สายลมยามเช้าพัดพาความชื้นและกลิ่นดินหลังฝนมาปะทะใบหน้า ขณะที่ชาร์ลส์ควบม้าผ่านทิวไม้สูงใหญ่ เสียงกีบเท้าจมลงในพื้นโคลนดัง เป็นจังหวะ ทิ้งรอยเท้าม้าเป็นแนวยาวบนผืนดินที่ชุ่มน้ำ ความทรงจำเมื่อคืนยังคงสดใหม่ในความคิด เสียงฝนกระหน่ำหลังคาโรงเตี๊ยมที่เขาแวะหลบ กลิ่นฟางเปียกชื้น และเสียงฟ้าร้องที่ดังก้องไปทั่วผืนป่า
แสงอาทิตย์ลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ ทำให้ม่านหมอกบางที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นดินเป็นประกายวิบวับ ราวกับผ้าโปร่งสีขาวที่ถูกโรยด้วยผงไข่มุก ชายหนุ่มรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่พาเขาไปเจอโรงเตี๊ยมระหว่างทางเมื่อคืน ทำให้ไม่ต้องเปียกปอนจนต้องเปลี่ยนชุดสำรองที่เตรียมมา
แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดกับภาพรถม้าที่จอดนิ่งอยู่ริมทาง ร่างของหญิงสาวในชุดสีอ่อนโบกมือเรียกความช่วยเหลือ เสียงของเธอแหลมใสท่ามกลางความเงียบของป่า "ช่วยด้วยค่ะ! รถม้าของฉันเสีย"
ชาร์ลส์ชะลอฝีเท้าม้า ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจสถานการณ์ตรงหน้า รถม้าดูเก่าแต่ยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีร่องรอยความเสียหายที่เห็นได้ชัด หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดคุณหญิงราคาแพง ใบหน้างดงามแต่ดูหวาดหวั่น ยืนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยวร้างของป่าเพียงลำพัง
ความขัดแย้งผุดขึ้นในใจของชายหนุ่ม ระหว่างความรีบร้อนที่จะไปให้ถึงเหมืองก่อนสาย กับมโนธรรมที่ไม่อาจทิ้งสตรีเพียงลำพังในป่าอันตราย
เขาถอนหายใจเบาๆ "ทำไมเป็นคนดีมันลำบากอย่างนี้" สบถกับตัวเองถึงจิตใจที่อ่อนไหวเกินไป ก่อนจะตัดสินใจลงจากหลังม้า นำม้าไปผูกไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง
ชาร์ลส์เดินไปตรวจสอบรถม้าอย่างช้าๆ เมื่อมาถึงหญิงสาวยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ ด้วยใบหน้าที่งดงาม
ระหว่างนั้นเขาสังเกตเห็นร่างของชายผู้หนึ่งซึ่งน่าจะเป็นสารถี กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ข้างล้อรถที่จมลงในหลุมโคลน ท่าทางของเขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดหาวิธีงัดล้อออก
"ขอบคุณสุภาพบุรุษท่านนี้มากที่หยุดช่วยเหลือ" เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวแว่วมา "ล้อรถม้าของดิฉันติดในหลุมโคลน ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย"
ขณะที่ชาร์ลส์หันไปมองล้อรถอีกครั้ง ทันใดนั้น เสียงร้องตกใจของม้าที่เขาผูกไว้ก็ดังขึ้น ชาร์ลส์หันขวับไปดูด้วยความรวดเร็ว ชายหนุ่มตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งหัก ก่อนที่ร่างของชายฉกรรจ์สามคนจะพุ่งออกมาจากที่ซ่อน ปิดล้อมเขาไว้ในวงกระชับ
