ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ตอนพิเศษ ส้ม lll


    ส้มมองกุหลาบสีขาวดอกโตในแจกันที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
    เธอชอบกุหลาบขาว…
    จำได้ว่ากุหลาบดอกแรกที่มีผู้ชายมอบให้เธอก็คือเพื่อนร่วมห้องเรียนที่ชื่อณรัชต์ และกุหลาบขาวดอกแรกที่ได้จากผู้ชายก็ยังเป็นเขาอีกเช่นเคย
    กระทั่งวาเลนไทน์เมื่อวานนี้แม้ส้มจะได้รับกุหลาบมาหอบใหญ่ แต่ในกุหลาบเหล่านั้นก็ยังคงมีเพียงณรัชต์เท่านั้นที่ให้กุหลาบขาวกับเธอไม่ต่างจากปีที่แล้ว...
    พอนึกไปถึงคนที่มอบกุหลาบขาว ส้มยอมรับว่าช่วงหลังมานี้เธอทำตัวไม่ค่อยดีกับเขานัก ไม่รู้ทำไมตัวเองถึงมักจะพาลหาเรื่องโกรธเพื่อนร่วมห้องเรียนคนนี้เป็นประจำ
    ‘เห็นแก่กุหลาบขาวที่ได้อีกครั้งในปีนี้เธอจะไม่หงุดหงิดใส่เขาอีกก็แล้วกัน’ ส้มบอกตัวเองขณะมองกุหลาบบนโต๊ะที่ได้มา ก่อนที่เสี้ยวความคิดหนึ่งจะแวบเข้ามาในหัว
    หรือเธอจะชอบเขา
    ไม่หรอก ส้มปัดความคิดนั้นทิ้งไป
    แรกเริ่มเดิมทีตอนแรกเป็นเพราะส้มเห็นเพื่อนรักอย่างบีพยายามทอดสะพานให้เพื่อนร่วมห้องอย่างวิทย์เธอจึงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มของเขาเท่านั้นและพอเธอเอาเรื่องความรักข้างเดียวของเพื่อนมาล้อมาแซวกันเล่น ยัยบีเพื่อนสนิทของเธอกลัวเสียเปรียบจึงพยายามหาเรื่องมาตอบโต้กลับโดยลากเพื่อนร่วมกลุ่มของวิทย์อย่างณรัชต์มาล้อเธอกลับบ้างเท่านั้น
    ส้มคิดว่าเธอคงแค่หวั่นไหวเพราะเพื่อนสนิทแซวเธอมากเท่านั้นเอง
    คิดว่าคงเป็นอย่างนั้นแหละ..
    เห็นแก่กุหลาบที่ได้มาอีกปี หลังจากวันวาเลนไทน์ส้มก็เลิกทำตัวอารมณ์เสียเหวี่ยงวีนใส่เพื่อนร่วมห้องเรียนอย่างณรัชต์อีก
    พอกุหลาบเริ่มเหี่ยว ส้มก็เอามาทับเก็บไว้เพิ่มในสมุดไดอารี่เป็นดอกที่สอง






    ตั้งแต่พ่อของส้มลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ่อกับแม่ของเธอทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านนักต้องตระเวนหาเสียงตลอดแทบทุกวัน
    แม่ก็ชวนเธอไปด้วย แต่ส้มปฏิเสธไปขออยู่บ้านดีกว่า
    แต่ในสุดสัปดาห์หนึ่งตอนพ่อกับแม่บอกเธอว่าวันนี้จะไปหาเสียงในพื้นที่บ้านของนะเพื่อนร่วมห้องของเธอ ส้มเปลี่ยนใจขอตามไปด้วย
    เธอก็แค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้นเอง
    หลังวันวาเลนไทน์พอส้มไม่ได้ทำตัวหงุดหงิดใส่ณรัชต์เหมือนอย่างเคย เขาก็ดูเหมือนจะงุนงงเล็กน้อยในช่วงแรก ก่อนจะกลับมาทำตัวเป็นปกติไม่มีปฏิกิริยาอะไรเปลี่ยนแปลง
    แต่ส้มรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายก็ลดอาการเมินเฉยเธอลง และยังกล้าหยอกล้อเธอเล่นอยู่หลายครั้งอีกด้วย ไม่ได้ทำตัวเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงตลอดอย่างที่เคยทำมา
    ในวันไปหาเสียงกับพ่อแม่และได้แวะไปบ้านของนะก็ทำให้ส้มรู้จักตัวตนของเขาที่เธอไม่เคยเห็นตอนอยู่ที่โรงเรียนหลายอย่างพอได้มาเห็นณรัชต์เวลาอยู่บ้าน ตอนพูดอ้อนแม่ เย้าแหย่พี่สาวและพูดคุยกับผู้ใหญ่และแขกเหรื่อในบ้านอย่างอารมณ์ดีก็ทำให้ส้มนึกถึงตัวเขาเมื่อก่อน
    แต่ก่อนเพื่อนร่วมห้องเธอคนนี้ก็จะเป็นแบบนี้ล่ะเป็นคนอารมณ์ดี สนุกสนาน อยู่ใกล้แล้วสบายใจ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงเปลี่ยนมาเป็นคนเก๊ก ท่ามากเหมือนเพื่อนสนิทอย่างวิทย์ด้วยก็ไม่รู้
    ส้มชวนพี่สาวของณรัชต์คุย เธออยากรู้ว่าเขาทำตัวอย่างไรบ้างเมื่ออยู่ที่บ้านกับครอบครัว





