อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 107 ปั่นหัว

    บทที่ 107 ปั่นหัว




    “อึก!!” ไป๋ซิ่งเมื่ออยู่ในเหตุการณ์อันตราย เธอเพิ่งได้รู้ว่าหัวใจกำลังจะระเบิดออกมาเป็นอย่างไร ตรงหน้าปรากฏเจ้าไก่หงอนแดงตัวใหญ่ สายตาที่มันมองเธอเหมือนกับต้องการจะกินให้หมดภายในคำเดียว




    “กรู้ก!!” 


                


    ตึบ ตึบ ตึบ!!


                


    เท้าที่น่ากลัวพร้อมกับกรงเล็บแหลมพามันเข้ามาถึงร่างไป๋ซิ่งภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น จะงอยปากแทงเข้าที่หน้าขาของเด็กสาวแล้วโยนขึ้นสูง เตรียมจะอ้าปากรับร่างนั้นกินทีเดียว




    “อ๊า!!!” ความเจ็บปวดที่ขาของไป๋ซิ่งทำให้เธอกรีดร้องออกมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่มัจจุราชจะอ้าแขนรับเธอเข้าไปในอ้อมอก เสียง “ฟิ้ว” ซึ่งวาดผ่านอากาศก็พุ่งเข้ามา


                


    ฉึก!!




    “กรู๊ก!!” เจ้าไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ไม่ได้คิดว่าจะถูกโจมตีเช่นนี้ ศรพริบตาของซูหยวนยังคงแสดงประสิทธิภาพ เป็นการยืนยันว่าทักษะระดับสูงไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ เพียงการโจมตีเดียวก็ทำให้เจ้าสัตว์กลายพันธุ์ตัวใหญ่เซถอยหลังไปแล้ว


                


    ร่างของไป๋ซิ่งที่ลอยบนอากาศ ไม่ถูกกินด้วยประการนี้ ทว่า...ร่างอ่อนนุ่มของเธอก็ตกลงมากระแทกพื้นจนทำให้หญิงสาวสลบไป หลังจากนี้...แม้ว่าไป๋ซิ่งจะยังไม่ตกตายไป แต่การมีชีวิตอยู่ก็ทำให้เธอทรมานเสียยิ่งกว่าตาย


                


    ไม่เพียงใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผล ประสาทควบคุมร่างกายบางส่วนเสียหายมาก เธอไม่สามารถควบคุมคำพูดให้ออกมาเป็นประโยคได้อีก ขาก็ถูกแทงเข้าไปลึกจนกลายเป็นคนพิการ ไม่ต้องพูดถึงว่าร่างที่ร่วงลงมาบอบช้ำขนาดนี้ กว่าจะตื่นขึ้นมาอีกทีก็อายุปาไปสามสิบกว่าแล้ว ช่วงเวลาวัยรุ่นที่ดีที่สุดหายไปทั้งอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะแค้นมาก


                


    แค้นซูหยวน แต่ไม่อาจจะทำอะไรได้ เวลานั้นเธอก็ทำได้แค่มองดูซูหยวนอยู่ในบทชื่นชมทุกช่องทางเท่านั้น ความสำเร็จของซูหยวนในอนาคต ไป๋ซิ่งทำได้แค่มอง...แต่ที่สำคัญที่สุด คนที่เธอยังลงมือด้วยได้ไม่ใช่คนอื่นไกล ทว่า...เป็นอดีตเพื่อนทั้งสองคนที่ยังอุตส่าห์รอดตายมาได้


                


    อย่าคิดว่าการติดคุกไม่กี่ปีจะทำให้เธอหายแค้น ถึงชะตากรรมของพวกเธอจะเหมือนกันหมด ที่เสียเวลาช่วงที่ดีที่สุดไป ทว่า...ชีวิตของเธอนับเป็นชีวิตได้ด้วยหรอ?


                


    ดังนั้น มหกรรมการทวงคืนความแค้นของทั้งสามคนหลังจากนี้จึงได้เริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องของอนาคต เวลานี้...สองคนยังคงวิ่งหนีสัตว์กลายพันธุ์หัวซุกหัวซุนอยู่เลย




    “ฟู่ว!!”


                


    ซูหยวนรัวศรของเธอออกไปอีก 5 อันก็ทำการล้มเจ้าไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ได้สำเร็จ เธอค่อยๆออกมาจากที่ซ่อน มองดูร่างที่ไร้สติของไป๋ซิ่งด้วยสายตาเย็นชา


                


    ด้านหลังเริ่มมีผู้คนปรากฏตัวมา เนื่องจากได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ หลังจากที่พวกเขาเห็นว่าเป็นเด็กนักเรียนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง ก็ยิ่งใจดีต่อพวกเธอมากขึ้น หลายคนพยายามช่วยพาไป๋ซิ่งไปรักษา ในขณะที่คนอื่นๆช่วยคุ้มกันพวกเธอให้ปลอดภัย




    “ขอโทษนะคะ ยังมีรุ่นพี่อีกสองคนที่หนีไปทางนั้นค่ะ พวกคุณจะช่วยตามหาได้ไหมคะ” 




    ซูหยวนไม่ลืมว่านอกจากไป๋ซิ่งแล้ว ยังมีคนอื่นที่ร่วมลงมือด้วย เธอทำเป็นไม่ติดใจเอาความที่ทั้งสองหนีหายไปไม่ยอมช่วยเหลือ ทว่า...ในความจริงแล้ว การละทิ้งไม่เข้ามาช่วยผู้ใช้ลูกแก้วก็ยังถือว่ามีความผิดเลย แล้วคนที่ทิ้งเพื่อนไปในสถานการณ์แบบนี้ จะไม่มีความผิดหรือ?


                


    ทั้งสองคนที่หายไป ไม่ว่ายังไงก็ต้องรับโทษทางกฎหมาย นี่ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ถูกจับขัง แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดซึ่งทำให้ทั้งสองคนต้องชดใช้อยู่ในคุกมากกว่า 20 ปี แม้ว่าเบื้องหลังของพวกเธอจะมีตระกูลใหญ่อยู่ก็ตาม นั่นก็คือ....




    “ซูหยวน เป็นยังไงบ้าง!” 


                


    ร่างสูงที่พรวดพราดเข้ามาทำให้ทุกคนตกใจมาก ด้านหลังของเขามีกลุ่มคนที่ดูยังไงก็ไม่ใช่นักล่าระดับต่ำเดินตามมาเป็นพรวน นักล่าคนอื่นๆที่เข้ามาก่อนหน้านี้เป็นอันต้องหลีกทางให้โดยไม่ได้นัดหมาย


                


    ซูหยวนมองดูประธานที่ยังสวมชุดทางการด้วยความประหลาดใจ ดีที่ชุดของเขาสั่งทำเป็นพิเศษ ต่อให้มันเป็นชุดสวมใส่ในพื้นที่ปลอดภัย ก็ยังช่วยป้องกันสารพิษได้บางส่วนอยู่ดี ซึ่งพิษที่อยู่เขต B นั้นทำอะไรเขาไม่ได้เลย เพียงแต่...ปกติแล้วผู้คนจะไม่ทำกันแบบนี้


                


    ชุดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อต่อสู้ ถ้าพวกเขาใส่ชุดนี้ เคลื่อนไหวไม่กี่ครั้งก็น่าจะทำให้ชุดฉีกขาดหมดแล้ว ดังนั้นการที่เขาใส่ชุดแบบนี้มาจึงค่อนข้างเป็นที่สนใจของผู้คน




    “ประธานจาง?”




    “.................” จางอู่หยางมองดูเด็กสาวที่ยังแข็งแรงปลอดภัยดี ก่อนจะมองไปยังจางเสี่ยวหนิง หลานสาวตัวแสบที่แอบหัวเราะอยู่ด้านหลัง


                


    ถ้าไม่ใช่เพราะได้ข่าวมากะทันหันว่าตอนนี้อันซูหยวนกำลังตกอยู่ในอันตราย ซึ่งมีคนของตระกูลใหญ่โดยเฉพาะตระกูลไป๋และตระกูลหานอยู่เบื้องหลัง เขาคงไม่รีบร้อนเช่นนี้หรอก


                


    ตระกูลไป๋และตระกูลหานไม่ใช่ตระกูลที่เขาต้องหวาดกลัว แต่พวกมันก็มีความสามารถไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่กลายเป็นตระกูลใหญ่ที่เขตชั้นในได้หรอก


                


    สำหรับจางอู่หยาง ที่เขากังวลมากที่สุดก็คือลูกไม้ที่ตระกูลหานมี พวกมันสามารถผลิตอุปกรณ์ที่ทำให้นักล่าระดับสูงตายได้ง่ายๆ ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าจะมาช่วยซูหยวนช้าเกินไป


                


    คิดไม่ถึงเลยว่าจะออกมาเป็นภาพนี้....




