ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 16 ความหวังดุจม่านควัน

    หวูไว่ผลัดเปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นเด็กรับใช้ก่อนเดินทางเข้าสู่เกียะหยู แม้ว่าเมืองนี้จะไม่ใช่ถิ่นเกิดแต่อย่างน้อยก็มีความทรงจำ ความผูกพันหลายอย่างเกียะหยูเป็นที่ตั้งของกองกำลังเมฆขาว มีความอุดมสมบูรณ์ เจริญมั่งคั่ง แหล่งชุมนุมนักกล้าและจอมยุทธ์

     

                คุณหนูเอียน-เอียนซีเกิดที่เมืองนี้เป็นสตรีงามทั้งกายและใจ และเป็นดวงดาวในใจของเขานอกจากนั้นแล้วโชคชะตายังนำพาเขาไปใช้ชีวิตอยู่ในสวนดอกไม้ของเมืองนี้ พบกับ“เฒ่าลู่” ชายชราท่าทางบ้าบอ สติไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วคือ “อาจารย์ปู่”ผู้สร้างชีวิตให้และทำให้หวูไว่ได้ทราบเรื่องราวแท้จริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเอง

     

                ไม่เพียงเท่านั้นหวูไว่ยังมีโอกาสได้พบผู้ยิ่งใหญ่มากมายหลี่มู่ จอมทัพแห่งกองกำลังเมฆขาว เอียนมู่หลงบิดาของคุณหนูเอียน

     

                และคนที่ไม่คาดฝันก็คือ หวังจุนหลง เจ้าเมืองแสนดีซึ่งรู้ในเวลาต่อมาว่าเป็นจอมมารร้ายผู้ก่อตั้งกองทัพนักรบปีศาจ และยังมีศักดิ์เป็น “ท่านลุง” ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่

     

                แต่หวูไว่ไม่ต้องการมีท่านลุงผู้ชั่วร้ายเยี่ยงนี้หรอก

     

                เหตุการณ์ครั้งเก่าผ่านไปสองปีแล้วหากเป็นไปได้ราชันน้อยก็อยากให้ทุกอย่างเป็นเพียงม่านฝันเป็นกลุ่มควันที่เลยผ่านไปแล้วจะไม่ย้อนกลับมาอีก

     

                การกลับมาเกียะหยูครั้งนี้ไม่ได้มีความปรารถนาอะไรนอกจากมาเยี่ยมเยือนผู้คน สถานที่ซึ่งเคยรู้จัก ชายหนุ่มรู้ด้วยตัวเองว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้กลับมา

     

                หวูไว่รู้สึกว่าหวังจุนหลงจะโดนกระชากหน้ากากไปแล้วก็จริงแต่เรื่องราวคล้ายยังไม่จบสิ้นความขัดแย้ง การแย่งชิงอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง

     

                ความมุ่งหมายว่ามาเยี่ยมเยียนคนรู้จักได้เจอผู้ต้องการเห็นหน้า แหงนชมดวงดาวสุกสกาวบนฟ้าเพียงชั่วคราวแล้วก็จากไปเห็นทีจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

     

                หวูไว่เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางอันคุ้นเคยไม่ช้าก็มาถึงอุทยานดอกไม้ซึ่งเคยพำนักอยู่แล้วต้องอ้าปากกว้าง สวนดอกไม้กว้างขวางกว่าเดิมมากนักมวลดอกไม้นานาพันธ์เบ่งบานชูช่อ อีกทั้งยังมีศาลานั่งชมสวนดอกไม้ผุดขึ้นมาอีกไม่เพียงเท่านั้นยังมีสามี-ภรรยาเป็นผู้ดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้ และมีอัธยาศัยดีแม้จะพบว่าผู้มาเยี่ยมเยือนสวนดอกไม้แห่งนี้เป็นแค่เด็กหนุ่มหน้าตามอมแมมใส่เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่า

     

                “ข้าชื่อหวูไว่เมื่อก่อนเคยมาอาศัยพักนอนอยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้”

     

                ทั้งสามี-ภรรยาพยักหน้ารับรู้แล้วยังจัดหาชาให้ดื่มพร้อมขนมเปี๊ยะให้กินรองท้อง แล้วบอกว่าสวนดอกไม้แห่งนี้ยินดีต้อนรับทุกคนไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไรยากดีมีจนหรือมียศสูงศักดิ์

     

                “คุณหนูสั่งกำชับพวกเราไว้อย่างนี้”

     

