หลิงหานยืนหวนคิดอย่างถี่ถ้วนอยู่ที่เดิมคิดอยู่นานจนจำได้รางๆ ขึ้นมาเหมือนว่าตัวเองเคยไปอัดรายการโรงเรียนประถมแห่งความหวังที่ตั้งอยู่ในเขตูเากันดารพอกลับมาก็ะเืใจอย่างมาก บริจาคเงินให้พื้นที่แถบนั้นไปไม่น้อยต่อมายังฉุกคิดทิ้งพินัยกรรมไว้ ถ้าตัวเองตายไปให้นำสมบัติทั้งหมดไปบริจาคแก่มูลนิธิเพื่อบรรเทาความยากจนเป็เงินช่วยเหลือเด็กๆ ในถิ่นทุรกันดารให้ได้เล่าเรียน
เขาทำตามความปรารถนาของตัวเอง แล้วก็ไม่ยึดติดกับเื่เงินทอง แต่ตอนนี้กลับไม่เหลือเงินให้ตัวเองสักแดงเดียว
หลิงหานเศร้าไปชั่วขณะ ทำได้เพียงยอมรับความจริง
“ขอถามหน่อยนะครับ คุณคือ...” เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถามต่อ
หลิงหานได้สติกลับมา ตอบไปว่า “ผมเป็แฟนคลับของไป๋จื่อเช่อแค่อยากมาดูเท่านั้นเอง”
เื่อื่นไม่ควรพูดเยอะหลิงหานพยักหน้าให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วเรียกรถจากไป
หลิงหานครุ่นคิดอย่างหนักอยู่บนรถดูท่าว่าหวังเอาเงินในมือของตัวเองเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว จากวันนี้ไปทำได้เพียงแค่พึ่งพาตัวเองหาเงินหลิงหานคิดไปคิดมา นอกจากการแสดงก็ไม่รู้ตัวเองจะทำอะไรคาดว่าต่อไปก็คงวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิง
เขานึกถึงงานนั้นของอีซวี่ขึ้นมาอีก ถ้าปฏิเสธงานนี้ไปจริงๆ อีซวี่ไม่ได้เสียหายเลยสักนิดแต่ตัวเองกลับต้องผิดใจกับอาคุน จากคุณสมบัติดาราเล็กๆ ระดับต๊อกต๋อยของตัวเขาเองตอนนี้ต่อไปก็อย่าได้คิดจะอยู่ GMG เลย
หลังไตร่ตรองอยู่นาน หลิงหานตัดสินใจรับงานนี้ เขาเตือนตัวเองต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี คว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้
หลิงหานจัดการเื่ตัวตนอย่างยากเย็นรอจนเสร็จเพิ่งจะนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ขอบคุณลู่ซือหยวนในห้องพักผู้ป่วยตอนนั้นสัญญากับเขาไว้ว่าอยากได้อะไรก็จะให้สิ่งนั้น วันนี้เพิ่งมานึกได้น่าอายเป็ที่สุด
ให้อะไรดีล่ะ
เขาล้วงกระเป๋าเงินนับดู หลังจากกลับถึงบ้าน มีเพียงธนบัตรบางๆไม่กี่ใบช่างน่าสงสาร อดีตเป็เศรษฐี ปัจจุบันเป็ยาจก ได้รับรู้ถึงความสำคัญของเงินอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง
นอกจากใช้สมองเลือกของขวัญให้จูเป่ยเสียนแล้วของขวัญคนอื่นเขาให้ผู้ช่วยเลือกให้ทั้งหมด ไม่มีประสบการณ์อะไรในด้านนี้เมื่อก่อนจูเป่ยเสียนเป็คนอ่อนโยนใส่ใจผู้อื่น รู้ว่าเขาไม่ถนัดเลือกของขวัญ ทุกๆวันเกิดก็จะบอกกับเขาตรงๆ ว่าตัวเองอยากได้อะไร ลดความกังวลใจไปได้มาก
นึกถึงจูเป่ยเสียน หลิงหานหน้านิ่งขึ้นอีกถึงจะอ่อนโยนใส่ใจอย่างไรแต่ก็เป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้น ตัวเขาเองก็โดนภาพลวงตาพวกนี้หลอกมาแล้ว
ออกไปดูก่อนแล้วกัน
หลิงหานถือเงินไปเลือกของขวัญที่ห้างสรรพสินค้า แล้วไม่นานก็ถอนตัวอย่างจนมุมของที่เข้าตาทั้งยังให้ได้อย่างไม่น่าอาย สำหรับเขาตอนนี้ราคาช่างน่าใเขายังต้องกินข้าวอยู่นะ ลู่ซือหยวนมีบุญคุณช่วยชีวิตตัวเองไว้ถึงอย่างไรก็ไม่อาจตระหนี่มากไปไม่ใช่หรือ
