ผู้เฒ่าจางเหมิน ยังคงนอนอยู่ในห้องฉุกเฉินอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าหมอจะบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถออกจากห้องฉุกเฉินได้
“จื่อฟ่าน ลูกมาเมื่อไหร่กัน” ผู้เฒ่าจางเหมินทักลูกสาวขึ้นเมื่อรู้สึกตัวในเช้าวันหนึ่ง
“หนูมาได้หลายวันแล้วค่ะพ่อ แต่พ่อไม่ฟื้นขึ้นมาสักที” จื่อฟ่านพูดน้ำตาปริ่มมาคลอดวงตาทั้งสอง
“แล้วงานของลูกล่ะ” ผู้เฒ่าจาง ถามต่ออย่างเป็ห่วง
“ที่บริษัทไม่ได้มีหนูคนเดียวหรอกค่ะพ่อ หนูไม่อยู่ก็ยังมีคนทำแทน แต่หนูมีพ่อแค่คนเดียวถึงยังไงก็ต้องมาดูพ่อก่อนสิคะ” จางจื่อฟ่านตอบพ่อของเธอ ซึ่งเป็ขณะเดียวกันที่หมอเฉิงเดินเข้ามาพอดี จางจื่อฟ่านรีบเช็ดน้ำตาออกโดยเร็ว
“ฟื้นแล้วหรือครับผู้เฒ่าจาง” หมอเฉิงร้องทักอย่างเป็กันเอง
“หลับไปหลายวันเลยนะครับรอบนี้” เขาพูดต่อเรื่อยๆ
“ผมก็กะว่าจะไม่ตื่นซะหน่อย แต่หมอก็ชอบปลุกให้ตื่นอยู่เรื่อย” ผู้เฒ่าจางพูดอย่างคนอารมณ์ดี ทั้งที่ใบหน้ายังซีดเซียว
“หึหึ” หมอหนุ่มหัวเราะในลำคอ แล้วเดินตรงมาจับชีพจร
“ยังต้องอยู่อีกนานครับ แข็งแรงขนาดนี้” หมอเฉิงพูดหยอกเย้ากับคนป่วย จางจื่อฟ่านหลบไปอยู่อีกฟากหนึ่งของเตียงเพื่อให้หมอตรวจร่างกายพ่อของเธอได้ง่ายขึ้น
“เป็ไงหมออย่างที่ผมบอกเลยหรือเปล่า” ผู้เฒ่าจางหันไปถามหมอด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าแต่แฝงไว้ด้วยรู้สึกสนุก
“อะไรหรือครับ” หมอหนุ่มถามกลับ
“แหม่ อย่าทำเป็ลืมสิหมอ ฮ่าฮ่า” ผู้เฒ่าจางหัวเราจะเบาๆ หญิงสาวมองดูคนทั้งสองพูดคุยกันอย่าง งงๆ มองหน้าหมอเฉิงสลับกับผู้เป็พ่อไปมาอยู่อย่างนั้น
“พักผ่อนเถอะครับ” หมอเฉิงพูดตัดบทเมื่อเห็นว่าจางจื่อฟ่านกำลังจ้องมองอยู่อย่างไม่ละสายตา
หลังจากที่ผู้เป็พ่อเริ่มหลับลงด้วยฤทธิ์ยา ก็มีเพียงความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้ง 3 ซึ่งอีกคนเป็คนป่วยและก็หลับไปแล้ว จางจื่อฟ่านนั่งบนเก้าอี้กลมข้างเตียงมองดูผู้เป็พ่ออย่างสงสาร เธอทำใจได้แล้วในการเห็นสภาพพ่อที่อยู่บนเตียงเช่นนี้ หมอเฉิงทำการตรวจเครื่องมือต่างๆเพื่อความมั่นใจ เขาทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่เรียกใช้พยาบาลเลยสักครั้ง
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอเฉิงหันมาพูดกับจางจื่อฟ่าน ก่อนที่ดวงตาของทั้งสองจะเจอกันโดยบังเอิญ แต่ก็เป็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เพราะหมอหนุ่มได้เบือนหน้าหลบไปในทันที
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆอย่างรับทราบแล้วหันไปนั่งมองจางเหมินผู้เป็พ่อต่อไป
“เอ่อ คุณเองก็ควรออกไปข้างนอกหน่อยนะ เพราะคุณจางน่าจะหลับเพราะฤทธิ์ยาอีกนานกว่าจะตื่น ออกไปหาอะไรกินบ้างก็ได้” เขาหันกลับมาพูดทั้งที่กำลังตัวออกจากห้องไปแล้วเขายื่นเพียงส่วนหัวเข้ามาเท่านั้น
จื่อฟ่านคิดอยู่อึดใจหนึ่ง จึงตัดสินใจลุกเดินตามหมอเฉิงไป อีกใจหนึ่งเพราะเธอเองก็อยากจะรู้ว่าพ่อของเธอพูดอะไรกับหมอเฉิงบ้าง อาจจะเป็เื่สำคัญก็ได้ จางจื่อฟ่านวิ่งเหยาะๆตามหมอเอิงเข้าไปในห้องทำงาน
