รุ่งสางของวันใหม่พัดพาเอาความเหน็บหนาวที่ผิดปกติเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ทั่วทั้งเมืองเมฆาเหมันต์ถูกฉาบด้วยสีสันแห่งความรื่นเริง โคมไฟสีแดงนับหมื่นถูกจุดทิ้งไว้ั้แ่ค่ำคืนเพื่อต้อนรับงานฉลองครบรอบร้อยปีของจักรวรรดิ ทว่าภายใต้เสียงดนตรีและแสงสีที่งดงามนั้น บรรยากาศกลับตึงเครียดจนััได้ ยอดฝีมือจากทุกสารทิศเริ่มเคลื่อนขบวนเข้าสู่ลานประลองกลางเมืองประดุจคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุ
ฟางเสวี่ยหานยืนอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมร้าง สายตาจ้องมองขบวนทหารเกราะแดงที่เดินลาดตระเวนอย่างหนาแน่น ภายในมโนสำนึกของเขาพรรณนาถึงความลุ่มลึกของพลังที่กำลังหมุนวน
"มรรคาเทพัเหมันต์ของข้า ยิ่งข้าเข้าใกล้ความแค้น ปราณในร่างยิ่งทวีความเยือกเย็น..." เขาพึมพำกับตัวเอง "การประลองยุทธ์ครั้งนี้มิใช่เพียงการประลองฝีมือ แต่มันคือกับดักที่ตระกูลหลิววางไว้เพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม และเชิดชูองค์ชายรองขึ้นสู่บัลลังก์อย่างชอบธรรม"
"นายน้อย ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วครับ" มู่เทียนเดินเข้ามาในห้องพร้อมห่อผ้าสีดำ "นี่คือชุดคลุมร่ายอาคมและหน้ากากเงินที่ข้าปรุงขึ้นด้วยไอเย็นทิพย์ มันจะช่วยพรางกลิ่นอายัในร่างท่านไม่ให้พวกหมอหลวงหลิวิจับสังเกตได้ง่ายนัก"
ในขณะนั้นเอง หน้าต่างห้องก็ถูกเปิดออกเบาๆ พร้อมการปรากฏตัวของ หลานรั่วซี นางมองฟางเสวี่ยหานด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความกังวล
"เสวี่ยหาน สำนักพิรุณโปรยของข้าได้รับคำสั่งให้ส่งศิษย์เข้าร่วมเป็กรรมการตัดสินและผู้สังเกตการณ์" นางเอ่ยเสียงเบา "ข้าสืบทราบมาว่าตระกูลหลิวได้เชิญ 'เฒ่าอัคคี' ยอดฝีมือระดับจินตาน (แก่นทองคำ) ครึ่งก้าว จากสำนักอัคคีผลาญฟ้ามาซุ่มดูเหตุการณ์ด้วย หากท่านลงมือบุ่มบ่ามเกินไป..."
ฟางเสวี่ยหานหันกลับมา แววตาสีฟ้าครามส่องประกายผ่านหน้ากากเงินที่เพิ่งสวม"ข้าไม่ได้ไปเพื่อบุ่มบ่าม แม่นางหลาน... ข้าไปเพื่อแสดงให้พวกมันเห็นว่า บัลลังก์ที่พวกมันพยายามขโมยไปนั้น หนักอึ้งเกินกว่าที่คนอย่างพวกมันจะแบกรับได้"
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจเสียงฟ้าคำราม ณ ลานประลองขนาดมหึมาที่โอบล้อมด้วยอัฒจันทร์นับหมื่นที่นั่ง องค์จักรพรรดิฟางประทับอยู่บนบัลลังก์สูงสุด ทว่าดวงตาที่เคยคมกล้าบัดนี้กลับเลื่อนลอยและขุ่นมัวประดุจหุ่นเชิดที่ไร้จิติญญา ข้างกายคือสนมเอกหลิวที่ยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ โดยมีองค์ชายรองนั่งอยู่เบื้องล่างด้วยท่าทีโอหัง
"การประลองยุทธ์ร้อยปีจักรวรรดิ... เริ่มได้!"
สิ้นเสียงประกาศ เหล่ายอดฝีมือจากสำนักต่างๆ เริ่มก้าวขึ้นสู่เวที ฟางเสวี่ยหานในชุดคลุมสีดำสนิทเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปอย่างเงียบเชียบ เขาลงทะเบียนในนาม 'นักรบนิรนาม' จากสำนักพเนจร
ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน พื้นดินที่เขาเหยียบกลับมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ผุดขึ้นโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
"ัเหมันต์พิโรธของข้าโหยหาโลหิตของคนทรยศ..." เสวี่ยหานพรรณนาในใจขณะััด้ามกระบี่วายุเหมันต์นิรันดร์ "ในการประลองรอบแรกนี้ ข้าจะยังไม่เผยท่าไม้ตายสูงสุด แต่ข้าจะใช้เพียง 'ความเร็ว' ที่เหนือชั้นให้พวกมันได้ประจักษ์"
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังบัลลังก์ ความน้อยเนื้อต่ำใจต่อผู้เป็บิดาพุ่งวาบขึ้นมาในใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกความเยือกเย็นของระดับสร้างฐานรากขั้นที่ 5 กดทับไว้จนมิด
"เสด็จพ่อ... จงดูให้ดี ว่าลูกชายที่ท่านทอดทิ้ง จะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมให้แก่จักรวรรดิแห่งนี้อย่างไร!"
เขาทะยานร่างขึ้นสู่เวทีประลอง ประจันหน้ากับคู่ต่อสู้รายแรกจากสำนักอัคคีผลาญฟ้า ท่ามกลางสายตานับหมื่นที่จับจ้องมาด้วยความสงสัย... พายุหิมะสีเืกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!