ยาจกหลิงเดินเล่นบนถนนพลางครุ่นคิดอย่างหนัก ใช้ชีวิตมาก็สองชาติแล้วเขาไม่เคยต้องกังวลเื่ของขวัญแบบนี้มาก่อนเดินๆ ไป สายตาพลันเหลือบไปเห็นร้านเซรามิก ใจเต้นขึ้นมาทันที
ภายในร้านเซรามิกมีแต่สาวๆ เมื่อเห็นหลิงหานก็ลอบสำรวจไม่หยุดหลิงหานฝืนใจพูดกับเ้าของร้านสาวที่เข้ามาต้อนรับ “ผม ผมอยากเผาโหลเซรามิกสักใบ”
เ้าของร้านสาวพูดอย่างยิ้มแย้ม “ได้เลยค่ะ จะทำขนาดประมาณไหนดีคะ”
หลิงหานใช้สองมือกะขนาด “ใหญ่ประมาณนี้”
“ให้แฟนสาวหรือคะ”
“ไม่ใช่ครับให้ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครับ”
สาวเ้าของร้านคิดว่าเขากำลังล้อเล่น จึงหัวเราะหึๆ ขึ้นมา “ตามฉันมาค่ะ”
ร้านเซรามิกแบ่งแยกนอกใน แยกวางแป้นหมุนขึ้นรูปเซรามิกไว้หลายเครื่อง บางคนนั่งข้างแป้นหมุนทำการขึ้นรูปอย่างตั้งอกตั้งใจสองมือเต็มไปด้วยดินสีน้ำตาลเข้ม ร้านเซรามิกของที่นี่ทำแค่ขึ้นรูปและเคลือบหากจะเผาต้องส่งไปทำที่อื่น
เมื่อก่อนตอนหลิงหานร่วมออกรายการเคยเรียนรู้การทำเซรามิกมานิดหน่อยตกลงราคากับสาวเ้าของร้านเรียบร้อยแล้วก็ลงมือทำอย่างมั่นใจเต็มที่ แต่ก่อนเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะเรียนทำเซรามิก เพราะทำขนาดค่อนข้างเล็กจึงทำสำเร็จได้โดยง่ายแต่ครั้งนี้เขาทำขนาดค่อนข้างใหญ่ทั้งยังต้องทำตามรูปแบบ ต้องใช้ทักษะขั้นสูงเซรามิกที่เขาคิดจะทำออกมาควรมีรสนิยมเหมือนในรูป แต่สิ่งที่ทำออกมาจริง...ชั่งน่าเวทนาเกินทนดู
ทำได้เพียงล้มทิ้งทำใหม่ซ้ำๆ ด้วยความจำใจ ใช้เวลาอยู่สามชั่วโมงเต็มเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว ในที่สุดก็ฝืนทำเซรามิกออกมาได้ตรงตามความ้าของเขา
ตอนเขาล้างมือที่อ้างล้างมือก็ได้เห็นหน้าตัวเองในกระจกใบหน้าเปื้อนดินเลอะเทอะทำให้เขาใในทันที
หลังล้างหน้าล้างมือเสร็จจึงกลับไปทำรูปร่างต่อ แก้ไขซ้ำๆอยู่หลายครั้งในที่สุดก็พอใจแล้ว สุดท้ายใช้ไม้เล็กบางลากเส้นลงบนโหลเซรามิกสองคำลวกๆขอบคุณ
ตอนเขาเรียนทำเซรามิกทำถึงขั้นตอนขึ้นรูปเท่านั้นคิดไม่ถึงเลยว่าขั้นตอนหลังจากนั้นค่อนข้างซับซ้อนวุ่นวาย ในร้านเซรามิกมีสาวสวยเรียนศิลปะอยู่คนหนึ่งเห็นหลิงหานหน้าตามอมแมมก็เข้ามาชี้แนะด้วยความเห็นใจในทันที สอนเขาวาดรูปลงสี
หลิงหานรู้สึกว่าทักษะตัวเองนั้นมีจำกัดจริงๆ ไม่กล้าแสดงความสามารถมากไปสุดท้ายตัดสินใจลงสีเพียงอย่างเดียว
“คุณอยากลงสีอะไรดีคะ” สาวสวยถาม
ลู่ซือหยวนชอบสีอะไร
หลิงหานที่ไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหาพบว่าบนนั้นเขียนไว้ว่าสีดำกับสีขาว
หึ ชอบคล้ายกันเลย
แต่คิดว่าในวงการบันเทิง ดาาายเก้าในสิบคนล้วนแสดงออกว่าชอบสีดำขาวเทาเหลืออีกคนชอบสีน้ำเงิน ความชอบในของพวกนี้ติดมากับการเป็ของศิลปิน
จึงเลือกระบายสีดำโดยไม่ลังเล ทั้งเรียบง่ายและปกปิดความน่าเกลียด
ลงสีเสร็จแล้วใช้แปรงเคลือบนิดหน่อย สุดท้ายผลิตภัณฑ์ที่เกือบจะสำเร็จก็เสร็จออกมา นึกไม่ถึงเลยว่าจะดูไม่เลวเลยทีเดียว