“มีอะไรหรือครับ ผู้เฒ่าจางเป็อะไรหรือเปล่า” หมอเฉิงถามเมื่อเห็นจื่อฟ่านวิ่งมา
อย่างรับร้อน
“เอ่อ เปล่าค่ะ พ่อไม่ได้เป็อะไร” หญิงสาวตอบพลางลูบผมให้ตรงเรียบเหมือนเดิม
“อ้าวแล้วกันก็เห็นคุณวิ่งหน้าตื่นมา คิดว่าเกิดอะไรขึ้นเสียอีก” หมอเฉิงพูดเรียบๆ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน
จางจื่อฟ่านยังยืนนิ่งอยู่ไม่ไปไหน อีกนัยหนึ่งคือเธอก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนนั่นเอง
หมอเฉิงพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าแปลกไป เพราะปกติเท่าที่เห็น จางจื่อฟ่านเป็คนที่มีนิสัยเชิดๆหยิ่งๆไปสักนิด ซึ่งผิดไปจากที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เธอดูกังวลและดูอึดอัดใจ
“คุณมีอะไรหรือเปล่า นั่งก่อนสิครับ” หมอเฉิงกล่าวขึ้นพลางมองไปที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง จางจื่อฟ่านทิ้้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ แต่ไม่พูดอะไร หมอเฉิงจึงลุกเดินไปหยิบน้ำเปล่าในตู้มาให้เธอ หญิงสาวรับไว้เปิดมันกรอกใส่ปากทันที
“เฮ้ คุณเป็อะไรหรือเปล่า” หมอเฉิงถามอีกครั้งอย่างสงสัย
“ไม่ ไม่ ฉันไม่เป็อะไร” หญิงสาวกล่าว ขณะนี้ดวงตากลมโตของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าหมอเฉิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า และกำลังทำเหมือนว่าสนใจที่หนังสือเล่มที่เขากำลังเปิดอยู่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ หมอเฉิงไม่ได้มีกระจิตกระใจทำงานเลยสักนิดเมื่อมีสายตาของจางจื่อฟ่านนั่งจ้องอยู่อย่างนี้ แต่เขาก็ทำเป็ไม่สนใจ ยังคงอ่านหนังสือหน้าเดิมไปต่อไป
“นี่คุณมานั่งจ้องหน้าผมทำไมไม่ทราบ” ในที่สุดเขาก็โพล่งขึ้นเมื่อเห็นว่า จางจื่อฟ่านเอาแต่นั่งมองจ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น
“อารมณ์เสียเร็วจังเลยนะคะ” จางจื่อฟ่านพูดพลางยิ้มน้อยๆ
“เปล่าหรอกครับผมแค่สงสัยเพราะคุณเอาแต่นั่งจ้องหน้าผมอยู่แบบนี้น่ะสิ” หมอเฉิงตอบอย่างอารมณ์ไม่ดี ทั้งที่จริงก็ไม่เห็นจะมีอะไรให้ต้องอารมณ์เสียสักนิดเขาคิดในใจ แต่เมื่อพูดแบบนั้นไปแล้วก็ได้แต่เลยตามเลย
“ผมว่าเราออกไปข้างนอกกันดีกว่า” เขาพูดพร้อมกับถอดเสื้อกาวน์ออก และเดินมาหาหญิงสาวที่เก้าอี้ ใช้สายตาชำเลืองมองจื่อฟ่าน จนหญิงสาวต้องลุกขึ้นเดินตาม
“ฮึ คุยกับฉันทำเป็อารมณ์เสีย ทีกับจื่อลู่ก็เห็นคุยได้ปกติ” หญิงสาวคิดในใจขณะสาวเท้าก้าวตามหมอเฉิงไปติดๆ
หมอเฉิงถือกาแฟมาสองแก้วส่งแก้วหนึ่งให้จื่อฟ่าน หญิงสาวพึมพำของคุณเบาๆก่อนรับกาแฟมา
“หมอคะ” หญิงสาวพูดขึ้นในที่สุด คนโดนเรียกหันมาเล็กน้อยเป็เชิงว่าได้ยินแล้ว
“ที่หมอคุยกับพ่อนั่นหมายความว่าอย่างไรคะ” จื่อฟ่านถามออกมา
“ออ นี่สินะสาเหตุที่ตามไปนั่งจ้องหน้าผมในห้อง” หมอคิดในใจ
“คุยอะไรหรือครับ” หมอเฉิงทำเป็ไม่เข้าใจ
