เงา หงส์

    เงา หงส์ 5.

    ผู้เฒ่าจางเหมิน ยังคงนอนอยู่ในห้องฉุกเฉินอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าหมอจะบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถออกจากห้องฉุกเฉินได้


    “จื่อฟ่าน ลูกมาเมื่อไหร่กัน” ผู้เฒ่าจางเหมินทักลูกสาวขึ้นเมื่อรู้สึกตัวในเช้าวันหนึ่ง


    “หนูมาได้หลายวันแล้วค่ะพ่อ แต่พ่อไม่ฟื้นขึ้นมาสักที” จื่อฟ่านพูดน้ำตาปริ่มมาคลอดวงตาทั้งสอง


    “แล้วงานของลูกล่ะ” ผู้เฒ่าจาง ถามต่ออย่างเป็๲ห่วง


    “ที่บริษัทไม่ได้มีหนูคนเดียวหรอกค่ะพ่อ หนูไม่อยู่ก็ยังมีคนทำแทน แต่หนูมีพ่อแค่คนเดียวถึงยังไงก็ต้องมาดูพ่อก่อนสิคะ” จางจื่อฟ่านตอบพ่อของเธอ ซึ่งเป็๲ขณะเดียวกันที่หมอเฉิงเดินเข้ามาพอดี จางจื่อฟ่านรีบเช็ดน้ำตาออกโดยเร็ว


    “ฟื้นแล้วหรือครับผู้เฒ่าจาง” หมอเฉิงร้องทักอย่างเป็๲กันเอง


    “หลับไปหลายวันเลยนะครับรอบนี้” เขาพูดต่อเรื่อยๆ


    “ผมก็กะว่าจะไม่ตื่นซะหน่อย แต่หมอก็ชอบปลุกให้ตื่นอยู่เรื่อย” ผู้เฒ่าจางพูดอย่างคนอารมณ์ดี ทั้งที่ใบหน้ายังซีดเซียว


    “หึหึ” หมอหนุ่มหัวเราะในลำคอ แล้วเดินตรงมาจับชีพจร


    “ยังต้องอยู่อีกนานครับ แข็งแรงขนาดนี้” หมอเฉิงพูดหยอกเย้ากับคนป่วย จางจื่อฟ่านหลบไปอยู่อีกฟากหนึ่งของเตียงเพื่อให้หมอตรวจร่างกายพ่อของเธอได้ง่ายขึ้น


    “เป็๲ไงหมออย่างที่ผมบอกเลยหรือเปล่า” ผู้เฒ่าจางหันไปถามหมอด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าแต่แฝงไว้ด้วยรู้สึกสนุก


    “อะไรหรือครับ” หมอหนุ่มถามกลับ


    “แหม่ อย่าทำเป็๲ลืมสิหมอ ฮ่าฮ่า” ผู้เฒ่าจางหัวเราจะเบาๆ หญิงสาวมองดูคนทั้งสองพูดคุยกันอย่าง งงๆ มองหน้าหมอเฉิงสลับกับผู้เป็๲พ่อไปมาอยู่อย่างนั้น 


    “พักผ่อนเถอะครับ” หมอเฉิงพูดตัดบทเมื่อเห็นว่าจางจื่อฟ่านกำลังจ้องมองอยู่อย่างไม่ละสายตา


    หลังจากที่ผู้เป็๲พ่อเริ่มหลับลงด้วยฤทธิ์ยา ก็มีเพียงความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้ง 3 ซึ่งอีกคนเป็๲คนป่วยและก็หลับไปแล้ว จางจื่อฟ่านนั่งบนเก้าอี้กลมข้างเตียงมองดูผู้เป็๲พ่ออย่างสงสาร เธอทำใจได้แล้วในการเห็นสภาพพ่อที่อยู่บนเตียงเช่นนี้ หมอเฉิงทำการตรวจเครื่องมือต่างๆเพื่อความมั่นใจ เขาทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่เรียกใช้พยาบาลเลยสักครั้ง


    “ผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอเฉิงหันมาพูดกับจางจื่อฟ่าน ก่อนที่ดวงตาของทั้งสองจะเจอกันโดยบังเอิญ แต่ก็เป็๲เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เพราะหมอหนุ่มได้เบือนหน้าหลบไปในทันที


    หญิงสาวพยักหน้าเบาๆอย่างรับทราบแล้วหันไปนั่งมองจางเหมินผู้เป็๲พ่อต่อไป 


    “เอ่อ คุณเองก็ควรออกไปข้างนอกหน่อยนะ เพราะคุณจางน่าจะหลับเพราะฤทธิ์ยาอีกนานกว่าจะตื่น ออกไปหาอะไรกินบ้างก็ได้” เขาหันกลับมาพูดทั้งที่กำลังตัวออกจากห้องไปแล้วเขายื่นเพียงส่วนหัวเข้ามาเท่านั้น


    จื่อฟ่านคิดอยู่อึดใจหนึ่ง จึงตัดสินใจลุกเดินตามหมอเฉิงไป อีกใจหนึ่งเพราะเธอเองก็อยากจะรู้ว่าพ่อของเธอพูดอะไรกับหมอเฉิงบ้าง อาจจะเป็๲เ๱ื่๵๹สำคัญก็ได้ จางจื่อฟ่านวิ่งเหยาะๆตามหมอเอิงเข้าไปในห้องทำงาน


    “มีอะไรหรือครับ ผู้เฒ่าจางเป็๲อะไรหรือเปล่า” หมอเฉิงถามเมื่อเห็นจื่อฟ่านวิ่งมา

    อย่างรับร้อน


    “เอ่อ เปล่าค่ะ พ่อไม่ได้เป็๞อะไร” หญิงสาวตอบพลางลูบผมให้ตรงเรียบเหมือนเดิม


    “อ้าวแล้วกันก็เห็นคุณวิ่งหน้าตื่นมา คิดว่าเกิดอะไรขึ้นเสียอีก” หมอเฉิงพูดเรียบๆ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน


    จางจื่อฟ่านยังยืนนิ่งอยู่ไม่ไปไหน อีกนัยหนึ่งคือเธอก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนนั่นเอง


    หมอเฉิงพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าแปลกไป เพราะปกติเท่าที่เห็น จางจื่อฟ่านเป็๞คนที่มีนิสัยเชิดๆหยิ่งๆไปสักนิด ซึ่งผิดไปจากที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เธอดูกังวลและดูอึดอัดใจ


    “คุณมีอะไรหรือเปล่า นั่งก่อนสิครับ” หมอเฉิงกล่าวขึ้นพลางมองไปที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง จางจื่อฟ่านทิ้้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ แต่ไม่พูดอะไร หมอเฉิงจึงลุกเดินไปหยิบน้ำเปล่าในตู้มาให้เธอ หญิงสาวรับไว้เปิดมันกรอกใส่ปากทันที


    “เฮ้ คุณเป็๞อะไรหรือเปล่า” หมอเฉิงถามอีกครั้งอย่างสงสัย


    “ไม่ ไม่ ฉันไม่เป็๞อะไร” หญิงสาวกล่าว ขณะนี้ดวงตากลมโตของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าหมอเฉิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า และกำลังทำเหมือนว่าสนใจที่หนังสือเล่มที่เขากำลังเปิดอยู่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ หมอเฉิงไม่ได้มีกระจิตกระใจทำงานเลยสักนิดเมื่อมีสายตาของจางจื่อฟ่านนั่งจ้องอยู่อย่างนี้ แต่เขาก็ทำเป็๞ไม่สนใจ ยังคงอ่านหนังสือหน้าเดิมไปต่อไป 


    “นี่คุณมานั่งจ้องหน้าผมทำไมไม่ทราบ” ในที่สุดเขาก็โพล่งขึ้นเมื่อเห็นว่า จางจื่อฟ่านเอาแต่นั่งมองจ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น


    “อารมณ์เสียเร็วจังเลยนะคะ” จางจื่อฟ่านพูดพลางยิ้มน้อยๆ


    “เปล่าหรอกครับผมแค่สงสัยเพราะคุณเอาแต่นั่งจ้องหน้าผมอยู่แบบนี้น่ะสิ” หมอเฉิงตอบอย่างอารมณ์ไม่ดี ทั้งที่จริงก็ไม่เห็นจะมีอะไรให้ต้องอารมณ์เสียสักนิดเขาคิดในใจ แต่เมื่อพูดแบบนั้นไปแล้วก็ได้แต่เลยตามเลย


    “ผมว่าเราออกไปข้างนอกกันดีกว่า” เขาพูดพร้อมกับถอดเสื้อกาวน์ออก และเดินมาหาหญิงสาวที่เก้าอี้ ใช้สายตาชำเลืองมองจื่อฟ่าน จนหญิงสาวต้องลุกขึ้นเดินตาม 


    “ฮึ คุยกับฉันทำเป็๞อารมณ์เสีย ทีกับจื่อลู่ก็เห็นคุยได้ปกติ” หญิงสาวคิดในใจขณะสาวเท้าก้าวตามหมอเฉิงไปติดๆ


    หมอเฉิงถือกาแฟมาสองแก้วส่งแก้วหนึ่งให้จื่อฟ่าน หญิงสาวพึมพำของคุณเบาๆก่อนรับกาแฟมา


    “หมอคะ” หญิงสาวพูดขึ้นในที่สุด คนโดนเรียกหันมาเล็กน้อยเป็๞เชิงว่าได้ยินแล้ว


    “ที่หมอคุยกับพ่อนั่นหมายความว่าอย่างไรคะ” จื่อฟ่านถามออกมา


    “ออ นี่สินะสาเหตุที่ตามไปนั่งจ้องหน้าผมในห้อง” หมอคิดในใจ


    “คุยอะไรหรือครับ” หมอเฉิงทำเป็๞ไม่เข้าใจ


    “ก็ที่พ่อบอกว่า เป็๞อย่างที่พ่อพูดน่ะมันคืออะไรเหรอคะ พ่อบอกอะไรคุณหรือเปล่า ถ้าหากพ่อพูดอะไรกับคุณ ฉันคิดว่าคุณก็น่าจะบอกพวกเรา” จางจื่อฟ่านพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน จนหมอเฉิงต้องหันไปมอง ก็เห็นว่าบนใบหน้าสวยนั้นมีแววกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด


    “ก็ไม่มีอะไรเป็๞ใจความสำคัญหรอกครับ แค่เป็๞การเหย้าแหย่กันเล่นตามประสาคนสนิทกัน ไม่มีอะไรที่คุณต้องกังวล” หมอเฉิงตอบเลี่ยงๆ


    “ฉันไม่ใช่จื่อลู่ ที่หลอกอะไรก็เชื่อคุณรู้ใช่มั้ยคะ” จางจื่อฟ่านพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง


    “อ๋อ รู้สิผมคิดว่าผมรู้๻ั้๫แ๻่วันแรกแล้วล่ะ ว่าคุณน่ะไม่ใช่คนหัวอ่อนที่เชื่อคนง่าย และคุณก็เย่อหยิงทะนงตนจนเกินไปซะด้วย” หมอหนุ่มคิดในใจ


    “ครับ ผมก็ไม่คิดว่าคุณเป็๞จื่อลู่เลยสักนิด เพราะคุณสองพี่น้องแตกต่างกันมาก” หมอเฉิงพูดแล้วหัวเราะหึหึในลำคอ หญิงสาวตวัดสายตาคมปราดหันมาจ้องหน้าหมอหนุ่มเขม็ง


    “หมอหมายความว่ายังไง” จางจื่อฟ่านเค้นถาม แต่หมอหนุ่มไม่ตอบเขาเพียงแต่ยิ้มมุมปากน้อยๆ แล้วมองจ้องไปด้านหน้าด้วยสายตาเฉยชา


    “เอาล่ะ ช่างเถอะ หมอแค่ตอบฉันมาก็พอว่าพ่อฉันบอกอะไรคุณ ฉันคิดว่าฉันอยากรู้และจำเป็๞ต้องรู้ซะด้วย” จื่อฟ่านพูดอย่างวางอำนาจตามนิสัยของเธอ


    “ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร ก็แค่หยอกเย้ากันตามประสาคนสนิทผู้เฒ่าจางเป็๞คนมีอารมณ์ขัน” หมอหนุ่มกล่าวและหันหน้าไปทางอื่น


    “ฉันไม่เชื่อ” จื่อฟ่านพูดดื้อๆ


    “พ่อสั่งเสียอะไรไว้กับคุณใช่มั้ย” เมื่อพูดประโยคนี้เสียงของหล่อนเบาและสั่นเครือ

    หมอเฉิงรีบหันกลับมาดูทันทีด้วยความเป็๲ห่วง


    “ไปกันใหญ่แล้ว นี่คุณคิดไปถึงไหนกันแน่” ชายหนุ่มพูด


    “ก็ได้ผมจะบอกให้” จางจื่อฟ่านเงยหน้าจ้องมองใบหน้าเขาทันที และรอคอยถ้อยคำที่เขาจะพูด


    “พ่อของคุณ เคยบอกผมว่า ในบรรดาลูกสาวทั้งสามคุณเป็๲คนโตและสวยมาก ทั้งสวย ฉลาด และเก่งไปรอบด้าน” หมอเฉิงพูดสบตาหล่อนแวบนึงก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น


    จางจื่อฟ่านงุนงงและรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อยกับสิ่งที่เขาบอกมา หญิงสาวจ้องไปยังใบหน้าของหมอหนุ่มเพื่อจับพิรุธ แต่ก็ใบเห็นพิรุธอะไรจากใบหน้านั้น 


    “แค่นี้เหรอคะ” จื่อฟ่านถามต่อ


    “ผู้เฒ่าจาง บอกผมว่า เมื่อคุณกับมาบ้านในครั้งนี้ เราสองคนจะรักกัน” หมอเฉิงพูดขาดๆหายๆและหันหน้ามาเผชิญหน้ากับจางจื่อฟ้าน ถึงขณะนี้หน้าเธอแดงก่ำไปจนถึงใบหู 


    “พ่อพูดอย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวระล่ำระลักถาม


    “ครับ แต่อย่าคิดมากเลยครับ ก็เป็๲แค่ความสุขของคนสูงอายุน่ะครับ ท่านคงอยากเห็นคุณเป็๲ฝั่งเป็๲ฝา แต่มันเป็๲ไปไม่ได้อยู่แล้ว” หมอเฉิงพูดพร้อมกับหัว

    เราะในลำคอ


    จื่อฟ่านรู้สึกไม่พอใจกับคำว่า เป็๞ไปไม่ได้ของหมอขึ้นมาดื้อๆ แต่เธอก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรต่อไป