ตอนที่ 67 คลี่คลาย
หยางหยุนเหลียง วัย 36 ปี เป็นเจ้าเมืองกิ่วกั๋งมา 5 ปี แม้เมืองกิ๋วกั๋งเป็นแค่หัวเมืองเล็ก ๆ ชั้นจัตวา แต่ผู้เป็นเจ้าเมืองก็ยังมีอำนาจเต็มในการสืบสวนสอบสวนเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเขตรับผิดชอบของตนอย่างเต็มกำลังและแม้เรือสำเภาลำนี้จะขึ้นตรงกับกองทัพเรือก็ตามที แต่เมื่อเข้ามาในเขตน่านน้ำเมืองกิ่วกั๋งแล้ว ก็ย่อมมีสิทธิ์ขาดในการควบคุมดูแลในต่างราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความมั่นคงของรัฐ อาทิการลักลอบค้าอาวุธสงคราม และโดยเฉพาะการส่งออก ‘ดินประสิว’ อันมีโทษร้ายแรงมหันต์ ซึ่งหากสืบทราบว่ามีการซื้อขายให้กับต่างชาติด้วยแล้วไซร้ เพียงแค่โทษตายธรรมดา ๆ คงไม่เพียงพอและสาสมในความผิดนี้เป็นอันขาด!! ครั้นเจ้าเมืองกิ่วกั๋งเห็นเจ้าหน้าที่ของเรือสำเภาข้ามทะเล ที่นามว่า ‘โจวจิ้งห้าว’ ได้กล่าวรายงานพร้อมด้วยศีรษะของผู้ต้องหาในมือทั้งสองข้างก็เกิดความลังเลสงสัยเล็กน้อย จึงเอ่ยถามไปว่า“แล้วผู้ใดคือหยางไค ซึ่งได้ตำแหน่ง ‘หลิ่นเซิง’ ” หยางไคก็สอดกระบี่คืนเข้าฝักแล้วทำทีจะคุกเข่าคำนับแก่ท่านเจ้าเมือง แต่หยางหยุนเหลียงเห็นเช่นนั้นก็ตำหนิไปว่า“ห้ามมิให้คุกเข่า ด้วยเจ้าเป็นซิ่วไฉ่แล้วซึ่งการทั้งปวงนั้นหยางรุ่นชิงได้แจ้งกับข้าไว้สิ้น” ครั้นเจ้าเมืองกิ่วกั๋งเห็นหยางไคประสานมือค้อมตัวลงคำนับตามธรรมเนียมแล้ว จึงเริ่มไต่สวนในทันทีว่า“นายเรือเอกหวางมู่ ท่านจงรายงานสิ่งที่พวกเราได้ไปตรวจสอบและพบเจอที่ห้องสัมภาระ ให้ข้าฟังอีกสักรอบก่อนได้หรือไม่ ?” ฝ่ายหวางมู่แม้จะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงที่สุดในเรือสำเภาลำนี้ก็ตาม แต่เทียบไม่ได้กับข้าราชการชั้นเจ้าเมือง จึงกล่าวรายงานว่า“พัสดุที่ห่ออย่างดีไว้จำนวน 3 ห่อ ซึ่งเป็นของสำนักคุ้มภัยเซี่ยงอวี่นั้น พบว่ามี 1 ห่อ เป็นดินประสิวบริสุทธิ์หนักถึง 2 พันชั่งขอรับใต้เท้าหยาง ส่วนนักบู๊กว่า 30 คน ก็ล้วนให้การซัดทอดไปยังเซี่ยงเหลียงและเซี่ยงป๋อซึ่งเป็นผู้นำในการทำการทั้งสิ้น” หยางหยุนเหลียงฟังไปก็พยักหน้าไปคล้ายกำลังครุ่นคิดในเรื่องราวทั้งปวง แล้วไต่ถามขึ้นว่า“ข้าทราบมาว่าโจวจิ้งห้าวสนิทสนมกับคนทั้งสองนี้เป็นอย่างดี ท่านทราบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ !!” โจวจิ้งห้าวซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหวางมู่โดยตรง ซึ่งการจะปัดความรับผิดชอบของตนออกไปให้พ้นตัวให้ขาวสะอาดเอี่ยมย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงได้แต่ตอบว่า“ข้าพเจ้าทราบดี” กล่าวจบก็ยืนสั่นเทาด้วยความเกรงกลัวอาญากึ่งหนึ่ง ซึ่งหากโจวจิ้งห้าวมีความผิดต้องรับโทษตาย 3 ชั่วโคตรแล้ว ตนเองที่รับโทษตายหนึ่งเศษหนึ่งส่วนสอง ก็ย่อมไม่อาจรอดพ้นความตายด้วยเช่นเดียวกัน ฝ่ายหยางไคนั้นยังมีความรู้สึกดีกับนายเรือเอกผู้นี้เป็นอันมาก จึงกล่าวขึ้นว่า“โจวจิ้งห้าวแม้จะรู้จักมักคุ้นกับตัวการทั้งสองคน แต่บัดนี้ก็ได้สังหารเองกับมือ ตัวข้าพเจ้าและจอมยุทธทั้งสองจะขอเป็นพยาน” ฝ่ายจอมยุทธสำนักคุ้มภัยเหยาตี้ทั้งสองคนซึ่งต่างเห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดด้วยตาของตัวเอง ย่อมมั่นใจว่าโจวจิ้งห้าวคบค้าสมาคมกับนายน้อยตระกูลเซี่ยงทั้งสองอย่างแน่นอน ทั้งยังพยายามปกปิดความผิดอย่างเต็มความสามารถ แต่ในนาทีสุดท้ายนั้นชายร่างใหญ่โตผู้นี้ก็เป็นฝ่ายลงมือสังหารคนทั้งคู่อย่างเลือดเย็นด้วยเช่นกัน จนดวงตาทั้ง 4 คู่ บนศีรษะทั้งสองหัวยังไม่ทันกะพริบตาและเบิกค้างอยู่ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดต้องตายไปในลักษณะเช่นนั้นกันแน่ ? แต่เมื่อเห็นว่าหยางไคออกหน้ารับไปเช่นนั้น แม้ทั้งสองจะยังสงสัยในท่าทีและแผนการของอีกฝ่ายอย่างมากมายสักเท่าใดก็ตาม ก็ได้แต่ต้องพยักหน้ายืนยันในคำพูดของเด็กหนุ่มอย่างเสียมิได้ ฝ่ายหยางหยุนเหลียงเจ้าเมืองกิ่วกั๋งเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจใหญ่ แล้วกล่าวกับโจวจิ้งห้าวว่า"แต่ความผิดกับความชอบ ย่อมถือเป็นคนละส่วนกัน!!" ฝ่ายหยางรุ่นชิง เมื่อจัดการกับธุระที่ด้านล่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตามขึ้นมาที่ดาดฟ้า จึงเห็นศพทั้ง 3 ศพที่ถูกฟันแทง ณ ทางเดิน พร้อมกับร่างไร้ศีรษะอีก 2 ร่าง ณ ดาดฟ้าเรือ แล้วยังเห็นโจวจิ้งห้าวคุกเข่าอยู่ ส่วนหวางมู่นั้นยืนด้วยความสั่นสะท้านนัก ก็พอจะเดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เองจึงกล่าวไปว่า"การดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดนั้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์นัก ด้วยปลายทางยังมีผู้ร่วมอุดมการณ์อีก ข้าพเจ้าจึงขอโอกาสให้โจวจิ้งห้าวได้เดินทางไปยังเมืองเหลียวตงด้วยทางเรือเช่นเดิม แล้วทำการซ้อนแผนจับเอาคนมาลงโทษทั้งต้นทางปลายทาง จึงจะสมควรขอรับใต้เท้า" หยางหยุนเหลียงครั้นได้ฟังข้อเสนอของหยางรุ่นชิงก็ใจอ่อน จึงกล่าวแก่โจวจิ้งห้าวว่า"เห็นแก่หยางไคและหยางรุ่นชิงที่เอ่ยปากขอเอาไว้ เราจึงจะให้โอกาสเจ้าเพื่อแก้ตัว" หยางรุ่นชิงได้ยินเช่นนั้นก็เรียกให้โจวจิ้งห้าวติดตามคงไปที่ห้องสัมภาระเพื่อซักซ้อมแผนการทั้งปวง โดยมีพัสดุนั้น 3 ชิ้นนั้นเป็นเครื่องมือหลักในการกำจัดผู้ไม่หวังดีต่อชาติให้หมดสิ้นไป ฝ่ายโจวจิ้งห้าวมีเคารพนับถือทั้งรู้สึกติดค้างบุญคุณของหยางรุ่นชิงด้วยใจจริง ก็ด้วยต่างเป็นจอมยุทธยอดฝีมือด้วยกันทั้งคู่ ทั้งยังมีบุคลิกและลักษณะนิสัยก็คล้ายคลึงกันโดยธรรมชาติ แต่สำหรับหยางไคซึ่งมีบุคลิกนิ่มนวลอย่างนักศึกษา หนำซ้ำพลังหยางก็ถูกใช้ไปในพื้นที่พิเศษ จึงแทบไม่ปรากฏความก้าวร้าวอย่างที่บุรุษพึงมีและพึงเป็น ซึ่งโจวจิ้งห้าวเองที่ต้องติดตามขันทีใหญ่ในวังอยู่หลายปีก็ยิ่งรู้สึกเกลียดชังคนเหล่านี้จนลึกที่สุดของหัวใจ เพราะมีอยู่หลายครั้งหลายคราที่เขาต้องคอยรับใช้และบำเรอกามแก่พวกมันด้วยความจำยอม จึงทำให้ตนนั้นรู้สึกเกลียดชังบุรุษที่มีลักษณะอ่อนโยนไปโดยปริยายนั่นเอง..…เมื่อทุกเหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายแล้วหยางหยุนเหลียงก็เขียนหนังสือด่วนให้เรือเร็วรีบส่งไปยังเจ้าเมืองอู่ฮั่น เพื่อให้สั่งการจับกุมผู้คนในตระกูลเซี่ยงเอาไว้ทั้งหมดด้วยเป็นโทษคดีร้ายแรงที่ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ แล้วจึงสั่งให้นายเรือเอกหวางมู่และโจวจิ้งห้าวแล่นสำเภาออกจากท่าเรือกิ่วกั๋งไปเพื่อทำการใหญ่ให้แล้วเสร็จ จากนั้นจึงชักชวนหยางรุ่นชิงและหยางไคไปเยือนที่จวนของตน ณ เมืองกิ่วกั๋งด้วยความยินดี เพราะทั้งสามต่างก็เป็นคนของตระกูลหยาง ย่อมมีเรื่องต้องว่ากล่าวกันตามประสาญาติพี่น้องอย่างแน่นอนแล้ว..