เมื่อหันกลับมา ภาพที่เห็นทำก็ทำให้เขาประหลาดใจไม่แพ้กัน หญิงสาวในชุดงามกำลังถือดาบยาวจ่อมาทางเขา ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยประกายโลภและความเห็นแก่ได้ สารถีก็เช่นกัน ยืนถือดาบในท่าพร้อมรบ ทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว… พวกเขาล้วนเป็นพรรคพวกเดียวกัน
'นี่แหละความใจดีของเรา' ชาร์ลส์ตำหนิตัวเองในใจ ทั้งที่ทุกอย่างดูผิดแปลกตั้งแต่แรก ทั้งรถม้าที่จอดกลางป่า หญิงสาวที่แต่งตัวหรูหราเกินงาม และท่าทีที่ดูเสแสร้งของทุกคน แต่จะโทษใครได้ ในเมื่อเขาเลือกใช้ความเป็นสุภาพบุรุษ
ความงามของหญิงสาวเป็นเพียงเหยื่อล่อ และเขาก็หลงเข้าไปในกับดักนั้นอย่างง่ายดาย
ชาร์ลส์จ้องมองหญิงสาวตรงหน้า สถบด่ายังเหลืออดไม่ได้ "นังโจร" คำพูดนั้นทำให้ใบหน้างามของเธอบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
"หุบปาก!" เธอแผดเสียง น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด "ถอดกระเป๋าออก อย่าคิดทำอะไรโง่ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว"
ชาร์ลส์ยืนนิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบตัวอย่างรวดเร็ว ประเมินสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ชายฉกรรจ์สามคนถือดาบและกระบองยืนล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลม หญิงสาวและสารถีปลอมยืนขวางอีกด้าน ปิดทางหนีทีไล่ไว้หมดสิ้น โดยเฉพาะเมื่อม้าของเขาถูกควบคุมไว้แล้ว
'ไม่มีทางเลือก' เขาคิด 'ต้องสู้ แต่การใช้เวทมนตร์คงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี มันจะเป็นการเปิดเผยตัวตนมากเกินไป'
ชาร์ลส์ปลดปล่อยพลังออกมา พุ่งตรงใส่จิตใจของหญิงสาวตรงหน้า เธอชะงัก ดวงตาเบลอลง สมองมึนงง ก่อนที่หมัดหนักของชายหนุ่มจะพุ่งเข้ากระแทกปลายคางอย่างจัง ร่างของเธอทรุดฮวบลงบนพื้นโคลน ชุดงามเปรอะเปื้อน ดาบในมือหลุดร่วง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ ชาร์ลส์เลือกจัดการหญิงสาวก่อนเพราะเธอเป็นจุดอ่อนที่สุด และจะไม่เป็นอุปสรรคในการต่อสู้ต่อไป
ชายฉกรรจ์ทั้งสามตะลึงงัน ไม่คาดคิดว่าเหยื่อจะกล้าลงมือโดยไม่ลังเล พวกมันไม่รอช้า กรูกันเข้ามาหมายรุมทึ้ง แต่ชาร์ลส์ฉวยโอกาสเตะโคลนใต้เท้าสาดกระเซ็นเข้าใส่ ทำให้พวกมันต้องชะงัก ส่วนสารถีที่อยู่อีกฟาก ต้องอ้อมรถม้าและพื้นโคลนแฉะ ทำให้มาช่วยเพื่อนไม่ทัน
ชายหนุ่มปล่อยพลังออกไปอีกครั้ง คราวนี้พุ่งเป้าไปที่ชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ทำให้เขาเผลอเสียจังหวะ ชาร์ลส์ฉวยโอกาสนั้นก้าวเข้าไปซัดหมัดเข้าที่คาง ร่างใหญ่ล้มพับ ตามด้วยคนที่สามที่กำลังปัดโคลนออกจากตา ไม่ทันตั้งตัวโดนสันมือฟาดเข้าที่คอหอย จุกแทบขาดใจ ก่อนจะโดนเข่ากระแทกใบหน้าซ้ำ ร่างทรุดฮวบลงกองกับพื้น
พลังของชาร์ลส์พุ่งใส่ชายถือกระบองคนสุดท้าย ทำให้เขาเสียสมาธิชั่วขณะ นักสืบหนุ่มฉวยโอกาสแย่งกระบองมาได้ ก่อนจะฟาดกลับเข้าที่ศีรษะ เลือดสดๆ ไหลผสมกับโคลนใต้ร่างที่ล้มลง