หลิงหานที่ทำสำเร็จเป็ครั้งแรกพอใจเป็อย่างมาก ทำโหลใบเดียวนึกไม่ถึงว่าใช้เวลาไปตั้งครึ่งวันตอนรอนำผลงานให้สาวเ้าของร้านนำไปเผา ฟ้าก็มืดไปหมดแล้วหลิงหานกลับบ้านทันที เร่งรีบไปทำธุระ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสัปดาห์ เขาไม่หยุดหาเบาะแสชีวิตของหลิงหานคนเก่า พยายามเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสภาพชีวิตของเขาให้มากขึ้นบัตรประชาชนและใบขับขี่ของหลิงหานคาดว่าคงหล่นหายตอนถูกโยนลงแม่น้ำ เขาต้องไปหาแผนกบุคคลปรับข้อมูลแล้วทำบัตรประชาชนและใบขับขี่ใหม่เมื่อก่อนมีผู้ช่วยช่วยเขาจัดการเื่วุ่นวายพวกนี้ วันนี้เขามาทำเองทีละอย่าง ช่างทรมานเหลือทน
ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้เขาลำบากแต่แปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน รู้สึกบอบบางเหมือนได้สร้างชีวิตตัวเองขึ้นมาทีละขั้น ค่อยๆ รับตัวตนของตัวเองตอนนี้ได้
แม้ตัดสินใจตอบรับเข้าร่วมแสดงใน MVของอีซวี่หลิงหานก็ไม่ใช่คนไม่รู้กาลเทศะ ่เขาโทรศัพท์หาอาคุนเพื่อขอโทษอย่างจริงใจยอมรับความผิดพลาดครั้งก่อนของตัวเอง มุ่งมั่นทำงานจากนี้ให้ดี อาคุนจึงพอใจกับการแสดงออกของเขามาก
เขาโทรศัพท์ขอบคุณเจี่ยงอี้เป็พิเศษอีกครั้ง ทำให้เจี่ยงอี้รู้สึกแปลกใจ
หลิงหานเข้าใจข้อมูลผ่านเจี่ยงอี้ เ้าของร่างเดิมนี้มีนิสัยหยิ่งยโสเพิ่งเข้า GMG ได้เพียงครึ่งปี รากฐานไม่ลึก ทั้งยังไม่ค่อยสนิทสนมกับคนอื่นๆเป็เจี่ยงอี้ที่แสดงความเป็มิตรก่อน ทั้งสองคนถึงได้เป็เพื่อนกัน
หลิงหานถามอย่างอดไม่ได้ “ทำไมตอนแรกนายถึงเป็เพื่อนกับฉัน”
แม้เจี่ยงอี้จะไม่ใช่ดาราดัง แต่ก็มีชื่อเสียงมากกว่าหลิงหานไม่มีเหตุผลที่ต้องลดตัวลงมาเป็เพื่อนหลิงหาน
เจี่ยงอี้เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบ “นายกับพี่ไป๋หน้าตาคล้ายๆ กันตอนนั้นพี่ไป๋ดีกับฉันมาก พอเขาประสบอุบัติเหตุผมกลับช่วยอะไรไม่ได้สักนิด...”
หลิงหานตกตะลึง
เจี่ยงอี้หยุดครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ “ฉันรู้มีบางคำที่นายไม่อยากฟัง แต่ฉันยังอยากจะพูดฉันรู้ว่านายทะเยอทะยาน แต่ในวงการนี้มีพี่ไป๋แค่คนเดียว พวกเราก็สงบใจไว้หน่อยค่อยๆ ก้าวไปกันเถอะ”
หลิงหานรู้ว่าคำพูดพวกนี้ของเจี่ยงอี้ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ ในหัวใจพรั่งพรูไปด้วยกระแสอบอุ่น“ขอบคุณ”
“อา ขอบคุณอะไรกันสองวันนี้รู้สึกเหมือนเปลี่ยนเป็อีกคนเลย...”
หลิงหานตื่นเต้นเล็กน้อย สงบลงอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “หลังจากเผชิญเื่ราวมาก็มักจะเติบโตขึ้นไม่อย่างนั้นชีวิตก็เสียเปล่าแล้ว นายว่าไหม”
เจี่ยงอี้หัวเราะ หลังจากทั้งสองคนคุยกันไม่กี่ประโยคก็วางสาย
พรุ่งนี้ต้องไปรายงานตัวที่บริษัท หลิงหานนึกถึงโหลเซรามิกที่ทำด้วยตัวเอง เขาขับรถไปรับผลงานที่เสร็จแล้วจากร้านเซรามิกอย่างเบิกบานรถของหลิงหานคือปอร์เช่ 911 จากสถานะทางการเงินของหลิงหานแล้วไม่อาจจ่ายทั้งหมดได้ไหว รถคันนี้มาจากไหนเขาตรวจสอบใบอนุญาตยานพาหนะ รถคันนี้เป็ของหลิงหานแน่นอน
คิดเป็ร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5e985a8f9bfc68dbf98421554d797302