    หลายวันต่อมาหลังวันหาเสียง
    ตอนสายจู่ๆ พ่อของส้มก็ส่งข้อความเข้าเพจเจอร์ของเธอว่าให้คนขับรถนำองุ่นนอกถุงใหญ่มาส่งให้ที่โรงเรียนเพื่อให้เธอนำไปให้เพื่อนร่วมห้อง
    ในห้องเรียนช่วงเช้ามีเพื่อนร่วมห้องอยู่กันคึกคัก ส้มจึงรอจนพักเที่ยงถึงชวนบีเพื่อนสนิทเอาองุ่นไปให้นะที่โต๊ะประจำของกลุ่มพวกเขา
    เดินมากับเพื่อนสาวจนมองเห็นคนที่เธอจะเอาของฝากมาให้ เพื่อนสนิทของเธอก็ชะงักไม่เดินต่อ
    “แกไปคนเดียวเถอะ เห็นวิทย์นั่งสวีทอยู่กับแฟนแล้วฉันสะเทือนใจ” บีใช้น้ำเสียงราวกับนางเอกละครหลังข่าวที่กำลังสะเทือนใจอย่างเห็นได้ชัดว่าโอเวอร์แอคติ้ง
    แม้จะรู้ว่าเพื่อนสนิทพูดเล่นแต่ส้มก็อดไม่ได้ที่จะปลอบใจและให้กำลังใจไป
    “แกก็มีดีไม่แพ้ไอซ์หรอกน่า ไหนบอกว่าจะตีให้แตกไง”
    “จริงเหรอแก ฉันมีดีสู้ไอซ์ได้เรื่องไหนมั่งอ่ะ” เพื่อนสนิทส้มเปลี่ยนเป็นกระดี๊กระด๊าขึ้นมาพร้อมกับรอฟังคำชม
    ส้มชะงัก ก่อนจะพยายามนึกเปรียบเปรียบเทียบข้อดีของเพื่อนสาวคู่ซี้ว่ามีเรื่องไหนเหนือกว่าดาวโรงเรียนห้องสามบ้าง
    แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกจึงได้แต่เงียบไป
    “ขอบใจย่ะ ที่อุตส่าห์เป็นคนจริงใจกับเพื่อนจนไม่อยากพูดโกหก” บีบ่นออกมาเมื่อเห็นว่าส้มยืนนึกข้อดีอยู่นานก็ยังนึกไม่ออก
    “แกตลกกว่าไอซ์นะ” ส้มพูดถึงข้อดีของเพื่อนสนิทเท่าที่นึกออก
    “นั่นเรียกว่าข้อดีหรือยะ!” เพื่อนสนิทของส้มอุทานอย่างอ่อนใจ ก่อนจะกล่าวต่อ
    “อย่าเพิ่งมาห่วงฉันเลย เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ไป ไป้ เดี๋ยวใครจะคาบไปก่อน” บีผลักส้มที่ยืนถือถุงองุ่นให้เดินออกไปข้างหน้าส้มจึงเดินเอาถุงองุ่นตรงไปที่โต๊ะส่งให้คนที่พ่อฝากมาให้...





    เช้าวันเลือกตั้งบ้านของส้มก็คึกคักตั้งแต่เช้า
    ญาติมิตรและหัวคะแนนคนสำคัญหลังจากเข้าคูหาเลือกตั้งเสร็จต่างก็พากันมาชุมนุมกันที่บ้านของส้มเพื่อรอลุ้นนับคะแนนการเลือกตั้งในวันนี้เพราะต้องรับแขกมากมายส้มจึงต้องตื่นแต่เช้าออกมาช่วยแม่รับรองแขกทั้งวัน
    ตกค่ำเป็นงานงานเลี้ยงเล็กๆ ในกลุ่มคนใกล้ชิดกับครอบครัว ส่วนใหญ่ก็เป็นนักธุรกิจในตัวจังหวัดของหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมที่ครอบครัวของส้มรู้จักกันมานาน จนกระทั่งรุ่นลูกรุ่นหลานที่อายุน้อยก็รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดีเพราะไปมาหาสู่กันมานาน อย่างครอบครัวของบีเพื่อนสนิทส้มก็อยู่ในกลุ่มนี้
    ส้มที่อยู่กับกลุ่มแขกรุ่นเล็กในบ้านก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องที่ทำให้ความรู้สึกของเธอสับสนยุ่งเหยิงในช่วงหลังก็มาในงานด้วย“อ้าว นะ มาได้ไงน่ะ” เพื่อนสนิทของส้มทักขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนชายร่วมห้องเรียนเดินเข้ามาในบ้านของเพื่อนสนิทวันนี้“หรือว่า...อะ อะ” บีหันหน้าไปทางส้มพร้อมทำตาวิบวับและน้ำเสียงมีเลศนัย
    “พ่อแม่ของนะก็รู้จักกันกับพ่อแม่เราบีก็รู้นี่” ส้มรีบอธิบาย
    บียังคงทำหน้าล้อเลียนก่อนจะหยิบสมุดเฟรนด์ชิปเล่มพิเศษที่ส้มให้เฉพาะเพื่อนสนิทที่เจ้าตัวติดมือมาคืนเจ้าของในวันนี้ยื่นส่งไปทางผู้มาใหม่
    “อ้อ!! พอดีเลยเราเพิ่งเขียนเฟรนด์ชิปของส้มเสร็จ นะเอาไปเขียนต่อเลยนะ” เพื่อนสนิทของส้มจัดแจงโดยไม่ขอความเห็นเจ้าของสมุดเท่านั้นยังไม่พอ เพื่อนซี้ของส้มยังเจ้ากี้เจ้าการกวักมือเรียกแม่บ้านมาช่วยถ่ายรูปคู่ของเธอกับนะไว้เพื่อเก็บไว้ติดในสมุดเฟรนด์ชิปด้วย
