ตอนที่ 17 : หนึ่งเดือนก่อนการประลอง
“ตั้งขบวน เตรียมค่ายกลป้องกัน” ชายที่ดูเหมือนเป็หัวหน้าของเหล่าทหารกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน หากแต่แววตายังคงแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวัง
ที่แขนของชายทั้งห้านั้นปรากฏสัญลักษณ์หมาป่าและดวงอาทิตย์ซ้อนกันอยู่ อันเป็สัญลักษณ์ของเมืองหมาป่าตะวันออก หัวเมืองใหญ่แห่งทิศตะวันออก ในการปกครองของจักรวรรดิเหมันต์
ค่ายกลถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการสอดประสานและออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด ทหารหาญทั้งห้าถึงแววตาจะดูสิ้นหวังเพียงไรก็ไม่มีวี่แววที่จะถอยหลังหนีแม้แต่คนเดียวทั้งยังเปล่งประกายแกร่งกล้า แววตานี้แสดงถึงการยินดีสละชีพของตนอย่างไม่ลังเล
“พวกเขากำลังจะพลีชีพ” ลี่เหอกล่าวผ่านกระแสจิต
“อืม ข้าคิดเห็นเช่นนั้น ข้ามีสิ่งหลงเหลือต้องทำที่เมืองหมาป่าตะวันออกพอดี เห็นทีจำต้องเข้าไปช่วยพวกเขาแล้ว” หลานเทียนกล่าว
“แต่ข้าจะบุ่มบ่ามไม่ได้ กำลังของข้าตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะสังหารสัตว์อสูรพวกนั้น” หลานเทียนกัดฟันแน่นพลางเค้นสติปัญญาทั้งหมดคิดหาหนทาง
“นายท่านข้าสามารถสร้างอาณาเขตพายุเหมันต์คลั่งได้ มันจะทำให้พวกสัตว์อสูรเ่าั้ล่าถอย แต่แลกมาด้วยข้าไม่อาจอยู่ปกป้องท่านได้เป็เวลาอย่างน้อย หนึ่งวันเต็ม” ลี่เหอกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
“พายุเหมันต์คลั่ง… ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดพายุหิมะเมื่อตอนที่ท่านปู่ข้ายังเป็ทหารอยู่หรือไม่” หลานเทียนกล่าวถามอย่างกังวล
“ใช่ แต่ตอนนี้ท่านสามารถหยุดข้าได้เพียงออกคำสั่งเท่านั้น แต่ท่านจงรอจังหวะที่พวกสัตว์อสูรถูกแช่แข็งจนไม่อาจััได้ถึงพลังชีวิตเท่านั้น หลังจากข้าใช้ออกซึ่งพายุเหมันต์คลั่ง ตัวข้าอาจหมดสติไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นท่านจะต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยนายท่าน แต่หาได้เป็อันตรายต่อข้าไม่” ลี่เหอกล่าวตอบท่านที สีหน้าของหลานเทียนดูวางใจลงบ้าง
“อืม งั้นเราไปช่วยพวกนั้นกันเถอะ” หลานเทียนกล่าวพลางห้อทะยานไปปรากฏกายเบื้องหน้าเหล่าทหารทั้งห้า
“หนุ่มน้อย เ้าจงรีบหนีไปเสีย ที่นี่ไม่เหมาะกับเด็กเช่นเ้า ผ่านไปทิศเื้ัพวกข้าอีกราว สามกิโลเมตรจะเจอค่ายทหาร จงไปแจ้งพวกเขา ว่าพวกเรามิอาจกลับไป เอาสิ่งนี้ไปด้วย” ชายที่เป็เหมือนหัวหน้ากล่าว พลางผ้าปักยศชั้นนายกองและตราหมาป่าตะวันออกไว้ให้กับหลานเทียน
“พวกเ้าไม่จำเป็ต้องสละชีพที่นี่ ข้ามีหนทาง” หลานเทียนกล่าวจบ พลันแสดงตราัแห่งจักรพรรดิให้เหล่าทหารดู
“ท่าน ท่านมีสิ่งนี้ เช่นนั้นทางนครหลวงส่งท่านมางั้นรึ” นายกองกล่าวพลางแสดงสีหน้างุนงงเล็กน้อย เตรียมแสดงความเคารพ
