ตอนที่ 13 ตะลึงกันเป็แถบ (1)
หัวใจของทุกคนหดตัวไปกับการเคลื่อนไหวของเขา ความหนาวถึงกระดูกพุ่งตัวจากสันหลังไปถึงก้านสมอง เส้นขนบนหลังพลันลุกชัน ภายในชั่วพริบตา พวกเขาราวกับมองเห็นกลุ่มคนชุดดำกำลังเปิดฉากเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่งภายใต้คำสั่งของเขา ท่ามกลางเสียงต่อสู้ฆ่าฟัน คนตรงหน้าสวมชุดตัวใหญ่ แขนเสื้อกว้าง โชกโชนไปด้วยกลิ่นคาวเื ราวกับจอมมารกำลังเดินออกมาจากส่วนลึกสุดของความมืดมิด เหยียบย่ำเืสีแดงฉานเข้ามาใกล้ทีละก้าว ฝีเท้าของเขาหนักแน่นมั่นคง ราวกับที่ย่ำอยู่นั้นไม่ใช่พื้นราบ หากแต่เป็ชีวิตของแต่ละคนที่กำลังคร่ำครวญ สีหน้าท่าทางของเขาไม่ได้มีแววคลุ้มคลั่ง ไม่มีความอำมหิต มีเพียงความเมินเฉยต่อสรรพสิ่งรอบกาย ราวกับบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดมีค่าพอให้เขาสนใจ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรอบนั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา
ที่น่าตะลึงที่สุดคือรูม่านตาของเขา รูม่านตาสีดำขนาดใหญ่ไม่ได้มีความแจ่มใสมีชีวิตชีวาเหมือนก่อนหน้านี้ มีเพียงความมืดมิดที่จะมีได้ในส่วนลึกสุดของหุบเหวลึกเท่านั้น ไร้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็มนุษย์ เผยเพียงความเป็มารที่สะกดกลั้นไว้ออกมารางๆ ลึกล้ำราวกับจะกลืนกินดวงิญญาของผู้คนได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจ จู่ๆ ศีรษะของเขาก็เอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยจนแทบไม่ทันสังเกต ขณะเดียวกันปีกจมูกก็ขยับเบาๆ ก่อนจะก้าวไปทางซ้ายหนึ่งก้าวเหมือนกับไม่ได้ตั้งใจ แล้วหมุนตัวไปอีกทิศทางหนึ่ง ด้วยการขยับเพียงน้อยนิด สีหน้าท่าทีของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยตลอดทั้งขั้นตอนนั้น ราวกับกำลังดูการเข่นฆ่าในลานบ้าน แต่ทุกคนในนี้ต่างก็รู้ว่า ที่จริงแล้วเขากำลังปิดบังร่องรอยของนางเอกที่ซ่อนตัวอยู่ตรงปากทางูเาจำลองท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย
เขาดูเหมือนจะเอามือไพล่หลังตามใจชอบ แต่ในระหว่างนั้นนิ้วมือข้างขวาก็หมุนเป็เส้นโค้งเล็กน้อยแล้วกำมือแน่น ราวกับดูดของชิ้นหนึ่งที่เล็กมากเข้ามาในฝ่ามือแล้วกำไว้...นั่นคือลูกปัดที่นางเอกเผลอทำหายขณะกำลังรีบหนีเอาชีวิตรอด
ขณะที่ของมาอยู่ในมือ ในที่สุดสายตาของเขาก็มีการเปลี่ยนแปลง เต็มไปด้วยความอ่อนโยน คะนึงหา แน่วแน่ และยังมีสิ่งที่ลึกล้ำจนทำให้คนหลั่งน้ำตาไม่ออก...ความเศร้าโศก
อารมณ์เหล่านี้ตัดสลับกันปรากฏภายใน่เวลาอันสั้น ก่อนที่สุดท้ายจะกลับมาสู่ความเงียบสงัดอันมืดมิดและอ้างว้าง
เขาจ้องมองไปยังเบื้องหน้าเงียบๆ เช่นนี้ ราวกับกำลังมองดูการเข่นฆ่าภายในลานบ้าน แต่ก็คล้ายกำลังมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งอยู่ไกลออกไป จากนั้น ศีรษะของเขาเอียงไปทางขวาเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่ตรงความสูงประมาณหนึ่งเมตรตรงหน้า เหมือนกำลังฟังบริวารรายงานอยู่ หลังจากเงียบขรึมไปครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากเปิดออกเบาๆ กล่าววาจาที่เฉียบแหลมและเ็าดุจคมมีดที่เปล่งแสงเย็นะเื
“ไก่สุนัขไม่เว้น[1]”
เอ่ยสี่คำนี้ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่กลับแสดงความเมินเฉยต่อชีวิตของเขาได้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังแฝงไว้ซึ่งความโเี้ที่ทำให้คนรู้สึกใจสั่น ทำให้ผู้ที่ได้ยินหนาวเยือกจากก้นบึ้งของหัวใจลามไปถึงไขกระดูก และทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นได้รับรู้ถึงความจริงข้อหนึ่ง
คนตรงหน้าก็คือม่อยวน
คือเครื่องมือสังหารที่ไร้ความรู้สึกของประมุขมาร
ภายในห้องเงียบสงบอย่างยิ่ง เงียบจนแม้แต่เสียงเข็มหล่นลงบนพื้นก็ยังได้ยิน ตลอดทั้งการแสดง จิติญญาของหลี่อวิ๋นตื่นเต้นจนถึงขีดสุด เขามองมู่ชิงที่อยู่กลางฉากโดยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งลมหายใจของเขาก็ยังแ่เบาสุดๆ กลัวว่าถ้าเสียงดังเพียงสักนิดจะทำร้ายม่อยวนที่อยู่ตรงหน้าจนอันตรธานหายไป
จนมู่ชิงโค้งคำนับเป็เชิงว่าการแสดงของตนจบแล้ว เขาถึงค่อยพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง การเพ่งสมาธิอย่างหนักก่อนหน้านี้ทำให้สมองของเขาเกิดอาการวิงเวียนชั่วคราว
นี่แหละทักษะการแสดงที่เขา้า!
นี่สิถึงจะเป็ม่อยวนในใจเขา!
เชิงอรรถ
^ หมายถึง ลงมือเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม แม้แต่ไก่หรือสุนัขก็ไม่ละเว้น