สารถีที่มาสมทบช้าเห็นเพื่อนล้มระเนระนาด แต่ไม่ยอมถอย เขาเงื้อดาบฟันใส่ชาร์ลส์อย่างบ้าคลั่ง แต่ชายหนุ่มที่รอจังหวะอยู่แล้วใช้กระบองในมือปัดดาบให้เบี่ยง แรงเหวี่ยงทำให้สารถีลื่นล้มบนพื้นโคลน ก่อนจะโดนกระบองฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนสลบไป
เมื่อศัตรูทั้งหมดล้มลง ชาร์ลส์ยืนผ่อนลมหายใจท่ามกลางร่างที่นอนเกลื่อนบนพื้นโคลน แม้การต่อสู้จะจบลงอย่างรวดเร็วด้วยการใช้พลังของเขา แต่ก็หลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางร่างกายไม่ได้
เขาโยนกระบองในมือทิ้งลงบนพื้น ก่อนจะเดินไปหาม้าของตน สัตว์ตัวใหญ่ยังคงตื่นตระหนก แต่สงบลงเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ชายหนุ่มลูบคอมันเบาๆ พลางตรวจดูว่าไม่มีบาดแผลใดๆ
"เอาล่ะ..." เขาพึมพำ หันกลับไปมองร่างที่นอนจมโคลน "คงต้องจัดการอะไรบางอย่างก่อนไป"
แสงแดดอ่อนส่องลอดผ่านกิ่งไม้ ขณะที่ชาร์ลส์ค้นตัวพวกโจรทีละคน รวบรวมอาวุธทั้งหมด ดาบ มีด และกระบอง โยนใส่รถม้าให้พ้นมือ จากนั้นใช้เชือกที่พกมามัดพวกมันติดกับต้นไม้ใหญ่ริมทาง มัดแน่นหนาพอที่จะกันไม่ให้หลุด แต่ไม่แน่นจนเลือดไม่ไหลเวียน
แต่แล้วความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว เขายังไม่เคยได้ทดลองใช้เทคนิคมายากลที่ได้อ่านมา
ชายหนุ่มเลือกโจรที่บาดเจ็บน้อยที่สุด คนที่โดนเสยคางจนสลบ ชายหนุ่มตบหน้าเบาๆ ให้ฟื้น แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง จึงเพิ่มน้ำหนักมือ ฟาดลงไปเต็มแรง
"แปะ!" เสียงดังสนั่นจนนกที่เกาะตามกิ่งไม้บินหนีกระเจิง
โจรสะดุ้งตื่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อพบว่าตัวเองถูกมัดติดกับต้นไม้
"แกจะทำอะไรน่ะ?" เสียงของโจรสั่นเครือด้วยความหวั่นเกรง "ฉันขอโทษ เอาทุกอย่างไปได้หมด แค่ไว้ชีวิตพวกเราด้วย"
"ฟังดูไม่เลว" ชาร์ลส์ยิ้มบาง หยิบเหรียญออกมาจากถุง ถูมันด้วยนิ้วโป้ง "ฉันจะปล่อยแกแน่ ถ้าแกทำตามคำของ่ายๆ ของฉัน"
"คำขออะไร?"
"ง่ายๆ ฉันจะโยนเหรียญขึ้นไปในอากาศและรับมัน จากนั้นก็ให้แกเดาว่าเหรียญในมือออกหัวหรือก้อย"
"แค่นี้เหรอ?"
"ใช่แค่นี้ แต่..." ชาร์ลส์ชักมีดออกมาแทงปักลงใต้ จุดสำคัญใต้สะดือของโจรทันที เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังลั่น โจรรีบยกสะโพกหลบด้วยสัญชาตญาณ คมมีดปักเฉียดจุดสำคัญไปเพียงนิด
ใบหน้าของโจรเปลี่ยนจากหวั่นเกรงเป็นหวาดกลัว เหงื่อผุดท่วมใบหน้าแม้อากาศจะเย็น 'ไอ้บ้า! มันเป็นคนวิปริต!' ความคิดนั้นวาบขึ้นในหัวของเขา พร้อมกับความกังวลที่เพิ่มเป็นทวี ถ้าเป็นคนบ้าจริงๆ ใครจะรู้ว่ามันจะทำอะไรต่อไป
"ถ้าแกตอบผิด เกรงว่าในอนาคตที่คิดจะมีลูกคงเป็นไปไม่ได้แล้ว" ชาร์ลส์ยิ้มเยือกเย็น "พร้อมหรือยัง? อย่านานนักล่ะ ฉันเป็นคนใจร้อน"
เหงื่อเย็นผุดท่วมใบหน้าโจร "พ...พร้อม"
ชาร์ลส์โยนเหรียญขึ้นไปในอากาศ โจรจ้องมองอย่างจดจ่อ หัวใจเต้นรัว เลือดสูบฉีดรุนแรง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การทายหัวก้อย แต่เป็นการเดิมพันความเป็นชายทั้งชีวิต
ชาร์ลส์รับเหรียญด้วยความรวดเร็ว ประกบมือปิดไว้แนบอก "เอาล่ะ บอกมา หัวหรือก้อย?"
ขณะที่โจรจดจ่อกับเหรียญในมือ หัวใจเต้นระรัวจนแทบระเบิด เหงื่อเย็นไหลซึมตามแผ่นหลัง ชีวิตทั้งชีวิต ความภาคภูมิใจของความเป็นชาย ทุกอย่างถูกเดิมพันไว้กับการเดาครั้งนี้ สายตาของเขาจับจ้องที่มือของชาร์ลส์ราวกับมันคือสิ่งเดียวที่มีอยู่บนโลก
ในวินาทีนั้นเอง ชาร์ลส์ปล่อยพลังออกไป จิตใจของโจรที่กำลังตึงเครียดสุดขีดค่อยๆ เลื่อนลอย โลกรอบตัวพร่าเลือน เสียงลมที่เคยพัดกรรโชก เสียงนกที่เคยร้องขับขาน ทุกอย่างเงียบหายไปราวกับถูกกลืนกินด้วยความว่างเปล่า เหลือเพียงมือที่กำเหรียญของชาร์ลส์ ที่ดูราวกับลอยอยู่ในห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด
นี่คือการทดลองครั้งสำคัญ ชาร์ลส์สัมผัสได้ว่าเขาดูดกลืนพลังได้มากขึ้นเมื่อเป้าหมายอยู่ในภาวะจดจ่อก่อน การกระตุ้นความสนใจทำให้จิตใจของเหยื่อจดจ่อกับสิ่งหนึ่งมาก ๆ ก่อน
เมื่อเขาใช้พลัง ความเร็วในการดูดกลืนพลังที่อยู่ในตัวเขาเพิ่มขึ้น
"ก้อย!" จู่ๆ โจรก็ร้องตอบออกมา สติกลับคืนมา
ชาร์ลส์ยังคงนิ่งเงียบ ปล่อยให้ความกดดันก่อตัวขึ้นในอากาศ "ไม่จำเป็น ไม่ต้องทายแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้โลกทั้งใบของโจรหยุดหมุน เลือดในกายเย็นเฉียบ 'ไอ้สมองไม่ปกตินี่มันเปลี่ยนใจแล้ว? แสดงว่ามันจะลงมือจริงๆ?' ความคิดวูบผ่านในหัว ใบหน้าซีดเผือด
"แค่ตอบคำถามฉันมา" ชาร์ลส์เอ่ยต่อ "ตอนค้นตัวพวกแก ทำไมไม่มีถุงเงินเลย เอาไปซ่อนไว้ที่ไหน?"
"มัน..." โจรลังเล ชาร์ลส์ยื่นมือไปจับด้ามมีดที่ปักคาไว้ "บอกแล้ว! บอกแล้ว! อยู่ในที่ซ่อนของพวกเราทางทิศตะวันออก เดินทางไปประมาณสองชั่วโมง!" เขารีบร้องตอบ ดวงตาจับจ้องใบหน้าของชาร์ลส์ หวังว่าคำตอบนั้นจะทำให้ชายหนุ่มพอใจ
'สองชั่วโมง นานไป เสียเวลา' ชาร์ลส์ถอนหายใจ เก็บมีดกลับไป โจรถอนหายใจโล่งอก ความตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย อย่างน้อยความเป็นชายของเขายังอยู่ครบ
แต่แล้วชาร์ลส์ก็เงยหน้าขึ้นจ้องเขาอีกครั้ง อีกเรื่องที่ชายหนุ่มอยากจะทดสอบ นับตั้งแต่ที่เขายกระดับตัวตน มันมีความกระหายหนึ่งที่คอยกระตุ้นเขามาตลอดนับตั้งแต่ได้รับพลังมา แม้จะไม่รุนแรงนัก สามารถกดไว้ได้ เป็นสัญชาตญาณที่คอยกระซิบให้ลองลิ้มรสการดูดกลืนสติสัมปชัญญะของสิ่งมีชีวิต และการทดสอบนี้ชายหนุ่มจะลองตอบสนองต่อสัญชาตญาณนั้น
มือของชาร์ลส์ยื่นออกไปหมายจะสัมผัสศีรษะของชายฉกรรจ์ "แกจะทำอะไรน่ะ!" โจรพยายามหลบ แต่สายเชือกที่มัดไว้ทำให้ขยับได้ไม่มาก มือของชาร์ลส์แตะลงบนศีรษะ สร้างการเชื่อมต่อระหว่างเขากับเหยื่อ
ทันทีที่เริ่มดูดกลืน ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านร่างกายไปสู่สมอง เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่อาจอธิบายได้ด้วยภาษามนุษย์ แต่เขารู้ว่ากำลังดูดกลืนอะไร สติสัมปชัญญะ การรับรู้ ระบบความจำระยะสั้น ความสามารถในการจดจ่อ ทุกอย่างไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา พลังในตัวถูกดูดกลืนมาเป็นของเขาอย่างแท้จริงอย่างรวดเร็ว มากกว่าการฝึกฝนใดๆ ที่เคยทำมา มากกว่าการทดสอบที่ทำไปก่อนหน้านี้เสียอีก
"แกทำอะไรเขาน่ะ" เสียงหนึ่งดังขึ้น ดึงชาร์ลส์ออกจากห้วงภวังค์
เขาชักมือกลับ เหงื่อผุดท่วมหน้าผาก มองดูฝ่ามือตัวเอง พยายามสลัดความรู้สึกหลงใหลที่เกือบจะกลืนกินตัวตนของเขา
'เกือบไป' เขาคิด หัวใจเต้นแรง
'วิธีนี้ดูดกลืนสติได้ผลดีสุด แต่ผู้ใช้จะไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง สติเลื่อนลอยไปกับความหลงใหลในการดูดกลืน ใช้ในระหว่างต่อสู้ไม่ได้แน่'
ชาร์ลส์มองชายฉกรรจ์ตรงหน้าที่เพิ่งผ่านการถูกดูดกลืนสติสัมปชัญญะ ดวงตาของโจรเหม่อลอย ตาขาวกรอกขึ้น น้ำลายไหลยืด แม้ร่างกายยังมีชีวิต แต่จิตใจราวกับถูกกัดกร่อนไปบางส่วน
'สมองส่วนที่ใช้ในการทำงานของความจำระยะสั้นและการจดจ่อจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก' ความรู้นี้ผุดขึ้นในใจชาร์ลส์โดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่จากการสังเกตหรือการคาดเดา แต่เป็นความรู้ที่ได้มาพร้อมกับการดูดกลืน
'จากนี้ไป เขาจะกลายเป็นคนขี้ลืมและสมาธิสั้น ไม่ต่างจากคนแก่อายุมากความจำไม่ดี'
"ฉันถามว่าแกทำอะไรกับเขา" เสียงของโจรที่เพิ่งได้สติดังขึ้นอีกครั้ง
"มันไม่สำคัญหรอก เขาปกติดี" ชาร์ลส์ตอบเรียบๆ พลางลุกขึ้นยืน "ฉันจะทิ้งพวกแกไว้ที่นี่ เดี๋ยวคงมีคนมาเจอเอง ถ้าโชคดี อาจเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน"
"โชคดีเหรอ? โดนจับนี่มันโชคดีเหรอ" โจรตะโกนไล่หลัง
ชาร์ลส์ไม่สนใจคำด่าทอ เดินกลับไปหาม้าของตน ในหัวยังครุ่นคิดถึงพลังที่เพิ่งได้ทดลองใช้ แต่ไม่มีเวลามาวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง เขาเสียเวลามามากพอแล้ว เป้าหมายที่แท้จริงรออยู่ เหมืองกำมะถันและความลับเบื้องหลังของมัน ในโบสถ์แห่งนั้น
เขาขึ้นคร่อมหลังม้า ควบมันออกไปโดยไม่เหลียวหลัง ทิ้งเสียงสบถด่าของพวกโจรให้จางหายไปกับสายลม ขณะที่เบื้องหน้า แสงอาทิตย์ยามสายส่องนำทางไปสู่จุดหมาย