    “เสี่ยวหนิง....”




    “คุณอา ดีใจจังเลยค่ะที่คุณอามาช่วยฉัน” จางเสี่ยวหนิงหยอกเย้า เธอยังคงแสดงเป็นเด็กสาวผู้อ่อนแอต่อหน้าคนอื่น แต่มันทำให้จางอู่หยางนึกหมันเขี้ยวไม่น้อยเลย




    “ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ฉันจะให้คนตรวจสอบแน่นอน” เขาพูดกับจางเสี่ยวหนิง แต่ในความหมายนั้น...คล้ายกับต้องการจะบอกซูหยวนมากกว่าว่าเขาจะไม่ปล่อยให้เธอได้รับความอยุติธรรมนี้




    “ขอบคุณคุณอามากนะคะ ฉันเองก็กลัวมากเลยค่ะ เริ่มตั้งแต่ที่โล่แปลกๆของหานหลานฮวาทำงานผิดปกติแล้วค่ะ จู่ๆก็ยิงลูกดอกแหลมๆออกมาจนทำให้สหายไป๋ได้รับบาดเจ็บ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเพื่อนที่บาดเจ็บอยู่ พวกเราคงจะต่อสู้กับเจ้าไก่หงอนแดงนี้ได้ไปแล้ว” จางเสี่ยวหนิงเปิดเผยเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นให้อาของเธอฟัง


                


    จางอู่หยางส่งสัญญาณให้คนของตนเองตามเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเอาไว้ เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ สายตาของเขามองไปยังซูหยวน ศัตรูของเธอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่จัดการบางส่วนออกไป วันข้างหน้าเขาก็กลัวว่าจะปกป้องเธอเอาไว้ไม่ได้


                


    ตระกูลไป๋เป็นลูกมือของตระกูลหลี่ และตระกูลหลี่ก็มีนักวิจัยคนหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ในกองทัพ บางที...เขาอาจจะต้องไปพบตระกูลหลี่เป็นการส่วนตัว ครั้งนี้อาจจะเป็นแค่การมอบ “คำเตือน” ให้ ทว่าหลังจากนี้...ถ้ายังกล้ามาแตะต้องคนของเขาอีก จางอู่หยางคนนี้จะทำให้รู้ว่านรกที่แท้จริงเป็นอย่างไร


                


    หลังจากที่เกิดเรื่อง ทางการเรียกสอบสวนอันซูหยวนและคนอื่นๆเล็กน้อยก่อนปล่อยตัวออกไป เรื่องนี้ตระกูลจางเข้ามาจับตามองด้วยตนเอง ดังนั้นความจริงจึงปรากฏในที่สุด


               


     แม้จะไม่มีใครยอมรับว่าจงใจหาเรื่องอันซูหยวนออกมาโดยตรง แต่ทุกคนก็ได้รับผลจากการทำความผิดอื่นๆแล้ว การที่ละทิ้งเพื่อนในเขตล่าทำให้เด็กสาวสองคนต้องติดคุกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเพื่อนที่พูดถึงนั้นเป็นเพื่อนจากตระกูลใหญ่ทั้งสองคน ส่วนเรื่องโล่ที่ทำงานผิดปกตินั้น ตระกูลไป๋ได้รับค่าปรับจากตระกูลหานหลายล้านเครดิตจนพวกเขาพอใจ


                


    สำหรับไป๋ซิ่ง....เธอไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แค่สภาพของเธอตอนนี้ก็มากพอที่จะเรียกว่ารับผลกรรมแล้ว


                


    คุณหนูจางหัวเราะเสียงดังหลังจากที่อยู่กับซูหยวนตามลำพัง เธอรู้ว่าซูหยวนเห็นความตั้งใจที่แท้จริงตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงไม่คิดจะซ่อนความรู้สึกเอาไว้อีก 