                แค่ได้ยินคำว่า “คุณหนู”ใจของหวูไว่ก็เต้นตูมตาม เพราะรู้โดยไม่ต้องให้มีใครบอกก็ทราบดีแก่ใจว่า “คุณหนู”เป็นใคร รู้สึกปลื้มใจที่นางทำตามสัญญาดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้เป็นอย่างดี

     

                “คุณหนูชอบมาที่นี่บ่อยมากบางครั้งก็มานั่งอยู่หลายชั่วยามแล้วก็ยังลงมือปลูกดอกไม้บางชนิดด้วยตัวเองเชียวนะ ข้าห้ามก็ไม่ฟัง”

     

                หวูไว่ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำตอบจากคนดูแล

     

                “เมื่อหลายวันก่อนก็มาน่ะกับเด็กรับใช้คนหนึ่ง”

     

                เด็กรับใช้งั้นหรือราชันน้อยหูผึ่งขึ้นมาทันที ถามออกไปว่า

     

                “เด็กรับใช้ผู้นั้นชื่ออะไรกันท่านป้า”

     

                ผู้ดูแลอุทยานดอกไม้แห่งเกียะหยูหลับตาชั่วครู่ลืมตาโพลง

     

                “อาเฟยกระมัง หน้าตาท่าทางคล้ายกับเจ้าอยู่เหมือนกัน แต่ดูซุกซน เกียจคร้าน แล้วก็ดูจะบอบบางอยู่สักหน่อย”

     

                หวูไว่ฟังคำตอบแล้วรู้สึกคอแห้งยกจอกดื่มชาเพื่อดับความกระหาย น่าสงสัยว่าคงเป็น “นาง” เสียแล้วกระมังแม้พอคาดเดาได้ว่าศิษย์น้องจะมาดักรออยู่ที่เกียะหยูแห่งนี้เพราะเคยได้เคยบอกกล่าวไว้ แต่มาปลอมตัวเป็นเด็กรับใช้คุณหนูเอียนงั้นหรือออกจะน่าสงสัยไปหน่อย

     

                ราชันน้อยถอนหายใจจำได้ว่าเคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณหนูเอียนให้ฟังไปไม่น้อยแต่ดูเหมือนอาจจะเผลอเล่ามากไปหน่อยเสียแล้วกระมังศิษย์น้องจึงปลอมตัวมาอยู่ใกล้คุณหนูอย่างนี้แล้วได้เล่าเรื่องราวอะไรให้คุณหนูทราบหรือเปล่า

     

                แล้วนางได้แนะนำตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหนหรือไม่

     

                “พวกนางจะมาอีกหรือไม่”หวูไว่ถามอย่างเลื่อนลอย

     

                “ไม่มาหรอก เจ้าโชคไม่ดีนักคุณหนูเอียนออกจากเมืองไปแล้ว”

     

                อะไรกัน

     

                สองสามี-ภรรยามองหน้ากันแล้วพลันหัวเราะเสียงดัง

     

                “คุณหนูตามไปช่วยแม่ทัพหลี่กระมังเจ้าคงไม่รู้ว่าแม่ทัพหลี่เป็นคู่หมั้นหมายกับคุณหนูเอียนของเรา”

     

                หวูไว่พยักหน้ารับรู้จิตใจห่อเหี่ยวลงไปกว่าเดิม

     

                “แล้วอาเฟยอะไรนั่นก็เหมือนกันพอคุณหนูออกจากเมืองไป มันก็หายหน้าไปด้วยเช่นกัน”

     

    ………………………………….

               

     

    ออกจากอุทยานดอกไม้แล้วหวูไว่นัดพบกับเรียวและอากิที่เหลาสุราแห่งหนึ่งทั้งสองคนรายงานว่าเอียนซีออกจากเมืองไปก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางมาถึงเสียอีก ซึ่งว่าไปก็คงไม่แปลกนักนอกจากจะเป็นบุตรสาวของเจ้าเมืองคนใหม่ ก่อนหน้านี้นางยังมีฐานะเป็น“หงสาคะนองศึก” ดูแลหน่วยทหารสอดแนมและเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังเมฆขาวด้วยเช่นกันและยิ่งเมื่อบิดาของคุณหนูเอียนก้าวขึ้นเป็นเจ้าเมืองด้วยแล้ว ศักดิ์ฐานะยิ่งสูงส่งกว่าเดิม

     

                แต่สิ่งที่หวูไว่กังวลมากขึ้นกว่าเดิมก็คือ“ศิษย์น้อง” หายไปไหน หากว่าเดินทางมาถึงแล้วก็น่าจะมีร่องรอยปรากฏอยู่บ้างนอกเสียจากว่าเย่วชิงกับเด็กหนุ่มชื่อ “อาเฟย” จะเป็นคนเดียวกันกับอย่างที่สังหรณ์ใจเอาไว้แล้วเท่านั้น

     

                “ข้ากับอากิอาสาไปสืบข่าวเรื่องนี้ก่อนแล้วกันแล้วคืนนี้พบกันที่โรงเตี๊ยม” เรียวรับอาสา

     

                หวูไว่พยักหน้าเห็นด้วยแล้วแยกกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่พักอยู่นั่งสมาธิผนึกลมปราณได้ราวสองชั่วยามจนรู้สึกว่าร่างกายฟื้นคืนสู่สภาพปกติจึงนอนหลับพักผ่อนตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เมื่อมีคนเคาะประตูห้องตอนแรกเข้าใจว่าเพื่อนทั้งสองคนกลับมาแล้วแต่กลับไม่ใช่เพราะคนมาเคาะประตูห้องบอกว่าได้รับคำสั่งมาจากท่านเจ้าเมืองให้มาตามตัวไปพบ

     

                หวูไว่รับรู้แล้วแจ้งให้กับคนของเจ้าเมืองเกียะหยูว่าขอเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วจะตามไปแต่ในใจกลับมีความรู้สึกสงสัย บิดาของคุณหนูรู้ได้อย่างไรว่าเขาลอบเข้ามา มีเรื่องอะไรสอบถามหรือไม่แต่เจ้าเมืองคนใหม่เป็นคนมีเมตตา มีนิสัยอ่อนโยน คงอยากจะพบเพื่อสอบถามเรื่องราวที่ผ่านมาเสียมากกว่า

     

                เอียนมู่หลงมีศักดิ์ฐานะเป็นเจ้าเมืองคนใหม่แล้วก็จริงแต่กลับใช้คฤหาสน์สกุลเอียนเป็นจวนหลังใหม่ของท่านเจ้าเมืองไม่ยอมใช้ตึกใหญ่อันโอฬารของหวังจุนหลงต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนและยังเลือกรออยู่ในห้องหนังสือของสกุลเอียนเหมือนเมื่อครั้งเดินทางมายังเกียะหยู่เป็นครั้งแรก

     

                เจ้าเมืองคนใหม่ยิ้มให้เมื่อเห็นหวูไว่ในครั้งแรกคิ้วดกหนา ประกายตาสดใสยังคงดุจเดิมแต่เคราใต้คางแปรเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเทาไปเสียแล้วและยังเห็นเส้นผมสีขาวประปรายทั่วศีรษะ หลังก็งองุ้มลงไป ภารกิจในฐานะเจ้าเมืองทำให้ท่านชราแล้วแต่ถึงกระนั้นชุดขาวที่สวมใส่ก็ขับเน้นความสง่างามบางอย่าง

     

                “ท่านเติบโตขึ้นมากใบหน้าอิ่มเอิบสมฐานะไต้อ๋องยิ่งนัก”

     

                “ท่านเจ้าเมืองโปรดอย่าได้เกรงใจเรียกข้าเหมือนเช่นเดิมเถอะ”

     

                เอียนมู่หลงยิ้มผายมือเชิญให้หวูไว่นั่งลงด้วยท่าทียำเกรงมีบางอย่างในดวงตาของเจ้าเมืองเกียะหยู่ที่ทำให้ราชันน้อยจากอาณาจักรในฝันรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก

     

                “ท่านผู้เฒ่าสบายดีกระมัง”

     

                หวูไว่พยักหน้า หวังสิงคงหรือเฒ่าลู่คือบุคคลที่พลิกสถานการณ์ทุกอย่างจากทำท่าเพลี่ยงพล้ำกลับกลายเป็นผู้ชนะและนำความสงบกลับมาอีกครั้ง

     

                “ข้าฝากคำระลึกถึงไปยังท่านผู้เฒ่าด้วย”

     

                “ทราบแล้วท่านเจ้าเมือง”

     

                เอียนมู่หลงเดินไปมองรูปวาดลายเส้นพู่กันซึ่งแขวนไว้บนผนังแล้วพลันถอนใจครั้งหนึ่ง ยิ่งทำให้หวูไว่อึดอัดใจมากขึ้นกว่าเดิม

     

                “ข้าได้สั่งคนจัดเตรียมห้องพักให้กับไว้แล้วคืนนี้พวกเราจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้อย่างสมเกียรติ”

     

                “อย่าเลยขอรับท่านเจ้าเมือง”หวูไว่พูดพลางยกมือห้าม “ข้าจองห้องพักในเมืองไว้แล้ว”

     

                เจ้าเมืองเกียะหยูหันหน้ามาพูดขึ้นว่า

     

