เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 115 เข้าร่วม

            “ท่านอาจารย์อย่าได้โกรธไปเลย ข้ามาเพื่อแนะนำเขา”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยเดินเข้ามาด้วยท่าทางสงบนิ่งบนตัวเขาตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นปราศจากละอองฝุ่น ช่างสะอาดเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากเขาแต่งตัวอีกสักเล็กน้อยคงไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าเขาเป็นผู้ชายอย่างแน่นอน

            “แม้ว่าในโลกภายนอกนั้นสำนักเทียนอี้จะไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่ถ้าเจ้าสามารถเข้าสำนักนี้ได้ เจ้าก็จะรู้ถึงความแตกต่างเลยทีเดียวสำนักนี้จะช่วยพัฒนาพรสวรรค์ของเจ้าและเพิ่มความแข็งแกร่ง สำหรับเจ้าแล้วมันไม่มีอะไรที่ต้องกังวลทำไมเจ้าถึงปฏิเสธกัน?”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวถามหลินเฟิงขณะมองไปที่หลินเฟิงด้วยนัยน์ตาอันงดงามพร้อมรอยยิ้มบางๆ

            “เพราะข้าเห็นว่าศิษย์รวมไปถึงเหล่าอาจารย์ของสำนักเทียนอี้ต่างก็เป็นเช่นนี้”

            หลินเฟิงตอบกลับไปอย่างเรียบเฉยทำให้ผู้คนต่างพากันงงงวย ลูกหลานของชนชั้นสูงคนนั้นมีสีหน้าบิดเบี้ยวดูน่าเกลียดทำไมหลินเฟิงถึงกล่าวเช่นนั้น? เห็นได้ชัดเลยว่ามันหมายถึงพวกเขานั่นจึงทำให้พวกเขาต่างต้องอับอายขายขี้หน้า

            ชายชราก็งงงวยเช่นกันเจ้าเด็กหนุ่มนี่ไม่รู้เสียจริงว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรช่างเป็นการกระทำที่บุ่มบ่ามและใจกล้ายิ่งนัก

            “สิ่งที่เจ้าเห็นกับความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้นนอกจากนี้เจ้ายังเห็นเพียงแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้น”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวขณะส่ายหน้าเล็กน้อย

            อย่างไรก็ตามตอนนี้หลินเฟิงยังคงไม่มีกะจิตกะใจที่จะเข้าร่วมสำนักหรือนิกายถึงแม้ว่าจะมีแนวคิดที่แตกต่างกันแต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

            ประมุขของนิกายหยุนไห่ก็ได้จากไปแล้วและแหวนหินของประมุขในตอนนี้ก็ได้อยู่มือของเขาแล้ว ตอนนี้เขามีภารกิจนั่นคือการฟื้นฟูนิกายหยุนไห่อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถกลายเป็นศิษย์ของสำนักเทียนอี้ได้

            “เวิ่นอ้าวเสวี่ยพูดถูกเจ้าเห็นเพียงแค่ส่วนเดียว ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าร่วมสำนักเทียนอี้”  

            ในขณะนั้นได้มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นคนนั้นอยู่ไม่ไกลมากนักและก้าวออกมาร่างกายของเขาราวกับเงาเพียงชั่วพริบตาและเพียงก้าวเดียวก็สามารถก้าวได้ถึง 100เมตร

            คนคนนี้คือชายชราแต่เมื่อผู้คนเห็นคนคนนี้ก็ต่างพากันประหลาดใจแต่แววตาพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเคารพ

            ชายชราผู้นี้คือรองเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักถึงกับต้องมาเชิญหลินเฟิงด้วยตัวเองซึ่งทำให้พวกเขาต่างรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

            “หรือว่าพรสวรรค์ของหลินเฟิงจะแข็งแกร่งมากแม้แต่รองเจ้าสำนักเทียนอี้ก็ยังต้องสนใจเขา?”

            ฝูงชนต่างตะลึงงันหลินเฟิงนั้นไม่มีจดหมายแนะนำเหมือนกับจงหลิง จั่วชิวและคนอื่นๆ และหลินเฟิงก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสำนักเทียนอี้เลยแม้จะมีคนมาเชื้อเชิญก็ตามแต่คราวนี้รองเจ้าสำนักถึงกับต้องมาเชื้อเชิญหลินเฟิงด้วยตัวเขาเอง

            “ศิษย์ของสำนักเทียนอี้มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้เรื่องและยังทำให้เจ้าอับอายอีก ส่วนท่านอาจารย์ ข้าจะให้เขามาขอโทษเจ้า”

            รองเจ้าสำนักกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแล้วปรายตามองไปที่ชายชราผู้นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่างทำให้ฝูงชนตกใจเป็นอย่างมาก

            เพื่อหลินเฟิงแล้วรองเจ้าสำนักถึงกับต้องการให้อาจารย์มาขอโทษหลินเฟิง?

            แม้แต่หลินเฟิงยังต้องตะลึงงันถึงแม้พรสวรรค์ของเขาจะไม่เลว แต่สำนักเทียนอี้ก็มีศิษย์ที่ไม่ดีมากมาย แล้วจั่วชิวและไป๋เจ๋อต่างก็มีพรสวรรค์ที่ดีมากนอกจากนี้การกระทำของชายชราที่ทำไม่ดีต่อหลินเฟิงรองเจ้าสำนักจึงให้ชายชราไปขอโทษเขา?

            “ท่านรองเจ้าสำนัก”ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ ขณะมองไปยังรองเจ้าสำนักแต่กลับเห็นรองเจ้าสำนักขมวดคิ้ว จึงทำให้ชายชราสั่นเทาไปด้วยความกลัว

            จากนั้นชายชราหันไปมองหลินเฟิงและกล่าวว่า“มันเป็นเพราะความบุ่มบ่ามของข้า ข้าต้องขออภัยอย่างยิ่ง”

            “พูดให้จริงใจกว่านี้”

            ดูเหมือนว่ารองเจ้าสำนักจะไม่พอใจกับท่าทีที่แข็งทื่อของชายชราจึงทำให้ร่างกายของชายชราต้องสั่นสะท้าน และนั่นก็ได้ทำให้ฝูงชนต่างต้องผวาดผวา

            หลินเฟิงมีสีหน้าแข็งทื่อรองเจ้าสำนักได้ทำสิ่งนี้เพื่อเขา?

            หรือว่าหลิงเฟิงจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก?ฝูงชนได้แต่พึมพำ เพราะมันยากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้

            อาจารย์ของสำนักเทียนอี้ต่างได้รับเชิญจากทางสำนักและทุกคนนั้นล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งแม้แต่ในเมืองหลวงก็มีชื่อเสียงอย่างมากมายอย่างไรก็ตามรองเจ้าสำนักต้องการให้ชายชราขอโทษหลินเฟิงแม้ว่าหลินเฟิงจะไม่ได้ขอก็ตาม แต่เป็นรองเจ้าสำนักที่ทำด้วยตัวเองต่างหากเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ทำให้พวกเขาคิดได้

            “ทำไมกัน?”

            สีหน้าของชายชรานั้นดูแข็งทื่อเป็นอย่างมากแต่เมื่อเขาเห็นสายตาของรองเจ้าสำนัก จึงต้องหันไปมองหลินเฟิงทันทีและเขาได้โค้งตัวเล็กน้อยจากนั้นกล่าวว่า “ขออภัยที่ข้าไปท้าทายและล่วงเกินเจ้า”

            “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”รองเจ้าสำนักหันไปถามหลินเฟิง แต่กลับเห็นดวงตาที่กะพริบปริบๆ ของหลินเฟิงที่กำลังจ้องมองมาทางรองเจ้าสำนักดูเหมือนว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายจะต้องมีบางอย่าง แต่นัยน์ตาของรองเจ้าสำนักกลับเป็นปกติดีไม่มีการสั่นไหวใดๆ และหลินเฟิงเองก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้

            หลินเฟิงพยายามจะพูดแต่กลับต้องฟังรองเจ้าสำนักอีกครั้ง“ถ้าเจ้าไม่ต้องการเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ก็ย่อมได้ข้าจะอนุมัติให้เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักเทียนอี้เป็นกรณีพิเศษ เจ้าออกไปได้ทุกเวลาและจะไม่มีข้อผูกมัดใดๆเมื่อใดที่เจ้าต้องการออกจากสำนักเทียนอี้ก็ย่อมออกไปได้ทุกเมื่ออย่างไรก็ตามเจ้าจะเป็นศิษย์ของสำนักเทียนอี้อย่างเป็นทางการและสอนโดยอาจารย์เช่นเดียวกับศิษย์ และจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้าโดยเด็ดขาด”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจของผู้คนต่างเต้นระรัว

            เพียงแค่เพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์และอำนาจโดยไม่มีกฎมาขัดขวาง แม้กระทั่งสามารถออกไปจากสำนักเทียนอี้ได้ทุกเมื่อสิ่งที่ดีเช่นนี้มันมีอยู่ในโลกด้วยเหรอ? นอกจากนี้รองเจ้าสำนักก็ได้เป็นคนพูดด้วยตัวเอง ซึ่งสัญญานี้เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีปัญหาใดๆ

            “หรือว่าเขาจะแซ่ต้วนหรือแซ่เยว่ หรือแซ่อวี่?” เหล่าผู้คนต่างคาดเดาถ้าหากเป็นแซ่ต้วนและยังมีพรสวรรค์เช่นนี้ แต่พวกเขาก็เคยได้ยินมาว่าไม่ใช่และคนของตระกูลเยว่มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก และหยิ่งเกินไปที่จะเข้าร่วมสำนักเทียนอี้มิหนำซ้ำความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไม่สามารถเทียบได้กับระดับนิกาย

            ในหัวของผู้คนเกิดความคิดมากมายและพยายามที่จะเข้าใจแม้แต่หลินเฟิงที่มากไปด้วยพรสวรรค์แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับอีกฝ่ายที่เสนอเงื่อนไขมาจำนวนมากมายเช่นนี้

            หลินเฟิงนั้นไม่เข้าใจอีกฝ่ายเลยอดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม “ข้าช่างโชคดียิ่งนัก ข้าอยากรู้ว่าทำไมกัน?”

            “ในความเป็นจริงเมื่อโชคดีได้บังเกิดขึ้นเจ้าก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธมันนะ” รองเจ้าสำนักหัวเราะและกล่าวต่อว่า “ข้าบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้เพราะข้าก็ได้รับมอบหมายมาจากคนอื่น”

            “ได้รับมอบหมายมาจากผู้อื่น?”เหล่าผู้คนต่างสับสนงงงวย ในเมืองหลวงเขาก็ไม่มีใครให้รู้จักทำไมรองเจ้าสำนักแห่งสำนักเทียนอี้ถึงดีกับเขานัก?

            อย่างไรก็ตามที่อีกฝ่ายพูดเช่นนั้นมันช่างประเสริฐอย่างมากและเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิเสธมัน

            ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสำนักเทียนอี้แต่กลับสามารถเพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์ทั้งหมดนั่นได้ เรื่องที่ดีเช่นนี้หลินเฟิงเองก็ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ

            นอกจากนี้ถ้าอีกฝ่ายมีเจตนาร้ายต่อเขามันก็คงไม่ยุ่งยากเช่นนี้ แต่ในสายตาของหลินเฟิงแล้ว อีกฝ่ายสามารถจัดการผู้ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้อย่างง่ายดาย

            “บางทีอาจเป็นเพราะคนที่มอบหมายให้ก็ได้”หลินเฟิงยิ้มและกล่าวว่า“ข้าและสหายของข้าจะต้องได้เข้าร่วมด้วยเช่นกัน”

            “ไม่มีปัญหาเจ้าสามารถพาสหายไปได้ และยังสามารถเข้าออกสำนักเทียนอี้ได้ตลอด แต่ข้าต้องบอกก่อนว่านอกจากเจ้าแล้ว สหายของเจ้านั้นต้องทำตามกฎของสำนักเทียนอี้”

            รองเจ้าสำนักกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

            “แน่นอน”หลินเฟิงยิ้ม

            “เยี่ยมงั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว” รองเจ้าสำนักกล่าวขณะโบกมือไล่ ขณะนั้นได้มีวัตถุจากในมือของเขาถูกส่งมอบให้หลินเฟิง

            ตอนนี้วัตถุนั้นได้มาอยู่ในมือของหลินเฟิงแล้วซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนอยากจะรู้ว่ารองเจ้าสำนักได้ให้อะไรกับหลินเฟิง

            “ยินดีต้อนรับสู่สำนักเทียนอี้ข้าจะพาเจ้าไปเดินชมรอบๆ สำนัก”  

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวกับหลินเฟิงและหลินเฟิงก็พยักหน้าจากนั้นทั้งสี่คนและเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็ก้าวเข้าสู่สำนักเทียนอี้

            พวกเขาเดินผ่านซุ้มประตูและปราสาทที่ราวกับพระราชวังขนาดเล็กที่ปรากฏอยู่ในสายตาของหลินเฟิงมันตั้งตระหง่านและสวยงดงามเป็นอย่างมาก

            “โอ้พระเจ้า”

            หลินเฟิงมองไปที่ปราสาทมีทั้งสวนป่าและแม่น้ำ จึงอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา และตำหนักเหล่านี้มันช่างสมบูรณ์อย่างยิ่งซึ่งในแต่ละตำหนักล้วนมีลักษณะเฉพาะของแต่ละหลัง

            “เจ้าสามารถมองดูได้ทั้งระยะใกล้และไกล”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวขณะยิ้ม

            เมื่อหลินเฟิงได้ยินคำพูดของเขาจึงประหลาดใจขึ้นมา

            “เทียนอี้!”

            กำแพงของตำหนักซึ่งประกอบไปด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัวคือ‘เทียนอี้’ มันดูเหมือนเป็นการประกาศอาณาเขตและนี่มีเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร

            “เมื่อก้าวเข้าสู่เทียนอี้แล้วเจ้าจะไม่มีทางเสียใจอย่างแน่นอน” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

            หลินเฟิงจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่งดงามกว่าหญิงสาวและกล่าวถามว่า “ทำไมเจ้าถึงต้องให้ข้าพูด หรือว่ามีคนมอบหมายให้กับข้า?”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยส่ายหน้าและกล่าวว่า“ถ้าบอกว่าข้าและรองเจ้าสำนัก ทั้งหมดนั้นมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเจ้าจะเชื่อหรือไม่?”

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องหลอกข้าเจ้ากับข้าต่างเป็นคนแปลกหน้า ทำไมเจ้าถึงช่วยข้า?”

            “โชคชะตามักเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจบางคนเห็นอาจจะรู้สึกถูกชะตา ซึ่งทำให้ผู้คนชอบ แต่ในสายข้า เจ้าเป็นคนประเภทนี้”

            ใบหน้าที่สวยงามของเวิ่นอ้าวเสวี่ยไม่คิดว่าแก้มของเขาจะกลายเป็นสีแดงระเรื่อหลินเฟิงหยุดเดินและหันไปมองเวิ่นอ้าวเสวี่ยอย่างงงงัน

            เมื่อเห็นหลินเฟิงหยุดเดินเวิ่นอ้าวเสวี่ยจึงหันหลังกลับไป และเห็นหลินเฟิงมีสีหน้าแปลกๆ ขณะมองมาที่เขาตั้งแต่หัวจรดเท้านั่นจึงทำให้ใบหน้าที่สวยงามเปลี่ยนไปในทันที  

            “บ้าข้ามิได้มีงานอดิเรกเช่นนั้น”

            จู่ๆเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็กล่าวขึ้นมา จึงทำให้หลินเฟิงหัวเราะ แน่นอนว่าอีกไม่นานจะมีบางคนไปมาหาสู่กันซึ่งจะทำให้ผู้คนชอบมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็เป็นคนประเภทนี้

            …

            ในขณะเดียวกันในซึ่งที่ห่างไกลรองเจ้าสำนักได้เดินอยู่กับชายชราคนเดียวกับที่รองเจ้าสำนักให้ไปขอโทษหลินเฟิงสีหน้าของชายชรายังคงดูไม่ค่อยดีนัก ใครกันจะชอบถูกบังคับให้ต้องขอโทษคนรุ่นเยาว์ต่อหน้าผู้คนมันไม่อาจมีความสุขได้

            “เจ้ายังโกรธอยู่?”

            รองเจ้าสำนักกล่าวกับชายชราด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “คำสั่งของรองเจ้าสำนักข้ามิอาจกล้าขัดได้” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเขาได้รับเชิญจากรองเจ้าสำนักมาที่สำนักเทียนอี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นลูกน้องเขา

            “ฮ่าๆเจ้าไม่จำเป็นต้องคิดเช่นนั้น เจ้าควรจะรู้ว่าสิ่งที่ข้าทำไป มันไม่เคยมีหลักการเลยไม่อย่างนั้นเจ้าก็คงไม่ตามข้ามาหรอก” รองเจ้าสำนักกล่าว“ในเมื่อข้าได้ทำเช่นนั้น แน่นอนว่ามีสาเหตุ ส่วนเจ้า... เจ้าเคยบอกเกี่ยวกับเคล็ดวิชานั้นไปเอามัน และบอกว่าเป็นคำสั่งของข้า”

            ชายชราประหลาดใจจากนั้นใบหน้าที่แข็งกระด้างได้หายในพริบพริบตา มันถูกแทนที่ด้วยความปีติยินดี!