“ไม่ต้องมากพิธี ฟังคำจากข้า” หลานเทียนกล่าวจบจึงเร่งส่งกระแสจิตถามลี่เหอทันที
“เ้าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะสร้างค่ายกลนั่นได้” ลี่เหอนิ่งไปพักหนึ่งก่อนรีบเอ่ยปากตอบ
“สิบนาที คงเพียงพอ ท่านต้องต้านเหล่าสัตว์อสูรราวสองถึงสามตัว จากนั้นข้าจะส่งสัญญาณให้ท่านทันทีที่ข้า ใช้ออกซึ่งเขตแดนได้” ลี่เหอหลับตาลงวาดนิ้วไปบนอากาศ ร่องรอยที่เกิดขึ้นเป็อักขระที่ไม่อาจเข้าใจได้ สีฟ้าเรืองรอง ภาพเหล่านี้ปรากฏในห้วงจิตของหลานเทียน
“ยื้อไว้สิบนาที เชื่อใจข้า” หลานเทียนกล่าวพลางมองหน้าเหล่าทหารที่กำลังสับสน เด็กหนุ่มเช่นหลานเทียนจะสามารถต่อกรกับช้างอสูรหัวเสือเป็เื่ที่เหลือเชื่อมากจนเกินไป
“ขอรับ ทหารตั้งขบวนสนับสนุนคุณชาย” นายกองกล่าวพลางเปลี่ยนรูปแบบค่ายกลเป็สนับสนุนทันที
“อสูรตนแรกอยู่ห่างไปเพียงไม่ถึงสามร้อยเมตร ตัวที่สองและสามนั้นถัดไปราว สี่และห้าร้อยเมตรตามลำดับ” หลานเทียนกล่าวพลาง นำเกราะมือออกมาใส่ตั้งท่าพร้อมประจัญบาน
เสียงอึกทึกไล่มาจากเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างกำยำของชางอสูรหัวเสือเบื้องหน้า ราวูเาลูกย่อมที่เคลื่อนที่ได้ สายตาอันดุดันส่งแรงกดดันมายังตำแหน่งของหลานเทียน เป็สัญญาณว่ามันพบเหยื่อของมันแล้ว
หลานเทียนไม่รอช้าพุ่งกระโจนผสานการโจมตีหมายเผด็จศึกในการโจมตีเดียว เฉกเช่นที่เคยทำมาก่อนหน้า แผ่นหลังไหววูบปรากฏอีกครั้งเหนือหัวของช้างอสูรหัวเสือ เหล่าทหารที่ตั้งค่ายกลสนับสนุนถึงกับอ้าปากค้าง
หมัดผสานไปด้วยพลังปราณครึ่งหนึ่งซัดลงไปตำแหน่งคอของช้างอสูรหัวเสืออย่างจัง เสียงเลื่อนลั่นของหมัดที่กระแทกกับร่างของมันนั้น ก้องไปกว่าร้อยเมตร แรงกระแทกเพียงพอทำให้กระดูกคอของมันเคลื่อนที่ ถึงกระนั้นด้วยพลังชีวิตแห่งสัตว์อสูรย่อมไม่ทำให้ถึงตายแต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูได้โดยไวนัก
ช้างอสูรหัวเสือก่นเสียงคำรามออกมาอย่างเ็ป ทั้งยังเป็การกู่ร้องเรียกพวกพ้องอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ใช้ออกซึ่งการเคลื่อนที่โจมตีของเคล็ดวายุเก้าอสรพิษ ท่าทางของหลานเทียนพริ้วไหวราวกับสายลมที่บางเบา พลังโจมตีที่สวนกลับพลิกผันราวพายุโหมกระหน่ำ หมัดแล้วหมัดเล่ากระแทกเข้ากับร่างของมันการโจมตีซ้ำไปซ้ำมา ก่อเกิดแรงกระแทกภายในร่างของสัตว์หนังหนาเช่นนี้ แม้ภายนอกจะไม่แสดงให้เห็นถึงอาการาเ็ แต่อวัยภายในนั้นเข้าขั้นสาหัส
“เหลือเชื่อสัตว์อสูรเช่นช้างหัวเสือไม่อาจตามความเร็วของคุณชายได้แม้แต่น้อย ดูท่าเราจะมีหวังแล้ว” ทหารผู้หนึ่งกล่าว
“อย่าชะล่าใจไปร่ายเกราะเหมันต์สนับสนุนคุณชายไว้” นายกองยังไม่ลดการป้องกันลงถึงแม้สถานการณ์จะดูได้เปรียบ
การโจมตีที่ไม่อาจต้านทานโหมกระหน่ำราวพายุร้ายที่มั่นหมายจะทำลายสรรพสิ่ง ผสานเข้ากับพลังลมปราณของหลานเทียน ย่อมสร้างความเสียหายให้กับช้างอสูรหัวเสืออย่างยิ่งยวด
“เอาล่ะจบสักทีนะ” หลานเทียนกล่าวพลาง กระโจนตัวขึ้นบนอากาศเหนือหัวสัตว์อสูรก่อนทิ้งตัวดิ่งราวดาวตก ก่อนง้างหมัดซัดตรงไปยังตำแหน่งคอจุดแรกที่หลานเทียนโจมตี
เสียงกระดูกแตกลั่นสนั่นโสตประสาท ทหารทั้งห้าถึงกับหน้าซีด ขนหัวลุก
“ท่าน ท่านนายกอง การโจมตีแบบนั้นมันอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” ทหารผู้น้อยผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างตกตะลึง
“เป็เคล็ดวิชาฝ่ามือ อย่างแน่นอน เป็การต่อสู้โดยไม่อาศัยอาวุธอื่น ใช้เพียงสองมือสองเท้าเข้าโรมรันอย่างบ้าคลั่งราวอสูรากระหายเื เป็เคล็ดวิชาที่หาได้ยากยิ่ง ยิ่งกว่าเคล็ดใด เคล็ดวิชาที่หายากแล้วกลับกันผู้ฝึกฝนกลับยากยิ่งกว่า ฝึกกระบี่ สิบปีเป็ยอดกระบี่ ฝึกวิชาฝ่ามือ สิบปีเพียงเริ่มต้น คำกล่าวนี้ถือว่าไม่เกินเลย ทั้งยากเย็นราวปีนป่ายเขาไท่ซาน ใช้เวลานานตราบชั่วชีวิตในการฝึก จิตใจของเด็กหนุ่มผู้นี้ ไม่ธรรมดาเลย” นายกองกล่าวสรรเสริญหลานเทียนอย่างไร้ข้อกังขา พลางมองดูการต่อสู้ที่ไม่แตกต่างจากการร่ายรำที่พริ้วไหวงดงาม
ช้างอสูรหัวเสือตัวแรกล้มลงพร้อมกับเสียงคำรามสุดท้าย อันเป็สัญญาณเร่งเร้าให้พรรคพวกของมันเร่งรีบมาอีกขั้นหนึ่ง ความเร็วของช้างอสูรหัวเสืออีกสองตัวนั้นเร็วขึ้นกว่าเดิมราวเท่าตัว ซึ่งััของหลานเทียนยังจับได้อย่างแจ่มแจ้ง
“พวกมันอีก สองตัวกำลังจะมา ข้าไม่อาจต้านทานพวกมันพร้อมกันได้ไหว” สิ้นเสียงประกาศ เสียงล้มครืนของต้นไม้ก็ไล่มาเป็ทางฝุ่นหมุนวนตลบไปทั่วท้องนภา ปรากฏร่างั์อีกสองร่าง พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว สายตาแสดงออกถึงความแค้นอย่างสุดแสนเื้ัพวกมันอีกราวสองกิโลเมตร ยังสังเกตเห็นพวกมันอีกหลายสิบตัวที่วิ่งทะยานมา
ฝุ่นดินตลบอบอวลราวกับวันโลกาวินาศ แรงสั่นะเืราวกับแผ่นดินไหว ไอสังหารอันอาฆาตมาดร้ายหมายเอาชีวิตผู้คนทั้งหกเสียดแทงราวกับเข็มนับพันเล่มปักลงที่กลางใจ เหล่าพงพณาราบเรียบโล่งเตียนตลอดทางที่เหล่าช้างอสูรหัวเสือทะยานกายาอย่างบ้าคลั่ง
“คุณชายท่านมีแผนใดก็จงรีบนำมันออกมาใช้เถิด อีกไม่กี่อึดใจพวกมันทั้งฝูงย่อมเหยียบย่ำพวกเราให้เหลือเพียงแอ่งโลหิต แม้เศษชิ้นเนื้อยังไม่หลงเหลือให้เห็นเป็แน่” นายกองกล่าวอย่างวิตกกังวล
“ยังก่อน…” หลานเทียนกล่าว พลางมองไปยังทิศทางของฝุ่นตลบที่ห่างไปไม่ถึง ครึ่งกิโลเมตร
