หลังจากมื้ออาหารผ่านไปความสงสัยที่อยากจะหาคำตอบของเหิงเยว่มันก็เริ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆทำให้ระหว่างที่เขานั่งบ่มเพาะพลังอยู่ข้างสายธารใต้ร่มเงาต้นไม้เขาก็นึกย้อนกลับไปถึงการต่อสู้กับหยางเปียวเพราะนั่นอาจจะเป็นเบาะแสแรกและเบาะแสเดียว
การดูดซับละอองปราณนั่นเกิดขึ้นสองครั้งและทั้งสองครั้งเกิดขึ้นหลังจากเขารับการโจมตีของหยางเปียวถ้าหากต้องตีความแล้วล่ะก็ หนึ่งในเงื่อนไขการใช้ทักษะนี้คงจะเป็น การสัมผัสกับพลังปราณของอีกฝ่าย
ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วความมากน้อยของละอองปราณที่ได้รับมาขึ้นอยู่กับอะไร...ที่เข้าข่ายสำหรับตอบคำถามข้อนี้นั้นมีเพียงหนึ่งเดียวที่เหิงเยว่คิดออกนั่นคือ ระยะเวลาที่สัมผัสกับพลังปราณของอีกฝ่าย
หากสิ่งที่เขาคิดถูกต้องแล้วเหตุใดการรับการโจมตีของท่านจิวซื่อถึงไม่มีละอองปราณโคจรรอบแขนกลนี้กัน
ปัญหาที่ถูกแก้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงทางตันอีกครั้ง เขาพยามคิดหาคำตอบทว่าก็มีเสียงของหญิงสาวเรียกดึงเขาออกจากภวังค์
“เยว่....เหิงเยว่!”
เพี๊ยะ!...ไม่รู้ว่าเพราะเขารู้สึกตัวช้าหรือไม่ขานตอบ ใบหน้าของเขาจึงถูกตบอย่างเต็มแรง
เสียงโอดครวญหลุดดังออกมาชั่วขณะก่อนเหิงเยว่จะขานตอบกลับไป
“อ...อ้าเหตุใดท่านจึงตบข้าอย่างสุดแรงเช่นนี้”มือซ้ายของเขาลูบไปบริเวณรอยแดงบนใบหน้าหวังให้ความเจ็บปวดลดลง
“ช่วยไม่ได้ข้าเรียกเจ้าตั้งหลายหนแล้ว แต่เจ้าก็ไม่ขานตอบกลับมาเสียที”
“นั่นเพราะข้ากำลังนั่งบ่มเพาะพลังและตัดเสียงรบกวนรอบข้างมันเลยทำให้ข้าไม่ได้ยินเสียงเรียกของท่าน ท่านจิวซื่อโปรดเข้าใจ แล้วท่านมีเรื่องเร่งด่วนอะไรงั้นหรือถึงต้องเรียกข้าด้วยวิธีนี้”
นางยื่นเขี้ยวสีขาวความยาวราวสิบชุ่น[1]ให้กับเหิงเยว่ เขารับมันมาถือด้วยความสงสัย
“ช่วงนี้อสูรหมูป่าเริ่มเกลื่อนแล้วเจ้าช่วยไปจัดการมันแทนข้าที หากไม่รีบจัดการมันล่ะก็ สมุนไพรคุณภาพดีในป่านี้คงจะถูกพวกมันกินไปจนหมดเป็นแน่”
“แต่ท่าน...” สิ่งที่หิงเยว่อยากจะถามก็คือเหตุใดจึงไม่ช่วยกันลงมือจัดการพวกมันแทนที่จะให้เขาไปทำงานนี้เพียงลำพัง
“ใช่ถึงแม้ข้าจะเอาชนะมันได้อย่างสบายแต่ข้าอยากจะให้เจ้าใช้มันเป็นคู่มือในการฝึกมากกว่า”นางพูดขัดขึ้นมากลางคัน “หากจัดการพวกมันแล้ว อย่าลืมเก็บดวงจิตอสูรกลับมาด้วย”
“ก็ได้หากท่านต้องการเช่นนั้น แล้วท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่ารังของมันอยู่ที่ไหน”ถึงแม้ภายในใจเล็ก ๆ จะคัดค้านแต่การได้ฝึกต่อสู้โดยใช้แขนกลข้างนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีอยู่ไม่น้อย
“ข้ามั่นใจว่าเรื่องแค่นี้เจ้าคงจะรู้อยู่แล้วหวังว่าเจ้าจะไม่โดนเจ้าหมูพวกนั้นขวิดตายเอาหรอกนะ” นางหันหลังพลางหัวเราะออกมาซึ่งทางฝั่งเหิงเยว่ก็หัวเราะแห้ง ๆ ออกมาด้วยเช่นกัน
“เหอะ...ข้าว่าท่านประเมินข้าต่ำไปเสียแล้ว” จิวซื่อเดินจากไปโดยไม่ตอบอะไรเหิงเยว่กลับ
ถึงจะกล่าวแบบนั้นออกไปแต่ป่าบริเวณนี้ก็ไม่ใช่พื้นที่เล็ก ๆ เลย เพราะจากคำบอกเล่าของหลี่ผิงทำให้เหิงเยว่รู้ว่าในตอนนี้เข้าอยู่บริเวณแทบชายแดน ดังนั้นป่าบริเวณนี้คงจะอยู่ติดกับเขตชายแดนเป็นแน่จากความทรงจำที่เขาได้มองแผนที่แล้ว ป่าบริเวณนี้ค่อนข้างใหญ่มากเลยทีเดียว
ทว่าหมูป่าอสูรก็ไม่ได้ตามจับอยากอะไรการตามรอยจนไปถึงรังของมันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่เพียงแต่ต้องอาศัยความชำนาญอยู่ไม่น้อย
เหิงเยว่เริ่มไล่หาร่องรอยของมันตามต้นไม้บริเวณรอบที่พักเป็นอย่างแรกจากนั้นค่อย ๆ ขยายวงกว้างขั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาพบรอยขูดขีดด้วยของแข็งบนลำต้นไม้ต้นหนึ่งเข้า
ทำให้เขาใช้เวลาตามรอยอยู่ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็พบกับหมูป่าอสูรแต่ความแปลกประหลาดที่พบเข้าก็คือมันอยู่ตัวเดียวเท่านั้น ตามปกติแล้วพวกมันจะอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ ห้าถึงเจ็ดตัว
เจ้าของร่องรอยเหล่านั้นคงจะเป็นฝีมือของหมูป่าอสูรตรงหน้าเป็นแน่เขาคิดเช่นนั้นแต่ก็ยังไม่กระโจนออกไปจู่โจมในทันที เหิงเยว่เฝ้ามองดูมันจากบนต้นไม้อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกระทั่งมันเริ่มขยับตัวอีกครั้งหลังจากกินสมุนไพรตามพื้น
เขาจึงถือโอกาสนี้ติดตามมันไปอย่างเงียบๆ โดยหวังว่ามันจะนำทางไปยังรังของพวกมัน
[1] ชุ่นเป็นมาตรวัดจีนซึ่งเทียบเท่ากับนิ้ว โดย 1 ชุ่น จะเท่ากับ 1 นิ้ว