    “เธอมันร้ายจริงๆนะรุ่นน้องอัน ตอนแรกฉันก็ยังเป็นห่วงอยู่ กลัวว่าเธอจะรับมือกับคนพวกนั้นไม่ไหว คิดอยู่ว่าอาจจะต้องออกตัวช่วยเหลือ แต่พอเห็นว่าเธอไม่ไว้ใจโล่ของตระกูลหาน ฉันก็รู้แล้วว่าคงไม่มีใครทำอะไรเธอได้อีก แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฮิฮิ”




    “ฉันรู้ว่ารุ่นพี่มองเจตนาของพวกนั้นออกตั้งแต่แรก แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ...ทำไมรุ่นพี่ต้องอยากให้ฉันไปเล่นสนุกกับคนพวกนั้นด้วยล่ะคะ” ซูหยวนเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมาตั้งแต่แรก


                


    แม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านไปด้วยดี แต่ในความคิดของเธอ...มันควรจะดีกว่านี้ถ้าไม่ต้องไปวุ่นวายกับคนเพี้ยนๆทั้งสามคนนั้นเลย ถึงจะบอกว่าชิ้นส่วนพวกกลายพันธุ์เป็นประโยชน์ต่อเธอก็เถอะ ทว่า...แบบนี้มันก็เสี่ยงเกินไปหน่อย แถมยังไม่ได้ล่าทรัพยากรอะไรกลับไป สุดท้ายก็เกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว ซูหยวนแทบจะไม่ได้อะไรกลับมาด้วยซ้ำ นับว่าเสียเที่ยวแล้วจริงๆ




    “เธอไม่คิดว่าแบบนี้ดีกว่าหรอ?”




    “คะ?”




    “เธอก็เป็นคนฉลาดนี่นา การที่เธอได้รับอันดับหนึ่งของการทดสอบ แถมยังสร้างศัตรูเอาไว้มากมาย เธอคิดว่าจะไม่มีคนอื่นคิดทำร้ายเธองั้นหรอ? ต่อให้ไม่ใช่ทั้งสามคนนี้ เดี๋ยวก็ต้องมีคนอื่นวางแผนทำร้ายเธออีกอยู่ดี แทนที่จะต่อสู้กับอะไรที่มองไม่เห็น ฉันกลับคิดว่ารับมือกับทั้งสามคนโดยตรงแบบนี้ดีกว่า อีกอย่าง....ยิ่งกระตุ้นให้คุณอาออกมาเคลื่อนไหวเร็วมากเท่าไร เธอก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้นนะ”




    “.............” ซูหยวนเข้าใจความหมายในประโยคช่วงแรก แต่ประโยคสุดท้าย เธอกลับไม่เข้าใจอยู่บ้าง




    “ฉันก็แค่กลัวว่าคุณอาจะเสียใจภายหลัง เขาควรจะต้องเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ โดยเฉพาะตอนที่คนลงมือยังเป็นแค่พวกไร้ประสบการณ์ ถ้าหากเธอหลบครั้งนี้ไปได้ ครั้งต่อไปจะต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญกว่านี้แน่ ถึงตอนนั้น...ต่อให้อยากหนีก็หนีไม่พ้น”




    “พอเกิดเรื่องในครั้งนี้ คุณอาจะได้รู้ใจมากขึ้น ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่ทำอะไรทั้งสามตระกูลนั้นเลยน่ะ ที่สำคัญที่สุด...การที่ได้เห็นคุณอาทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบนั้น มันไม่สนุกหรอ?” 