“ก็ที่พ่อบอกว่า เป็อย่างที่พ่อพูดน่ะมันคืออะไรเหรอคะ พ่อบอกอะไรคุณหรือเปล่า ถ้าหากพ่อพูดอะไรกับคุณ ฉันคิดว่าคุณก็น่าจะบอกพวกเรา” จางจื่อฟ่านพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน จนหมอเฉิงต้องหันไปมอง ก็เห็นว่าบนใบหน้าสวยนั้นมีแววกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ไม่มีอะไรเป็ใจความสำคัญหรอกครับ แค่เป็การเหย้าแหย่กันเล่นตามประสาคนสนิทกัน ไม่มีอะไรที่คุณต้องกังวล” หมอเฉิงตอบเลี่ยงๆ
“ฉันไม่ใช่จื่อลู่ ที่หลอกอะไรก็เชื่อคุณรู้ใช่มั้ยคะ” จางจื่อฟ่านพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“อ๋อ รู้สิผมคิดว่าผมรู้ั้แ่วันแรกแล้วล่ะ ว่าคุณน่ะไม่ใช่คนหัวอ่อนที่เชื่อคนง่าย และคุณก็เย่อหยิงทะนงตนจนเกินไปซะด้วย” หมอหนุ่มคิดในใจ
“ครับ ผมก็ไม่คิดว่าคุณเป็จื่อลู่เลยสักนิด เพราะคุณสองพี่น้องแตกต่างกันมาก” หมอเฉิงพูดแล้วหัวเราะหึหึในลำคอ หญิงสาวตวัดสายตาคมปราดหันมาจ้องหน้าหมอหนุ่มเขม็ง
“หมอหมายความว่ายังไง” จางจื่อฟ่านเค้นถาม แต่หมอหนุ่มไม่ตอบเขาเพียงแต่ยิ้มมุมปากน้อยๆ แล้วมองจ้องไปด้านหน้าด้วยสายตาเฉยชา
“เอาล่ะ ช่างเถอะ หมอแค่ตอบฉันมาก็พอว่าพ่อฉันบอกอะไรคุณ ฉันคิดว่าฉันอยากรู้และจำเป็ต้องรู้ซะด้วย” จื่อฟ่านพูดอย่างวางอำนาจตามนิสัยของเธอ
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร ก็แค่หยอกเย้ากันตามประสาคนสนิทผู้เฒ่าจางเป็คนมีอารมณ์ขัน” หมอหนุ่มกล่าวและหันหน้าไปทางอื่น
“ฉันไม่เชื่อ” จื่อฟ่านพูดดื้อๆ
“พ่อสั่งเสียอะไรไว้กับคุณใช่มั้ย” เมื่อพูดประโยคนี้เสียงของหล่อนเบาและสั่นเครือ
หมอเฉิงรีบหันกลับมาดูทันทีด้วยความเป็ห่วง
“ไปกันใหญ่แล้ว นี่คุณคิดไปถึงไหนกันแน่” ชายหนุ่มพูด
“ก็ได้ผมจะบอกให้” จางจื่อฟ่านเงยหน้าจ้องมองใบหน้าเขาทันที และรอคอยถ้อยคำที่เขาจะพูด
“พ่อของคุณ เคยบอกผมว่า ในบรรดาลูกสาวทั้งสามคุณเป็คนโตและสวยมาก ทั้งสวย ฉลาด และเก่งไปรอบด้าน” หมอเฉิงพูดสบตาหล่อนแวบนึงก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น
จางจื่อฟ่านงุนงงและรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อยกับสิ่งที่เขาบอกมา หญิงสาวจ้องไปยังใบหน้าของหมอหนุ่มเพื่อจับพิรุธ แต่ก็ใบเห็นพิรุธอะไรจากใบหน้านั้น
“แค่นี้เหรอคะ” จื่อฟ่านถามต่อ
“ผู้เฒ่าจาง บอกผมว่า เมื่อคุณกับมาบ้านในครั้งนี้ เราสองคนจะรักกัน” หมอเฉิงพูดขาดๆหายๆและหันหน้ามาเผชิญหน้ากับจางจื่อฟ้าน ถึงขณะนี้หน้าเธอแดงก่ำไปจนถึงใบหู
“พ่อพูดอย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวระล่ำระลักถาม
“ครับ แต่อย่าคิดมากเลยครับ ก็เป็แค่ความสุขของคนสูงอายุน่ะครับ ท่านคงอยากเห็นคุณเป็ฝั่งเป็ฝา แต่มันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว” หมอเฉิงพูดพร้อมกับหัว
เราะในลำคอ
จื่อฟ่านรู้สึกไม่พอใจกับคำว่า เป็ไปไม่ได้ของหมอขึ้นมาดื้อๆ แต่เธอก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรต่อไป