“ลี่เหอ เ้าพร้อมรึยัง” หลานเทียนส่งกระแสจิตไปหานาง ถึงแม้สถานการณ์จะดูคับขันเพียงใด แต่สีหน้าแววตาของหลานเทียนกลับเรียบเฉยมั่นคง ทำให้เหล่าทหารหาญทั้งห้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ข้าพร้อมแล้วนายท่าน แต่ด้วยเคล็ดวิชาภูตเป็อันตรายยิ่งยวดตุ่์ ท่านจงบอกให้เหล่าคนทั้งห้าสร้างค่ายกลป้องกันไอความหนาวเย็นของข้า” ลี่เหอส่งกระแสจิตสื่อสารกับหลานเทียนพร้อมบอกวิธีรับมือกับเคล็ดวิชาของนาง
“พวกท่านจงเร่งสร้างค่ายกลป้องกันความหนาวเย็น ยิ่งขั้นสูงเท่าไหร่ยิ่งดี” หลานเทียนออกคำสั่งอย่างหนักแน่น เหล่าทหารทั้งห้าก็ไม่รีรอเร่งสร้างค่ายกลพร้อมถ่ายเทพลังปราณจนหยดสุดท้าย หยาดเหงื่อแรงกายแรงใจถูกรีดเค้นออกมาจนหมดสิ้น หนึ่งในห้านั้นถึงกับเป็ลมล้มพับไปหลังจากสร้างค่ายกลป้องกันเสร็จสิ้น
“เอาล่ะไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดพวกเ้าจงก้มหมอบเอาไว้จนกว่าข้าจะเรียก ห้ามเงยหน้าขึ้นมาเด็ดขาด” หลานเทียนออกคำสั่ง
“น้อมรับคำสั่งคุณชาย” นายกองกล่าวพลางสั่งทหารอีกสี่คนหมอบในทันที คำสั่งนี้ของหลานเทียนไม่ได้คำนึงความเป็ห่วงความปลอดภัยของทหารทั้งห้าเพียงอย่างเดียว สาเหตุหลักนั้นย่อมเป็การปกปิดความลับของลี่เหอไว้เพื่อมิให้ผู้ใดแพร่งพรายการมีอยู่ของภูตรับใช้ของหลานเทียน
เมื่อค่ายกลถูกสร้างอย่างสมบูรณ์ เหล่าทหารก็นอนหมอบลงอย่างเชื่อฟัง หลานเทียนจึงก้าวเข้าไปยังค่ายกลทันที
“ลี่เหอ เ้าพร้อมเมื่อไหร่จัดการทันที” หลานเทียนกำชับนางอีกครั้ง ทางด้านนางเองก็มิได้โต้ตอบคำใดออกมา
ระยะทางของฝูงสัตว์อสูรลดระยะลงเพียงไม่กี่ร้อยก้าว ร่างกายใหญ่โตที่เพียงพอจะบดบังูเาลูกย่อม สายตานับยี่สิบคู่จ้องเขม็งมายังปราการสุดท้ายของเหล่าทหาร ค่ายกลที่ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อการป้องกันการโจมตี แต่กลับเป็ค่ายกลป้องกันความหนาวเย็น หากผู้คนทั่วไปพบเห็นคงคิดว่าทหารเหล่านี้โง่เง่าเต็มทน
ระยะทางของเหล่าสัตว์อสูรลดลงเหลือเพียงไม่กี่สิบก้าว ลี่เหอจึงปรากฏกายอย่างทันท่วงทีพร้อมกับร่ายเคล็ดวิชาออกมา ท่วงท่าอันอ่อนช้อยงดงามราวเต้นระบำขององค์หญิงน้ำแข็งผู้สะคราญโฉม ตลอดทุกการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะย่างก้าวหรือเพียงผายมือก็ก่อเกิดเกล็ดหิมะสาดไปทั่ว สายลมที่หอบเหล่าหิมะไว้เริ่มหมุนวนรอบตัวนางพร้อมกับเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ห่างไปเพียงสิบก้าว
“พายุเหมันต์คลั่ง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่สายลมที่ดูบางเบาพลันหมุนวนรุนแรงเป็เท่าทวี อุณหภูมิลดลงสู่จุดเยือกแข็งอย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ภายใต้การป้องกันของค่ายกลก็มิอาจหลีกเลี่ยงความหนาวเหน็บเข้ากระดูก ราวกับตกลงสู่ทะเลสาบน้ำแข็งในเหมันตฤดู