    “อ้อ! เดี๋ยวมาถ่ายรูปเอาไว้ติดในเฟรนด์ชิปด้วย”
    หลังจากนั้นส้มก็เห็นณรัชต์นั่งกินเครื่องดื่มกับขนมอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ กลุ่มพวกเธอเพียงพักเดียวก่อนจะหายตัวไป
    วันนั้นพ่อของส้มก็ได้ตำแหน่งเป็นว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย





    เช้าวันต่อมาในช่วงคาบว่าง
    ขณะที่ส้มกับกลุ่มเพื่อนสาวร่วมห้องกำลังตั้งวงเม้าท์เรื่องนั้นเรื่องนี้กันเจี๊ยวจ๊าวตามปกติ คนที่ได้สมุดเฟรนด์ชิปเล่มพิเศษของส้มไปเขียนเมื่อวานก็เดินดุ่มๆ นำมาคืนกลางวง
    “อ่ะ ส้มเขียนเสร็จแล้ว”
    “อ้าว ส้มใช้เฟรนด์ชิปสองเล่มเลยเหรอ” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่เพิ่งได้สมุดเฟรนด์ชิปของส้มไปเขียนถามขึ้นอย่างสงสัย
    “อือ ไว้ให้เขียนหลายคนน่ะกลัวไม่พอ” ส้มตอบด้วยใบหน้าแดงเล็กน้อย โดยไม่ได้อธิบายความจริงเพิ่มเติมว่าสมุดเฟรนด์ชิปเล่มนี้เป็นเล่มพิเศษสำหรับให้กลุ่มคนพิเศษเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
    ส้มยังไม่ทันได้ยื่นมือรับสมุดเฟรนด์ชิปจากณรัชต์ก็ถูกบีเพื่อนสนิทถือวิสาสะคว้าไปก่อน พร้อมเปิดอ่านที่ด้านในทันที ส่วนคนที่เอาสมุดเฟรนด์ชิปมาคืนก็หันหลังเดินกลับโต๊ะทันที
    “แกเขียนอะไรอ่ะนะ ไอ้สิ่งที่ชอบ นางฟ้า เนี่ย” เพื่อนสนิทส้มส่งเสียงถามตามหลัง
    แต่คนเขียนก็ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม กลุ่มของพวกส้มจึงพากันทายไปต่างๆนานา อย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก ก่อนจะพากันเปลี่ยนเป็นมานินทาเพื่อนร่วมห้องผู้ชายที่เป็นที่สนใจที่สุดในห้องเวลานี้แทน
    “จะว่าไปนะก็หล่อเหมือนกันนะ ทำไมแต่ก่อนถึงไม่ถึงไม่สังเกตเลยนะ” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นมา
    “พักหลังๆ เต้าหมิงซื่อของแกก็เท่ขึ้นจริงๆ นั่นล่ะ” บียื่นหน้ามากระซิบข้างๆ หูส้มแล้วหยุดพูด ก่อนจะกระซิบต่อ
    “ถ้าไม่ติดว่าจะผิดใจกับเพื่อนนะ ฉันหันมาจีบนะแทนวิทย์ดีกว่า”
    ปฏิกิริยาของส้มจึงเป็นการยื่นมือไปหยิกเพื่อนสนิทพร้อมกับมองค้อน
    ส้มไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนาหรือออกความเห็นเรื่องของเพื่อนร่วมห้องคนที่ทำให้เธอวุ่นวายใจคนนี้ ทำเพียงนั่งฟังกลุ่มเพื่อนพากันนินทาอย่างเดียวนางฟ้าเหรอ...





    วันหยุดสุดสัปดาห์หลังจากวันเลือกตั้ง
    ปกติแล้วพ่อของส้มจะมีธุระมากมายไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน แต่ส้มกับพ่อก็มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันอย่างน้อยเดือนครั้งสองครั้งอยู่หนึ่งอย่าง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แม่ของเธอไม่ค่อยชอบใจนักและมักบ่นอยู่เสมอที่พ่อพาเธอไปหัดตั้งแต่อายุสิบขวบ
    ในสนามยิงปืนหลังจากยิงกระสุนหมดไปคนละชุดพ่อของส้มก็หันมาชวนคุยถึงเรื่องของครอบครัว
    ธุรกิจหลักของครอบครัวเธอคือโรงแรมระดับห้าดาวหนึ่งแห่งใจกลางเมืองและโรงแรมระดับสี่ดาวกับสามดาวอีกสามแห่งในจังหวัดข้างเคียง ส่วนธุรกิจที่เหลืออื่นๆ ส้มไม่ค่อยรู้จักทั่วถึงนักเพราะส่วนใหญ่ธุรกิจพวกนี้เป็นธุรกิจที่พ่อของเธอเป็นหุ้นส่วนร่วมกับนักธุรกิจคนสำคัญคนอื่นๆ ในจังหวัด
    หลังจากจากได้รับตำแหน่งใหม่คราวนี้ พ่อของส้มบอกว่าอยากให้เธอเรียนต่อเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจหรือบริหารการโรงแรมมากกว่าคณะที่เลือกสอบไปเมื่อเอนทรานซ์คราวก่อน
    “ต่อไปพ่อคงยุ่งเรื่องงานการเมืองไม่ได้ไปช่วยทางโรงแรม ลูกเรียนทางนี้ได้ก็ดีจะได้ไปช่วยแม่เขาหน่อย”
    “ค่ะ”
    ส้มตอบรับขณะก้มหน้าก้มตาบรรจุกระสุนชุดใหม่ลงซองกระสุน พร้อมกับนึกไปถึงเหตุผลที่เธอเลือกคณะสอบเอนทรานซ์รอบแรกเมื่อคราวก่อน
    ไม่อยากจะยอมรับนักว่าเธออาจจะเลือกคณะนั้นเพราะอยากแข่งขันกับบิ๋ม หัวหน้าห้อง เท่านั้น
    ดังนั้นเมื่อพ่อของส้มเสนอคณะที่อยากให้ลูกสาวเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมาให้ ส้มที่ก็ยังไม่ได้มีคณะที่อยากเรียนต่อจริงจังอะไรนักจึงไม่ได้แย้งหรือคัดค้านเรื่องนี้
    พ่อของส้มทำหน้าแปลกใจที่ลูกสาวว่าง่าย ไม่ได้แย้งเรื่องที่ถูกบังคับให้เรียนอย่างที่ทางบ้านต้องการ ทั้งที่ตามปกติลูกสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเป็นตัวของตัวเองจนมีนิสัยไม่ชอบให้ใครบังคับ และไม่ยอมใครจนเข้าขั้นเอาแต่ใจ
    เมื่อเห็นลูกสาวคนเดียวไม่คัดคัดค้านข้อเสนอเรื่องคณะเรียนจึงหันไปชวนคุยเรื่องอื่น
    “อ้อ! วันงานเลี้ยงขอบคุณอย่าลืมชวนเพื่อนส้มมาด้วยนะ”
    “นะ หรือคะ”
    “ใช่”
    “ค่ะ” ส้มตอบรับเสียงสดใส





    อาทิตย์ต่อมาส้มยังไม่ทันชวนณรัชต์ไปงานเลี้ยงที่บ้านก็เห็นเขามัวแต่วุ่นวายกับทางโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องคัดค้านการจัดระเบียบหมาแมวจรในโรงเรียน
    ส้มรู้สึกแปลกใจที่เห็นเขาจริงจังกับเรื่องนี้ เธอรู้ว่าเขาเป็นคนจิตใจดี แต่ไม่นึกว่าจะเป็นคนรักสัตว์และใส่ใจพวกหมาแมวในโรงเรียนขนาดนี้เห็นณรัชต์วุ่นวายกับเรื่องนี้ส้มจึงนึกสนุกชวนกลุ่มเพื่อนสาวขาเม้าส์ร่วมห้องเรียนไปช่วยกันเชิญชวนเรียกคนเข้ามาลงชื่อด้วย
    “นะนี่เสน่ห์แรงเนอะ” เพื่อนสาวที่ยืนข้างๆ ส้มกล่าวขึ้นอย่างตั้งข้อสังเกตขณะพวกเธอกำลังชักชวนคนมาลงชื่อคัดค้านการจัดระเบียบสัตว์ในโรงเรียน
    ส้มมองตามสายตาของกลุ่มเพื่อนสาวก่อนขมวดคิ้ว
    พักหลังเธอพบว่ามีผู้หญิงอยู่รอบตัวของนะหลายคน อย่างตอนนี้ที่เห็นก็มีทั้งกลุ่มรุ่นน้องมอห้าและรุ่นน้องมอสี่อยู่หลายคน ฟังว่าเป็นอดีตกลุ่มนักกีฬาในสังกัดตั้งแต่คราวกลุ่มนะเป็นสตาฟนักกีฬาตอนงานกีฬาสีโน่น
    ผ่านมาตั้งเกินครึ่งปีแล้วก็ยังเห็นรุ่นน้องกลุ่มนี้วนเวียนอยู่รอบรุ่นพี่สตาฟนักกีฬาอยู่เหมือนเดิม
    และที่เด่นที่สุดก็หนีไม่พ้น น้องบีน่าชั้นมอสี่ ดาวโรงเรียนที่ในตอนนี้กำลังโด่งดังมากขึ้นไปอีกจากการเป็นนางเอกโฆษณา
    นึกไม่ถึงเลยว่าอดีตลูกสมุนของกลุ่มพวกเธอจะมีดีให้รุ่นน้องหลายคนรุมล้อมได้ขนาดนี้
    ส้มกับกลุ่มเพื่อนสาวช่วยเรื่องเชิญชวนคนมาลงชื่ออย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก และเรื่องนี้ในท้ายที่สุดก็สำเร็จไปได้ด้วยดี
    เรื่องการช่วยหมาแมวให้ไม่ต้องโดนจัดระเบียบฯ นี้ส้มเอาไปเล่าให้ที่บ้านฟังด้วยในช่วงมื้อค่ำวันหนึ่ง
    “คัดค้านแต่ก็เสนอแนะวิธีแก้ไข ไม่แตกหักแถมยังหาทางลงให้ผู้อำนวยการด้วย เพื่อนลูกคนนี้เหมาะจะเล่นการเมืองไม่ก็เป็นผู้บริหาร” พ่อของเธอวิจารณ์เพื่อนชายร่วมห้องเรียนคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้
    “แต่นะคงอยากเป็นนักเล่นหุ้นอย่างเดียวมั้งคะ อยู่โรงเรียนก็ไม่เห็นเขาสนใจอย่างอื่นเลยนอกจากหนังพิมพ์เศรษฐกิจ” ส้มนินทาพ่อมักจะถามถึงนะบ่อยๆ เมื่อเธอพูดถึงเรื่องที่โรงเรียน
    ดูเหมือนพ่อของเธอจะถูกชะตากับเพื่อนร่วมห้องเรียนคนนี้มากกว่าเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ของเธอเสียอีก...





    เย็นวันงานเลี้ยงของคุณของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่
    หลังกลับจากโรงเรียนส้มก็เลือกชุดอยู่นานกว่าจะได้ชุดที่ชอบที่สุดสำหรับงานวันนี้
    นึกไปถึงเพื่อนร่วมห้องเรียนผู้ชายคนเดียวที่ได้รับเชิญมางาน วันนี้ที่โรงเรียนก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะว่าอะไรหลังจากเธอชวนมางานนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนเธอรีบกลับบ้านมาแต่งตัวยังเห็นเขานั่งดูทีมฟุตบอลของห้องแข่งอยู่เลยทั้งที่ก็ไม่ได้ลงสนามกับใครเขา
    ส้มกระวนกระวายใจเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเมื่อเดินออกไปที่ศาลาจัดงานแล้วไม่เห็นคนที่เธอนึกถึง เธอเห็นครอบครัวของเขามางานทุกคนแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมางานที่บ้านวันนี้ด้วยหรือเปล่า
    ในศาลาและลานหน้าบ้านส่วนใหญ่จะมีแต่แขกสูงอายุ ส้มจึงชวนกลุ่มเพื่อนและแขกรุ่นราวคราวเดียวกันเข้าไปภายในบ้านที่มีโซฟารับแขกให้นั่งเล่นสบายกว่า
    นั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนและแขกคุ้นเคยไปได้พักใหญ่คนที่เธอนึกถึงก็โผล่หน้ามาให้เห็น
    “ส้ม พ่อเรียกให้ออกไปไหว้ผู้ใหญ่แหนะ”
    ส้มรีบลุกขึ้นเดินไปหาคนที่เรียกชื่อทันที
    แต่พอเดินมาด้วยกันจนถึงจุดที่พ่อของส้มยืนอยู่ คนที่พาเธอเดินมาก็หายไปทันทีโดยยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย
    แม่ของส้มที่ยืนรับแขกอยู่ข้างๆ พ่อบอกให้เธอไหว้แขกสองคนที่กำลังยืนคุยอยู่กับพ่อและแม่
    “ส้ม ไหว้คุณลุงกับพี่เขาสิ”
    ส้มยกมือไหว้คนรู้จักของบิดาที่ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นประธานหอการค้าจังหวัดพร้อมกับลูกชายที่มาในงานวันนี้
    “ส้มจำพี่ได้ไหม เมื่อก่อนตอนส้มเด็กๆ พี่ยังเคยเล่นด้วยเลย” แขกคนลูกรับไหว้พร้อมกับกล่าวทักทายเธอ
    ส้มได้แต่นึกแย้งในใจ'ใครจะไปจำได้กัน เรื่องตั้งแต่เด็กแบบนั้น บ้านเธอมีแขกเข้าออกเยอะแยะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร'
    “ค่ะ” ตอบรับไปตามมารยาท ก่อนจะกวาดสายตามองหาเพื่อนร่วมห้องเรียนที่มาเธอมาตรงนี้ว่าอยู่ตรงไหนในงาน
    หลังจากอยู่ไหว้แขกผู้ใหญ่อีกหลายคนพร้อมกับบิดามารดาจนครบ ส้มก็ถูกลูกชายของประธานหอการค้าคนที่อ้างว่าเคยเล่นกับเธอตอนเด็กชวนคุยเซ้าซี้จนรำคาญเขาจะจบเมืองนอกหรือจะเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง เธอก็ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย ใครชอบผู้ชายขี้โม้กัน
    ผู้หญิงถ้าอยากจะรู้เรื่องผู้ชายคนไหนเขาหาทางสืบได้เองทั้งแหละ แถมละเอียดกว่าที่จะรอผู้ชายมาบอกอีก ไม่ต้องรอให้เจ้าตัวมาป่าวประกาศเองแบบนี้หรอก
    ส้มรีบชิ่งจากคู่สนทนาทันทีเมื่อเห็นบรรยากาศในงานเปลี่ยนเป็นการเต้นลีลาศ
    และเพื่อป้องกันคนเซ้าซี้ตามมาขอเธอเต้นลีลาศคู่ด้วย ส้มจึงตรงไปหาคู่ลีลาศที่เธอมองเห็นอยู่มุมหนึ่งของงานทันที
    อาจเพราะพวกเธอได้ซ้อมเต้นคู่กันมาหลายสิบรอบ ในงานวันนี้ส้มจึงรู้สึกว่าพวกเธอเต้นลีลาศได้ลื่นไหลเป็นพิเศษ
    งานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุนของพ่อคืนนี้เป็นวันที่ส้มมีความสุขมากกว่าตอนรู้ผลเลือกตั้งผู้แทนราษฎรของพ่อเสียอีก...







    วันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมอปลาย ส้มตื่นเช้ามาอย่างใจหายเล็กน้อย
    แม้จะเข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้เพียงสามปีแต่ส้มกับเพื่อนผู้หญิงในห้องก็มีความผูกพันกับโรงเรียนแห่งนี้ไม่น้อยกว่าเพื่อนร่วมห้องเรียนผู้ชายที่เรียนกันมาหกปี
    กิจกรรมเช้าวันปัจฉิมนิเทศนี้กลุ่มเพื่อนผู้หญิงทุกคนที่แม้ปกติจะอยู่กลุ่มใครกลุ่มมัน ต่างพากันมารวมตัวเชียร์เพื่อนผู้ชายที่เป็นตัวแทนของห้องแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์งานปัจฉิมนิเทศ
    หลังจากพิธีหน้าเสาธงช่วงเช้าเสร็จรักเรียนหญิงห้องของส้มทั้งหมดต่างก็มารวมตัวกันที่ข้างสนามฟุตบอลโดยยึดมุมหนึ่งของสแตนเชียร์เป็นที่นั่งรวมกันของสมาชิกห้อง 4 คนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาหรือไม่ได้ลงสนามแข่งวันนี้
    ส้มเลือกที่นั่งกลางสแตนเชียร์ด้านหน้าที่ใกล้สนามที่สุดโดยมีบีและเพื่อนผู้หญิงส่วนใหญ่นั่งถัดไปทางด้านซ้ายมือและด้านบน ส่วนด้านขวามือของส้มเป็นเพื่อนผู้ชายห้อง 4และณรัชต์ที่เพิ่งเดินกลับมาจากริมสนามตรงที่นักกีฬาตัวจริงและตัวสำรองชุมนุมกันอยู่ก็นั่งอยู่ที่นั่งด้านขวามือไม่ห่างจากส้ม
    ส้มเล่นกีฬามาบ้างจึงพอจะรู้กติกาและดูฟุตบอลรู้เรื่อง พอเห็นณรัชต์คุยเรื่องแผนการเล่นของทีมกับเพื่อนร่วมห้องเธอจึงขยับไปนั่งข้างๆ เพื่อฟังด้วย
    พอการแข่งขันเริ่มขึ้นส้มก็ลุ้นนั่งลุ้นฟุตบอลไปพร้อมกับเพื่อนร่วมห้อง
    การแข่งขันของทีมฟุตบอลห้องเธอเต็มไปด้วยความกดดัน เพราะทุกคนต่างรู้ว่าทีมห้อง 12 ที่มีนักกีฬาทีมโรงเรียนจำนวนมากคือตัวเต็งในนัดชิงชนะเลิศนี้
    นั่งลุ้นไปกับเพื่อนร่วมห้องที่ข้างสนามจนผ่านไปกว่าสามสิบนาที เมื่อทีมห้อง 4 ของพวกเธอทำประตูขึ้นนำได้สำเร็จส้มก็ลุกขึ้นยืนดีใจส่งเสียงเฮไปกับเพื่อนร่วมห้อง ขณะไม่ทันรู้ตัวคนนั่งข้างที่ลุกขึ้นยืนเฮด้วยกันก็หันมาทางส้มพร้อมกับวาดแขนซ้ายมากอดคอเธอด้วยความดีใจ
    ส้มยืนตัวแข็งหน้าแดงจรดใบหู ส่วนคนที่กอดเธอพอนึกขึ้นได้ก็ปล่อยแขนทันที ท่ามกลางเพื่อนร่วมห้องรอบข้างที่พากันดีใจจึงแทบไม่มีใครทันเห็นฉากเหตุการณ์นี้หลังจากพากันลุกขึ้นเฮดีใจกันทั้งสแตนเชียร์แล้วทุกคนต่างก็ค่อยๆ ทยอยนั่งลงเชียร์ตามปกติ
    ยกเว้นเพื่อนสนิทของส้มที่นั่งอยู่ไม่ห่างด้านซ้ายมือที่ยื่นหน้ามากระซิบเบาๆ ที่ข้างหู
    “เมื่อกี้ฉันเห็นอะไรแวบๆ นะ เหมือนมีคนกอดกันด้วยแหละเธอ ใช่ไหมๆ ”
    ในสนามทีมของห้อง 4 ถูกทำประตูตีเสมอทำให้ความสนใจของกองเชียร์หันกลับไปที่สนามอีกครั้ง ส้มที่ยังหน้าแดงอยู่อย่างคนมีพิรุธก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ยอมต่อปากต่อคำกับเพื่อนสนิท
    ไม่กี่นาทีต่อมาทีมห้อง 4 ก็ถูกห้อง 12 กลับมาทำประตูพลิกขึ้นนำเป็นสองประตูต่อหนึ่ง
    ส้มไม่สนใจบีที่ทำหน้าล้อเลียนอยู่ข้างๆ หันไปมองตัวต้นเหตุที่ทำให้ถูกล้อ เห็นเขากำลังใส่ผูกเชือกรองเท้าฟุตบอลจึงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
    “นะจะลงไปเล่นด้วยเหรอ” เธอไม่เคยเห็นเขาลงเล่นให้ทีมห้อง 4 ในนัดที่ผ่านๆ มาเลยนี่นา
    “ถึงเวลาพระเอกออกโรงแล้ว” อีกฝ่ายตอบพร้อมกับขยิบตาให้
    ส้มมองตามณรัชต์ที่เดินผ่านลู่วิ่งตรงไปริมสนามจุดที่นักฟุตบอลตัวสำรองจับกลุ่มกันอยู่ ระหว่างเจ้าตัวเดินผ่านข้างสนามก็มีกองเชียร์สาวๆ ส่งเสียงเชียร์กรี๊ดกร๊าด
    ส้มเห็นอีกฝ่ายโบกมือให้กองเชียร์ที่ส่งเสียงเชียร์ด้วย
    “พระเอกแกนี่จะป๊อปเกินหน้าหน้าแกแล้วนะ” บียังคงหาเรื่องมากระเซ้าเธอไม่เลิก
    ลงสนามไปเพียงไม่ถึงสิบนาทีส้มกับเพื่อนร่วมห้องบนสแตนเชียร์ก็ได้เฮกันสุดเสียงอีกครั้งเมื่อณรัชต์เป็นคนส่งบอลไปให้เพื่อนสนิทอย่างเต้หลุดเข้าไปทำประตูตีเสมอเป็นสองประตูต่อสอง
    ก่อนกรรมการเป่าหมดเวลาครึ่งแรกส้มเดินไปซื้อน้ำเปล่าและเครื่องดื่มที่ซุ้มขายน้ำไม่ห่างสแตนเชียร์มาหลายขวด ก่อนจะรีบส่งแก้วน้ำอัดลมในมือส่งให้เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ เพื่อที่เพื่อนเธอจะได้ปากไม่ว่างมาล้อเธออีก
    ส่วนน้ำเปล่าที่เหลือเธอซื้อมาเผื่อคนเหงื่อโชกที่กำลังเดินออกจากสนามตรงมาทางสแตนเชียร์ของห้อง
    เพื่อนสนิทของส้มดูดน้ำในแก้วไปอึกหนึ่งก่อนจะคายหลอดแล้วยื่นมือไปกระตุกแขนเสื้อส้มยิกๆ อย่างร้อนใจแทน
    “ส้มๆ แย่แล้วๆ พระเอกของแกมีนางเอกโฆษณามาส่งผ้าเช็ดหน้าตัดหน้าแกแล้วว่ะ” น้ำเสียงเปลี่ยนจากล้อเลียนกลับตรงข้ามมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเพื่อนซี้อย่างเต็มที่
    ส้มเองก็มองเห็นภาพรุ่นน้องสาวลูกครึ่งดาวโรงแรียนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ณรัชต์พร้อมๆ กับเพื่อนสนิท
    บนสแตนเชียร์ของห้องมอหกทับสี่ที่ส้มกำลังนั่งอยู่ต่างพากันกระซิบพร้อมกับชี้มือชี้ไม้ไปทางทั้งคู่ที่ตกเป็นเป้าสายตา ราวกับจะชี้ชวนกันดูฉากหนึ่งในมิวสิควิดีโอเพลงวัยรุ่น
    หลังจากณรัชต์ก็ตรงกลับมานั่งข้างส้มเหมือนเดิมพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดหน้าที่เพิ่งได้มาเช็ดหน้าเช็ดตาที่เปียกชุ่มจากน้ำที่เพิ่งราดล้างทั้งหน้าทั้งหัวมา
    พอเช็ดหน้าเสร็จส้มเห็นอีกฝ่ายเหมือนมองหาน้ำเปล่ากิน จึงส่งขวดน้ำที่ถืออยู่ในมือส่งให้อย่างเสียไม่ได้
    “น้ำ!!” ส้มยื่นส่งขวดน้ำอย่างกระแทกกระทั้น
    “แต้งกิ้ว”
    เสียงขอบคุณอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวทำให้ส้มที่ไม่ได้อารมณ์เสียกับอีกฝ่ายมานานชักจะเริ่มหงุดหงิด
    หลังจากนั่งพักหายเหนื่อยอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเดินกลับไปหากลุ่มนักกีฬาเพื่อประชุมและวางแผนการเล่นในครึ่งหลัง
    ส้มเกือบอดใจไม่อยู่ปาขวดน้ำเปล่าที่อีกฝ่ายกินหมดตามหลังไป


    การแข่งขันฟุตบอลงานปัจฉิมนิเทศเริ่มครึ่งหลัง
    ส้มกับเพื่อนห้องสี่ทั้งชายหญิงต่างก็พากันส่งเสียงเชียร์ทีมห้องตัวเองแข่งกับกองเชียร์ห้องสิบสองที่อยู่สแตนเชียร์ถัดไปอย่างไม่มีใครยอมใครครึ่งหลังมานี้การแข่งขันเต็มไปด้วยความดุเดือดและสูสีกันอย่างมาก
    ครึ่งหลังผ่านไปสิบห้านาทีส้มก็สะดุดตากับสาวสวยคนหนึ่งที่ส่งเสียงเชียร์อยู่ที่สแตนเชียร์มุมสนามเยื้องกองเชียร์ห้องของเธอ
    เอ๊ะ! นั่นพี่สาวของนะนี่
    ส้มจำพี่สาวของณรัชต์ที่ได้รู้จักเมื่อคราวไปกับคณะหาเสียงได้ กำลังคิดว่าจะเดินเข้าไปทักดีหรือเปล่าก็มองเห็นรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้าไปทักก่อน
    “ใครอ่ะ” บียื่นหน้าเข้ามาถามเมื่อเห็นส้มมองไปที่หญิงสาวแปลกหน้า
    “พี่สาวนะ”
    “งั้นก็ไปทำคะแนนสิแก นั่น! เห็นไหมเด็กมอสี่ที่ชื่อปิ่นคนนั้นเข้าไปทำคะแนนก่อนแกแล้ว”
    ส้มจึงได้ลุกจากที่นั่งเดินเข้าไปทักทายกับพี่นัน พี่สาวของนะพูดคุยทักทายกันเสร็จพี่สาวของนะก็ชวนเธอกับรุ่นน้องที่ชื่อปิ่นให้นั่งคุยกัน หลังจากนั้นส้มยังเห็นอีกฝ่ายกวักมือเรียกรุ่นน้องดาวโรงเรียนอย่างน้องบีน่ามาร่วมด้วย
    เธอสังเกตได้ว่าพี่สาวของนะดูจะสนิทสนมกับรุ่นน้อง
    เรื่องที่พูดคุยกันก็เป็นเรื่องทั่วไปของแต่ละคน ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นพากันดูการแข่งขันในสนามที่กำลังเข้มข้นต่อ
    รุ่นน้องชื่อปิ่นที่แสดงออกว่าดูฟุตบอลเป็นและเข้าใจกติกาอย่างดีเป็นคนช่วยอธิบายระหว่างการแข่งขันให้คนที่ดูไม่เป็น พร้อมกับกล่าวชื่นชมณรัชต์ตลอดทั้งเกม
    ส้มก็เห็นเหมือนกันว่าในสนามฟุตบอลตอนนี้ คนที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่นักฟุตบอลชื่อดังของโรงเรียนห้องสิบสอง แต่กลับเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอที่ยืนโดดเด่นที่กลางสนามไม่ว่าตอนตั้งรับหรือตอนบุกก็มีเพียงเขาที่เป็นศูนย์กลางของทีม
    ไม่รู้เพราะพากันเชียร์ทีมเดียวกันและผู้เล่นคนเดียวกันหรือเปล่าพอผ่านไปได้สักพักการรวมตัวกันที่ตอนแรกส้มรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยก็กลายเป็นผ่อนคลายขึ้น ส้มหันไปพูดคุยกับรุ่นพี่และรุ่นน้องทั้งสองคนมากขึ้น
    เมื่อเห็นทีมที่เชียร์ทำประตูได้ทุกคนต่างก็ส่งเสียงดีใจไปด้วยกัน
    จบการแข่งขันทีมห้องสี่ของส้มก็เอาชนะทีมห้องสิบสองได้ กลายเป็นแชมป์งานฟุตบอลปัจฉิมนิเทศของปีนี้
    หลังจากนักฟุตบอลของทีมพากันแสดงความดีใจเสร็จส้มก็เห็นณรัชต์เดินตรงมาทางกลุ่มพวกเธอ
    ส้มมองขวดน้ำที่อยู่ในมือ
    หลังจากณรัชต์ทักทายพี่สาวของเขาเสร็จส้มก็ยื่นขวดน้ำที่อยู่ในมือออกไป“น้ำ”
    "น้ำค่ะ""น้ำค่ะพี่นะ"
    แต่กลายเป็นว่าทุกคนต่างก็ส่งน้ำให้ณรัชต์พร้อมกัน
    แต่สุดท้ายนะเลือกรับขวดน้ำจากพี่สาวเขา
    ส้มแอบรู้สึกโล่งอกนิดๆ
    แม้ณรัชต์จะไม่ได้รับน้ำขวดจากเธอ แต่เขาก็ไม่ได้รับน้ำจากรุ่นน้องทั้งสองคนเหมือนกัน




    หลังจากนั้นส้มก็แยกตัวจากกลุ่มพี่สาวของณรัชต์กลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนผู้หญิงห้องเดียวกันอีกครั้ง ซึ่งหลังจากแข่งขันฟุตบอลเสร็จก็จะเป็นกิจกรรมในหอประชุม
    นึกถึงเรื่องบางอย่างได้ ส้มจึงบอกให้กลุ่มเพื่อนผู้หญิงไปหอประชุมกันก่อนส่วนเธอขอไปทำธุระบางอย่าง
    ยืนตีสีหน้าไม่รับแขกเพื่อไล่รุ่นน้องหรือรุ่นเดียวกันที่จะเข้ามาขอถ่ายรูปให้ออกห่างไปอยู่พักหนึ่งกว่ากลุ่มนักฟุตบอลที่เพิ่งพากันอาบน้ำเสร็จพากันเดินออกจากอาคารโรงยิมเพื่อไปหอประชุม
    เมื่อกลุ่มนักฟุตบอลเดินมาถึงส้มก็โบกมือไล่คนอื่นๆ ไปจนเหลือแต่ณรัชต์คนเดียว
    “เจ๊กลับไปแล้วเหรอ” อีกฝ่ายถามส้มถึงพี่สาว
    “พี่นันกลับไปแล้ว บอกว่าขี้เกียจรองานกิจกรรมตอนบ่าย” ส้มตอบ ก่อนจะออกคำสั่งในประโยคต่อมา
    “หันหลังไป”
    อีกฝ่ายแม้ทำหน้างุนงงแต่ก็หันหลังตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ส้มหยิบปากกาเมจิกสีส้มในกระเป๋าขึ้นมาถอดปลอกเตรียมเขียนหลังเสื้อนักเรียนของเขา
    เธอจะเขียนหลังเสื้อนักเรียนของนะเป็นคนแรก
    ขณะเริ่มวาดปากกาไปที่กลางหลังเสื้อของณรัชต์ ส้มก็ใจลอยคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องต่างๆ ที่ของเธอที่เกี่ยวข้องกับเขาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันแรกเริ่มเกิดจากการนึกสนุกที่มีเด็กผู้ชายตามเอาอกเอาใจ ทำให้ได้หว่านเสน่ห์ไม่ต่างจากเมื่อครั้งเป็นเป็นที่ชื่นชอบของรุ่นน้องเมื่อตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนหญิงล้วนเท่านั้น
    แต่มารู้สึกประทับใจตอนที่ได้ดอกกุหลาบครั้งแรก และมากยิ่งขึ้นเมื่อเขาใส่ใจหากุหลาบขาวที่เธอชอบมาให้เป็นพิเศษทั้งที่เธอเพียงพูดเล่นกับเขาเท่านั้น
    ต่อมาก็ไม่พอใจเมื่อเขาทำตัวห่างเหินและยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อเห็นคนที่ห่างเหินกับเธอแต่กลับไปพูดคุยสนิทสนมกับหัวหน้าห้อง ไม่รู้เป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่าส้มจึงดึงดันจะเลือกคณะเรียนแข่งขันกับอีกฝ่ายทั้งที่คณะนั้นคะแนนเอนทรานซ์สูงลิบลิ่ว
    แต่พอปีนี้ได้กุหลาบจากเขาอีกครั้งเธอก็ลืมความหงุดหงิดหรือน้อยใจไปหมด
    ส้มหลุดจากอาการใจลอยก็เห็นว่าหลังเสื้อของเพื่อนร่วมห้องที่เธอกำลังเขียนอยู่ตอนนี้มีรูปหัวใจดวงโตขนาดสองกำปั้นสีส้มตามสีของปากกาเมจิกลอยเด่นอยู่กลางหลังเสื้อ
    “หรือจริงๆ แล้วเธอจะชอบนะมานานแล้ว” นึกถึงความรู้สึกกระวนกระวายใจเวลาเห็นผู้หญิงคนอื่นอยู่ข้างๆเขา
    ส้มพยายามไล่เลียงเหตุการณ์และการกระทำของตัวเองอย่างมีเหตุผลพร้อมสำรวจความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง
    เธอคงชอบเขาจริงๆ นั่นแหละ
    คิดสรุปอย่างเหม่อลอยขณะกำลังหันหลังให้อีกฝ่ายเขียนเสื้อกลับ
    พ่อบอกว่านะก็ตั้งใจจะเข้าไปเรียนในกรุงเทพเหมือนกัน
    งั้นเธอจะปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตก็แล้วกัน….
    หลังจากผลัดกันเขียนเสื้อเสร็จ ส้มก็เดินคู่กับณรัชต์ตรงไปหอประชุมที่เป็นสถานที่หลักในการจัดงานบายศรีสู่ขวัญงานปัจฉิมนิเทศวันนี้



    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------