                


    คุณหนูจางพูดเป็นการเป็นงานได้แค่ครู่เดียว หลังจากนั้นก็แลบลิ้นออกมาเหมือนเด็กสาวที่ชอบเล่นสนุกไปทั่ว นิสัยแบบนี้นับว่ามีเสน่ห์ไม่น้อย เธอสดใสมาก แต่ถ้าคนที่จะมาเป็นคนรักด้วย...อาจจะถือเป็นเรื่องปวดหัวมากกว่าเรื่องดี




    “ถึงจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่คุณหนูหวังดีกับฉันสินะคะ”




    “หือ? ก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้วสิ ตั้งแต่เจอเธอครั้งแรกก็ถูกชะตาเลย” จางเสี่ยวหนิงนึกไปถึงครั้งแรกที่ได้เจอกัน เด็กสาวคนนี้ฉลาดมาก เพียงแค่สบตากันก็เข้าใจทุกอย่าง


                


    ถ้าต้องการหาใครสักคนมาเป็นอาสะใภ้ ให้เป็นรุ่นน้องอันก็ไม่ได้แย่ ทว่า...คุณอาของเธอน่ะ จะมีความสามารถมากพอที่จะทำให้คนแบบรุ่นน้องอันพอใจได้หรือเปล่าก็ยังเป็นอีกเรื่อง




    “................” อันซูหยวนมองคุณหนูจอมแสบตรงหน้าด้วยท่าทางเฉยเมย เห็นใบหน้านิ่งเรียบของอีกฝ่ายแบบนั้นแล้ว จางเสี่ยวหนิงก็ทำได้แค่ให้กำลังใจคุณอาผู้ไม่เคยผ่านความรักกับเขาเลยก็เท่านั้น


                


    ไม่รู้ว่ากว่ารุ่นน้องอันจะจบจากสถาบัน เขาจะสามารถทำให้รุ่นน้องอันชอบพอได้หรือเปล่า ไม่สิ! ก่อนที่รุ่นน้องอันจะอายุ 30 ปี แล้วคุณอาของเธอกลายเป็นคนแก่ชรา ก็ไม่รู้เลยว่าจะทำสำเร็จหรือไม่...




    “รุ่นน้องอัน ตอนนี้เธอก็คว้าอันดับหนึ่งของการทดสอบมาแล้ว ได้ยินว่าคุณอาจะพาเธอไปชมห้องวิจัยลับใช่ไหม? ที่นั่นดูเหมือนจะดี แต่...เธอเองก็ต้องระวังเอาไว้บ้างนะ”




    “มีอะไรที่ฉันควรต้องระวังบ้างคะ” อันซูหยวนที่จู่ๆก็ได้รับคำเตือนถามออกไปอย่างไม่เกรงใจ ในเมื่อคุณหนูจางตั้งใจเตือนเธอแล้ว ก็แปลว่าเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายสามารถแชร์ได้


                


    จางเสี่ยวหนิงเรียบเรียงเล็กน้อย เธอเคยมีประสบการณ์ไปดูห้องวิจัยลับที่เพื่อนของคุณอาเป็นเจ้าของอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไปไม่ได้มีประสบการณ์ที่ดีกลับมาเลย 




    “ขอแค่ส่วนพัฒนาอาหาร แค่ตรงนั้นที่ไม่น่าไป...” เพราะมันจะทำให้เธอไม่อยากกินสารอาหารอีกเลย 




    ตอนนั้นที่จางเสี่ยวหนิงไปที่นั่น กระบวนการวิจัยอาหารที่ให้พลังงานแบบใหม่ๆนั้นทำให้เธออยากจะอาเจียน ยิ่งได้รู้ว่าสารอาหารสังเคราะห์ที่กินอยู่ทุกวันนี้ ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้างก่อนจะสำเร็จได้ เธอก็กลืนมันไม่ลงไปหลายวันเลยทีเดียว




    จางเสี่ยวหนิงเข้าใจว่ามันเป็นวิธีการของการทดลอง และต้องใช้ผู้เสียสละจำนวนหนึ่ง ทว่า....ภาพที่เห็นก็ยังเป็นภาพที่รับไม่ได้อยู่ดี




    ซูหยวนได้ยินคำเตือนนั้น แทนที่จะหวาดกลัว เธอกลับมีความสนใจมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก โชคดีที่ไม่ต้องรอนาน เพราะนี่เป็นช่วงเพิ่งเปิดเรียนภาคเรียนที่สอง เนื้อหาจึงไม่ได้เข้มข้นมากนัก อีกอย่าง...การที่ซูหยวนไม่เข้าเรียนวิชาพื้นฐานเหล่านี้ก็มีจดหมายมาจากตระกูลจางแล้ว




    พวกอาจารย์ต่อให้ไม่พอใจ พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี....




    ……………………………..

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน