว
ไม่ว่าจะเป็นคิ้วหรือเส้นผมในยามนี้พวกมันได้เปลี่ยนเป็นสีขาวแทบจะทั้งสิ้น การที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีผมสีขาวย่อมเป็นเรื่องน่าประหลาดสำหรับในโลกก่อนนี้ของเขาแต่ทว่ามันกลับไม่ใช่ในดินแดนนี้ในดินแดนแห่งนี้ผู้ที่อาศัยอยู่นั้นมีหลายเชื้อชาติและหลากเผ่าพันธ์
ผู้คนในดินแดนนี้ล้วนมีสีผมที่มากกว่า 1สี การที่เด็กน้อยมีผมสีขาวก็ไม่ใช่ว่าเขาจะแก่ชราแต่นั่นคือหนึ่งในความหลากหลายทางเชื้อชาติเท่านั้น
แต่ที่เหล่าพนักงานหรือแม้แต่มาตินประหลาดใจนั่นก็เพราะพวกเขานั้นเคยเห็นผมของเมอร์ลินที่เป็นสีดำแต่ในเวลาผ่านไปไม่นานเมื่อเมอร์ลินกลับมา ผมของเขากลับเป็นสีขาวเสียอย่างนั้นนี่จึงทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจ
ในตอนนี้เมอร์ลินได้นั่งอย่างสงบอยู่ในห้องทำงานของมาติน
มาตินได้ทำการยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้แก่เมอร์ลิน เอกสารฉบับนี้คือข้อมูลของเรื่องที่เขาสั่งให้มาตินไปจัดการ
จากการพูดคุยกับมาตินก็ทำให้เมอร์ลินได้รู้ว่าเขานั้นได้หายตัวไปเป็นเวลานับ 1 เดือน
ตามหลักแล้วผู้เข้าทดสอบนั้นจะสามารถอาศัยอยู่ในเกาะแห่งนั้นได้เพียง1อาทิตย์เท่านั้น แต่เขากลับอยู่ที่นั่นถึง 1 เดือนหรือนั่นอาจเป็นเพราะพลังอำนาจพลังของจอร์มุนกานต์ที่ได้กางม่านพลังกักขังเขาเอาไว้
นี่อาจทำให้กฎของหอคอยนั้นไม่มีผลต่อเขา
“มิน่าล่ะ เป็นเพราะข้าได้ดูดซับพลังเวทย์เป็นเวลานานข้าถึงได้บรรลุระดับกลางของการก่อลำต้นได้อย่างรวดเร็วสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังเวทย์นั้นมีประโยชน์แก่การบ่มเพาะของข้าเป็นอย่างมาก”เมอร์ลินคิด
เมอร์ลินมองเอกสารที่อยู่ในมือและเปิดอ่านมัน ทันทีที่เขาได้อ่านข้อความในเอกสาร ภายในใจของเขาก็เกิดเพลิงโทสะปะทุขึ้น
เอกสารฉบับนี้มีเนื้อความว่าเมย์ผู้เป็นมารดาของเขานั้นเมื่อ 2 ปีก่อนเธอถูกขับออกจากปราสาทเซอร์เตสเพราะถูกใส่ร้ายว่าเป็นขโมย แต่โชคดีที่เธอถูกอาเธอร์ช่วยเหลือไว้ตอนนี้เธอจึงอาศัยอยู่ในเมืองที่อยู่ในการปกครองของดยุกโคว และที่สำคัญก็คือเธอนั้นได้ทำการแต่งงานใหม่กับชายชาวบ้านที่อยู่ในเมืองนั้น
แม้ว่าเมย์นั้นจะไม่ใช่มารดาที่แท้จริงของเขาแต่เมย์ก็เป็นมารดาของเจ้าของร่างที่เขาอาศัยอยู่ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่อยู่กับเมย์ ในเวลานั้นก็ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับเมย์ไม่น้อย
การได้ทราบข่าวว่าเมย์กำลังลำบากนั้นจึงได้สร้างความร้อนใจให้แก่เขาไม่น้อยแต่เมื่อได้อ่านจบข้อความจนถึงบรรทัดสุดท้ายเรื่องของการแต่งงานใหม่ของเมย์สิ่งนี้จึงทำให้จิตใจของเขานั้นสงบลงไปได้บ้าง
การที่เมย์ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่ที่ปลอดภัยมันทำให้เขารู้สึกเบาใจขึ้น
เมื่อทุกอย่างออกมาอย่างลงตัวเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไปแน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขานั้นก็คืออาณาจักรอารากอน