พายุที่หมุนวนรอบนางขยายอาณาเขตด้วยความเร็วอย่างยิ่งยวดบดบังทัศนะวิสัยรอบตัวนางเป็ระยะกว่าหลายร้อยเมตร ด้วยความเย็นยะเยียบที่เสียดแทงกระดูกนี้ทำให้ช้างอสูรหัวเสือทั้งฝูงนั้นไม่อาจเคลื่อนกายได้อย่างเสรี พวกมันคำรามร้องโหยหวนดังขึ้นเมื่อพวกมันัักับความหนาวเหน็บที่เกินจะทานทน หากเป็มนุษย์แล้วแม้ความหนาวเหน็บเพียงครึ่งก็ไม่อาจจะรับมือได้ไหว
พายุเหมันต์สร้างน้ำแข็งไปตลอดทางแช่แข็งทุกสิ่งสรรพ ทั่วทุกสิ่งล้วนนิ่งงันเงียบเชียบราวกับหยุดเวลา พ้นผ่านเวลาไปเพียงไม่กี่ลมหายใจจึงปรากฏเสียงปริแตกขึ้น อันเป็ตำแหน่งส่วนขาของพวกมันดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ระทมตรมใจ แข้งขาอันใหญ่โตของพวกมันที่พยายามจะย่างกรายหมายจะโรมรันถูกแช่แข็ง และเมื่อมันดิ้นรนพยายามจะถอยหนีก็แตกเป็เสี่ยง
ด้วยฤทธิ์ของความเย็นแม้เืสักเพียงหยดก็ไม่มีให้เห็น ขาของพวกมันจะถูกทำลายย่อยยับไม่มีชิ้นดี แต่ความเย็นนั้นก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดยั้งแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วร่างกายของพวกมันที่ต้องไอความเย็นเข้าแทรกทุกอณูรูขุมขน เพียงอึดใจเดียว ทั้งร่างพวกมันก็ถูกแช่แข็งให้กลายเป็ประติมากรรมน้ำแข็ง และเมื่อไม่มีขาไว้คอยค้ำยันร่างกายอันมหึมา พวกมันจึงพากันล้มลงทีละตัวสองตัว เมื่อร่างอันหนักอึ้งกระทบกับผืนพสุธาที่ถูกแช่แข็งด้วยนั้น ก็แตกเป็เสี่ยง ๆ ก้อนน้ำแข็งสีแดงกระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
ภาพตรงหน้าถึงแม้เห็นด้วยตาเนื้อก็มิอาจทำใจเชื่อได้ลง ว่าช้างอสูรหัวเสือทั้งฝูงนั้นกลับถูกสังหารอย่างทารุณร่างกายแหละละเอียดจนไม่อาจระบุได้ว่าเป็ชิ้นเนื้อจากส่วนใด ถึงขนาดแทบจะจำแนกได้ว่าเป็สัตว์อสูรชนิดใด การสังหารหมู่นี้นั้นก่อกำเนิดจากน้ำมือของหญิงสาวที่งดงามราวเทพีแห่งแดนหิมะทั้งยังใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่ลมหายใจเข้าออก
เมื่อหลานเทียนเริ่มสังเกตเมื่อนางใช้เคล็ดวิชานี้ออกมา ดวงตาของนางกลายเป็สีแดงก่ำ และเมื่อกินเวลาไปราวอึดใจ ท่วงท่าที่งดงามอ่อนช้อยกลับแปรเปลี่ยนเป็สภาพของคนที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างเ็ปสาหัส ถึงระยะห่างจากนางและหลานเทียนตอนนี้ ห่างกันราวสิบก้าวแต่ก็ยังสามารถเห็นถึงหยาดน้ำตาที่ไหลอาบลงแก้มของนาง
“ลี่เหอ หยุดได้แล้วพวกมันตายหมดแล้ว” หลานเทียนรีบกล่าวอย่างวิตกกังวลหลังเห็นสภาพการณ์ของนางในยามนี้ แววตาของนางเปลี่ยนแปรจากสีแดงค่อยจางลงจนกลับมาเป็ปกติในที่สุด นางใช้สติสุดท้ายในการส่งตัวเองเข้าไปยังห้วงนิรันดร์ของหลานเทียนก่อนหลับตาลง
“เ้าจงพักผ่อนให้สบายไม่ต้องกังวลสิ่งใด” หลานเทียนกล่าว นางเองก็ฝืนยิ้มบางออกมาเป็การตอบหลานเทียนก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไป
เมื่อกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติหลานเทียนจึงเดินออกจากค่ายกล ภายในกับภายนอกนั้นแตกต่างกันอย่างทาบไม่ติด ความหนาวเย็นที่ตกค้างส่งผลให้แม้แต่ตัวของเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะเป่ามือเพิ่มความอบอุ่นจากลมหายใจ
หลานเทียนเดินไปยังซากศพพร้อมกับใช้ห้วงนิรันดร์เก็บซากของพวกมันทีละตัว ไม่เล็ดลอดแม้แต่ชิ้นด้วย การเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ราวกับหนูตกถังข้าวสาร ทั้งงาของพวกมันที่มีค่าราวทองคำ เนื้อที่มีรสชาติอันเป็เอกลักษณ์ และสิ่งสำคัญที่สุดย่อมเป็ผลึกอสูร จากซากทั้งหมดสิบแปดศพนั้น หลานเทียนได้รับผลึกอสูรร้อยปีสิบสี่ก้อน และผลึกอสูรพันปีอีกสามก้อน ส่วนซากศพสุดท้ายนั้นเป็สิ่งที่ยากยิ่งในการค้นพบและเป็ครั้งที่สองที่หลานเทียนได้พบเห็นมัน
ผลึกอสูรธาตุน้ำแข็ง ด้วยความจำเพาะของสัตว์อสูรหนึ่งในหมื่นตัวจะมีผลึกธาตุอยู่ และก้อนแรกที่หลานเทียนเคยพบนั้นได้มาจากเซียวหงไห่ที่สังหารราชันย์สัตว์อสูรถึงแม้สีของผลึกอสูรนี้จะส่องแสงเรืองรองเพียงสีฟ้าซึ่งแตกต่างจากผลึกอสูรจากราชันย์สัตว์อสูรที่มีหลากหลายสี
ผลึกอสูร กับ ผลึกธาตุนั้นแตกต่างกันไม่มากหากแต่ราคาค่างวดนั้นไม่อาจเทียบกันได้ โดยผลึกธาตุนั้นนอกจากจะได้รับปราณบริสุทธิ์ในการบ่มเพาะแล้วยังเพิ่มพูนคุณสมบัติของธาตุนั้น ๆ แด่ผู้ดูดซับมัน เป็การบ่มเพาะพลังฝีมือที่ปลอดภัยที่สุดแล้วหากเทียบกับวิธีการอื่น ๆ
“เอาล่ะพวกเ้าเงยหน้าขึ้นมาได้แล้ว” ไม่รู้ว่าด้วยความเย็นสบายภายในค่ายกลหรือพวกเขาเหน็ดเหนื่อยกันอย่างยิ่งแล้ว พวกเขากำลังนอนหลับอย่างสงบเงียบภายใต้ปราการค่ายกลป้องกันความหนาวเหน็บ นายกางที่ได้ยินหลานเทียนเรียกก็พลันสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน พร้อมกับปลุกลูกน้องทั้งสี่ในทันที
“นะ นะ นายน้อย ขะ ขะ ข้า ข้า…ข้าคิดว่าข้าคงตายไปแล้วเสียอีก ทะ ทะ ท่านใช้วิธีการเช่นใด จึง จึง ขับไล่พวกมันไปได้” นายกองกล่าวอย่างตะกุกตะกัก พร้อมสีหน้าแววตาสรรเสริญแด่หลานเทียน
“พวกเ้าไร้มารยาท รีบขอบคุณนายน้อยผู้มีพระคุณเร็วเข้า” นายกองกล่าวพลางเขกหัวลูกน้องไปคนละที เหล่าทหารทั้งสี่ยิ้มร่ากล่าวขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง เป็รอยยิ้มที่ยินดีปรีดาที่รอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์
“จากนี้นายน้อยมีรับสั่ง หรือประสงค์สิ่งใด พวกข้าจะเร่งรีบทำให้อย่างเร็วที่สุด ก่อนอื่นพวกข้าที่ค่ายที่พักอยู่หากจากที่นี่ราวสิบกิโลเมตรทางทิศตะวันออก” นายกองกล่าวเชิญชวนหลานเทียนไปยังค่ายของพวกเขา
“อืม เห็นทีข้าคงต้องติดสอยห้อยตามพวกเ้าไปแล้วล่ะ” หลานเทียนกล่าวพลางยกมุมปากยิ้มบาง สีหน้าของเหล่าทหารหาญทั้งห้ายิ่งยินดีมากขึ้นไปอีก นายกองผายมือเชื้อเชิญให้หลานเทียนเดินไปกับเขา
“บุญคุณนี้ต่อให้ชั่วชีวิตข้าก็จะไม่มีทางลบเลือนเด็ดขาด” ทหารนายหนึ่งกล่าว เหล่าทหารที่เหลือรวมถึงนายกองก็พลันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง
“ท่านนายกอง ท่านช่วยเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าให้ข้าฟังได้หรือไม่” หลานเทียนกล่าวถาม นายกองพลันเหยียดตัวตรงน้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนเปิดปากกล่าว
“พวกข้าเป็หน่วยป้องกันสัตว์อสูรประจำเมืองหมาป่าตะวันออก” นายกองกล่าวพลางเหยียดแขนข้างที่มีตราเมืองประทับปักไว้บนเสื้อให้หลานเทียนดู
“เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา…เหล่าสัตว์อสูรเริ่มคลุ้มคลั่ง ออกจากแหล่งหากินของพวกมันเข้าใกล้เมืองมากขึ้น เดิมทีแม้จะมีพวกมันหลงมาบ้าง ราวปีละเจ็ดถึงเป็ตัวเป็อย่างมาก ชาวเมืองสามารถเข้าป่าเก็บของป่ากันได้อย่างอิสระ แต่แล้วราวไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหล่าสัตว์อสูรได้จากแหล่งพักพิงดั้งเดิมของพวกมันมาไกลมาก ทั้งยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ “สีหน้าของนายกองวิตกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาหยุดไปชั่วหนึ่งก่อนเอ่ยคำ
“สัตว์อสูรเกิดคลุ้มคลั่ง” หลานเทียนกล่าวย้ำอีกครั้งพร้อมสีหน้าฉงน ทางด้านนายกองเองก็พยักหน้าอย่าช้า ๆ
“…เมื่อสามวันที่แล้วพวกข้าได้รับแจ้งจากหน่วยลาดตระเวนว่าพบกับ ฝูงช้างอสูรหัวเสือฝูงใหญ่ฝูงหนึ่ง พวกข้าจึงนำกองพลมากว่าแปดสิบนาย พวกมันแต่เดิมถึงแม้จะแข็งแกร่งจากการเป็สัตว์ผสมแล้ว แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะสามารถต่อกรกับจำนวนของกองพลเราได้… แปดสิบนายเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว หลงเหลือเพียงพวกเราห้าคน… ช้างอสูรหัวเสือพวกมันดุร้ายมากขึ้น คลุ้มคลั่งราวกับเสียสติ… ในบันทึกเกี่ยวกับสัตว์อสูรช้างอสูรหัวเสือนั้นจะไม่โจมตีมนุษย์ก่อนทั้งยังไม่แม้แต่จะย่างกรายผ่านมนุษย์ พวกมันมักจะถอยหนีเสียมากกว่าโจมตี” นางกองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เผยสีหน้าอัปยศปนเศร้าสร้อย เนื่องด้วยตนเป็ผู้บังคับบัญชากลับพาลูกน้องมาทิ้งชีวิตไว้
“ท่านเองก็ไม่อยากให้มันเกิด พวกข้ายินดีติดตามท่านเสมอท่านนายกอง อย่างได้โทษตัวเองเลย” นายทหารผู้หนึ่งกล่าว
เมื่อพ้นระยะที่ลี่เหอใช้เคล็ดวิชาพายุเหมันต์คลั่งอากาศก็เริ่มอบอุ่นขึ้น สายลมอ่อนพัดโชยมา พร้อมกับเสียงนกที่โบยบิน รอบข้างไม่เงียบสงัดแล้วและพบเห็นสัตว์น้อยใหญ่ได้ประปราย
“ท่านนายกอง ท่านรู้จักสถานที่นี้หรือไม่” หลานเทียนกล่าวพลางดึงม้วนแผนที่ ที่ต้าหวงเฉินมอบให้ไว้กับหลานเทียน บนแผนที่ปรากฏร่องรอยที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน เส้นสายและลายมือบนนั้นเจือจางลงจนเกือบจะเป็สีเดียวกับกระดาษ