                “ท่านมีฐานะยิ่งใหญ่และมีบุญคุณต่อเมืองเกียะหยูมากจะให้ออกไปพักอยู่อย่างนั้นได้อย่างไร ไม่เหมาะกระมัง”

     

                นี่ไงสิ่งที่หวูไว่หวั่นเกรงมากที่สุดการกลับมาหนนี้จึงเป็นการลักลอบเข้ามา ไม่อยากให้ทุกคนมองทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมและยังต้องการปิดเร้นฐานะราชันน้อยของตัวเองไว้อีกด้วย

     

                แต่เพียงย่างก้าวแรกก็เหมือนไม่เป็นผลเสียแล้วคำก็องค์ชาย สองคำก็องค์ชาย รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาเสียเลยเมื่อถูกเรียกขานเช่นนี้

     

                “เสียดายนักตอนนี้มีสถานการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นแม่ทัพหลี่ก็ออกไปตามหาทำงานนอกเมืองนานนับเดือนแล้วส่งข่าวมาบอกว่าเจอกับนักรบพวกนั้นแล้วด้วย รวมไปถึง…”

     

                หวูไว่มองเอียนมู่หลงที่พูดบางประโยคค้างไว้แต่กลับเข้าใจเป็นอย่างดี จะเป็นใครไปได้เล่านอกจาก “ท่านลุง”ซึ่งมีฐานะเป็นอดีตเจ้าเมืองเกียะหยูมาก่อน อะไรมันจะประจวบเหมาะขนาดนี้เดินทางกลับมาเพื่อพบหน้าใครบางคนแต่กลับต้องมารับรู้เรื่องราวของใครบางคนที่ไม่อยากเจอ

     

                และบางทีหวังจุนหลงปรากฏตัวอีกครั้งก็เพราะรอคอยโอกาสกระมัง

     

                หวูไว่หันไปมองเจ้าเมืองเอียนที่นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือและกำลังจ้องอยู่เช่นเดียวกันนึกคลางแคลงใจอยู่ว่ายังมีอะไรนอกเหนือไปกว่านี้อีกหรือไม่

     

                “บุตรสาวของข้าก็มีภาระต้องรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยตอนนี้นางก็พาทหารส่วนหนึ่งไปสืบข่าวคราวของกองทัพอัศวินดำอยู่เหมือนกันนายพลซื่อชางเตรียมกำลังไว้เป็นอย่างดี นับเป็นศึกหลายด้านที่น่าหนักใจนัก”

     

                น้ำเสียงของท่านเจ้าเมืองคล้ายกำลังบอกอะไรบางอย่างต้องการขอความช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ

     

                “สองปีผ่านไปแล้วไม่มีสิ่งใดเหมือนเดิมอีกต่อไป บุตรสาวของข้าไม่เพียงเป็นคู่หมั้นของแม่ทัพใหญ่เท่านั้นแต่ยังมีความสำคัญกับกองกำลังเมฆขาวมากขึ้นกว่าเดิมหากแม่ทัพหลี่คือหัวใจบุตรสาวของข้าก็เปรียบได้กับสมองเมืองเกียะหยูมีแต่ต้องพึ่งพาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจะขาดผู้หนึ่งผู้ใดคงจะไม่ได้”

     

                หวูไว่เข้าใจความหมายนั้น หลี่มู่ผู้เป็นเทพสงครามและเอียนซีฉายาหงสาคะนองศึกคือแผ่นหยกล้ำค่าของกองกำลังเมฆขาวที่ต้องประสานสนิทเป็นหนึ่งเดียว

     

                ความหมายก็คือโฉมสะคราญอย่างเอียนซีไม่อาจเดินทางไปไหนได้ตามชอบใจและไม่อาจนึกถึงความสุขส่วนตัวด้วยการผละหนีภาระอันหนักอึ้งหรือจากบิดาไปอยู่ดินแดนอันห่างไกลด้วย

     

                “มิทราบว่าองค์ชายจะพำนักอยู่ในเกียะหยูอีกนานเท่าใดข้าจะได้จัดเตรียมทหารองครักษ์ดูแลความปลอดภัยให้หรือท่านต้องการสิ่งใดทรงบอกมาได้เลย”

     

                หวูไว่เข้าใจความรู้สึกของเจ้าเมืองเกียะหยูท่านไม่ได้พูดอะไรผิดเลยแม้แต่อย่างเดียว และเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วราชันน้อยรับรู้ได้ถึงความลำบากใจของบิดาคุณหนูเอียนซีในการตัดสินใจพูดออกมาตามที่ใจคิด

     

                “ข้าเพียงมาเยี่ยมชมสวนดอกไม้แล้วก็มาพบกับท่านเจ้าเมืองเท่านั้นเองคงพักอยู่ในเกียะหยูอีกเพียงสองสามวันก็คงต้องเดินทางกลับแล้ว”

     

                เอียนมู่หลงถอนหายใจแล้วเดินตรงมาหาแล้วเอามือตบบ่าหวูไว่เบาๆ แม้ไม่มีคำพูดใดๆแต่ราชันน้อยสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในดวงตาของคนตรงหน้า

     

                “ขอบคุณท่าน” หวูไว่พูดเสียงแผ่วเบา

     

    ………………………….

     

            ใช้เวลาอยู่ในคฤหาสน์ของเจ้าเมืองเกียะหยูราวหนึ่งชั่วยามหวูไว่ก็ขอตัวกลับออกมาพกพาความหนักใจติดตัวกลับมาด้วย พลางนึกไปว่าเมื่อตอนเป็นเด็กหนุ่มผู้ไม่ประสาเป็นเพียงเด็กดูแลสวนดอกไม้ และแอบหลงรักสตรีสูงศักดิ์ผู้มีคู่หมั้นหมาย รู้ดีว่าความรักต่างชนชั้นไม่มีทางเป็นไปไม่ได้แต่สองปีผ่านไปเมื่อกลับมาอีกครั้งในฐานะราชันน้อยผู้ปกครองแห่งอาณาจักรอันสาบสูญ กลับกลายเป็นว่าการไขว่ขว้าความรักกลับยากยิ่งกว่าเดิมเสียอีกท่านเจ้าเมืองเป็นผู้ใหญ่ซึ่งผ่านชีวิตมามากย่อมรู้ดีว่า ลึกๆแล้วหวูไว่มีความปรารถนาสิ่งใดในการกลับมาหนนี้

             

            เรื่องของคุณหนูเอียนซีได้คำตอบชัดเจนแล้วเรื่องเดียวที่ต้องสะสางให้จบสิ้นลงก็เห็นจะมีแต่เรื่องของ “ศิษย์น้อง”อย่างเดียวเท่านั้น

             

            เย่วชิงดูจะซุกซน สนุกสนานจนเลยเถิดไปแล้วนางมาอยู่ที่เกียะหยูเป็นเรื่องที่คาดเดาไว้ก่อนแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่ยอมอยู่รอพบเจอแล้วหลบหนีออกจากเมืองไปเพราะเหตุใด อยู่ที่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องควานหาต่อไป

             

            เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยมเรียวและอากิรอคอยอยู่ที่ห้องด้วยท่าทีกระวนกระวาย

             

            “คุณหนูเอียนออกไปจากเมืองจริงมีทหารติดตามเพียงไม่กี่คนได้ยินว่าเด็กหนุ่มชื่ออาเฟยเป็นเด็กรับใช้ของแม่ทัพหลี่แต่ตอนหลังมาเดินตามคุณหนูเอียนอยู่หลายวันแต่หลังจากคุณหนูเอียนจากไปเพียงสามวันมันก็พลอยหายหน้าไปด้วย”

             

            หวูไว่ฟังอากิสาธยายเรื่องราวแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วศิษย์น้องยังคงซุกซนไม่เลิกหารู้ไม่ว่าความสนุกสนานอาจเป็นชนวนนำความยุ่งยากตามมาอีกมาก

             

            “จะเอาไงดี พวกเราตามมารน้อยไปดีหรือไม่สงสัยว่าหากไม่ลักลอบไปกับคุณหนูเอียนซี ก็อาจตามแม่ทัพหลี่มู่ไปนั่นแหละไม่มีเป็นอย่างอื่น”

             

            สิ่งที่เรียวพูดมาก็มีความเป็นไปได้แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นที่ราชันน้อยต้องการสะสางด้วย จึงกล่าวออกไปว่า

             

            “พวกเจ้าสองคนไปตามดูเย่วชิงแล้วกันหาทางนำตัวนางออกมาให้ได้”

             

            ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา

             

            “ข้าต้องการไปพบกับคนผู้หนึ่ง”

             

            หวูไว่ยังมีความหวังในตัวของนายพลซื่อชางหากสามารถหยุดยั้งผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัศวินดำให้หยุดแผนการครองแผ่นดินเปิดศึกครั้งใหม่ลงได้ ความขัดแย้งก็ยังคงทุเลาลงไปได้

             

            แผนเดินทางกลับหลี่เต๋อคงต้องเก็บไว้ก่อน เรื่องของหัวใจก็เช่นกัน

     

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน