หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 ศิษย์สายนอกทั้งสิบ

            เล่มที่ 2 บทที่ 33 ศิษย์สายนอกทั้งสิบ

            “ครืน!”

            หลังสิ้นเสียงเซียวอี้ซูรูปปั้นสิงโตพลันสั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรงในความรู้สึกราวกับว่ามันกำลังจะเปลี่ยนไปกลายเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ ก็ไม่ปาน

            ภาพที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เหล่าลูกศิษย์หน้าใหม่รวมถึงพวกเจียงอวิ๋นสิบคนที่ถูกเลือกต่างมีสีหน้าตื่นตะลึงเห็นได้ชัดว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            และเทียบกับความตื่นตะลึงและความไม่เข้าใจของพวกเขาแล้วเหล่าลูกศิษย์เก่าทั้งหลายที่อยู่โดยรอบกลับนิ่งเฉยเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้วแต่กระนั้นเอง สายตาพวกเขาก็ยังคงจับจ้องไปทางรูปปั้นนั่นอย่างไม่ละสายตา

            “ฮูม!”

            หลังสั่นไหวเสร็จ ปากขนาดมหึมาของรูปปั้นที่กางออกพลันมีประกายแสงอันสะดุดตาพุ่งออกอย่างกะทันหันคลุมพื้นที่ขนาดเกือบสิบจ้างบนลานกว้าง

            และพอจะเห็นได้รางๆ ว่า ภายในประกายแสงนั้นมีเงาคนอยู่หลายคน!

            เจียงอวิ๋นใจเต้นระส่ำ กล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด“นี่คงจะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าค่ายกลขนส่งสินะสามารถส่งคนไปยังสถานที่อันห่างไกลได้ในเวลาที่สั้นอย่างมากแต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีค่ายกลซ่อนอยู่ในรูปปั้นสัตว์ด้วยไม่รู้ว่ารูปปั้นสัตว์อีกสามตัวที่เหลือนั้นจะมีค่ายกลอันใดซ่อนอยู่หรือไม่”

            พริบตาต่อมา ประกายแสงที่พุ่งออกจากปากรูปปั้นสัตว์ประหลาดก็ค่อยๆเลือนหายไป การสั่นสะเทือนค่อยๆ สงบลงจนทุกอย่างกลับเป็นปกติทว่าบนลานกว้างเวลานี้ นอกจากพวกเจียงอวิ๋นสิบคนแล้ว ได้มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกสิบคน

            ทั้งสิบคนนี้มีทั้งชายทั้งหญิง รูปร่างแตกต่างกันไปแต่สิ่งเดียวที่เหมือนกัน คือบนใบหน้าทุกคนล้วนมีความหยิ่งผยองแฝงอยู่

            และดูจากที่บริเวณเอวของพวกเขามีแผ่นตราสีน้ำเงินชิ้นหนึ่งเหน็บเอาไว้ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาเหล่านี้ก็คือลูกศิษย์สายนอกจากแสวงมรรคห้ายอดหรือก็คือคู่ต่อสู้ที่พวกเจียงอวิ๋นสิบคนกำลังจะเผชิญหน้าในการประลองเล็กนั่นเอง

            เป้าหมายของงานประลองเล็กหลังการทดสอบซ้ำ หลักๆคือการให้ศิษย์ใหม่ได้รู้ว่าการต่อสู้ระหว่างนักพรตเป็นเช่นใดเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์อย่างหนึ่ง ดังนั้นในการประลองเล็กทุกครั้งคู่ต่อสู้ของศิษย์ใหม่ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์เก่าจากห้ายอดทั้งสิ้นโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นศิษย์สายนอก

            เพราะถึงแม้จะกล่าวว่าเป็นการประลองทว่าแท้จริงแล้วคือการให้ศิษย์เก่ามาชี้แนะศิษย์ใหม่ต่างหาก

            อย่างไรเสียศิษย์ใหม่เกือบทั้งหมดล้วนไม่เคยต่อสู้จริงมาก่อนโอกาสชนะค่อนข้างน้อย ดังนั้นศิษย์สายในจึงไม่ค่อยมีผู้ใดว่างเสียจนลงมาเข้าร่วมงานประลองเล็กๆเช่นนี้

            การปรากฏของศิษย์สายนอกสิบคนหมายความว่าการประลองเล็กกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วและการปรากฏตัวอย่างอลังการของพวกเขาย่อมต้องทำให้ฝูงชนที่อยู่โดยรอบต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมา

            ในบรรดาสิบคนนั้นเจียงอวิ๋นมองปราดเดียวก็เห็นเสือสีเหลืองที่มีขนาดตัวยาวสิบจ้างทันทีย่อมต้องจำได้ว่าชายหน้าเหลืองที่กำลังยืนจ้องเขม็งมาทางเขาอย่างดุร้ายอยู่ข้างเสือตัวนั้นก็คือสวี่เฉิงซาน

            ทว่าเจียงอวิ๋นไม่ได้สนใจสายตาของสวี่เฉิงซานเลยแม้แต่น้อยเพียงมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งแล้วก็ปล่อยผ่านไป จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปมองทางลูกศิษย์หญิงที่ยืนอยู่ข้างอีกฝ่าย

            นางสวมชุดสีม่วงมีแผ่นตรารูปมังกรสีน้ำเงินเหน็บอยู่บริเวณเอวเช่นกัน มองดูแล้วน่าจะอายุราวๆยี่สิบต้นๆ แม้รูปโฉมจะไม่ได้งามล้ำ แต่ก็จัดอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงได้เสียดายที่บริเวณขอบตาขวามีปานสีแดงอยู่ ทำลายความงดงามของนางไปทำให้นางดูเจ้าเล่ห์อำมหิตมากขึ้นหลายส่วน

            ตอนนี้เอง เสียงของเซียวอี้ซูได้ดังขึ้นอีกครั้ง“ทั้งสิบคนนี้ก็คือศิษย์สายนอกที่มาจากทั้งห้ายอดเขาหรือก็คือคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าในวันนี้ พวกเจ้าสามารถเลือกได้ตามใจว่าจะท้าประลองกับคนไหนแต่เลือกแล้วห้ามเปลี่ยน หากพวกเจ้าไม่เลือกเช่นนั้นพวกเขาจะเป็นฝ่ายเลือกพวกเจ้าเอง! การประลองเล็กไม่สนผลแพ้ชนะทางนิกายจักมอบรางวัลให้พวกเจ้าทุกคน!”

            “ข้าเลือกเขา!”

            เซียวอี้ซูเพิ่งกล่าวจบไม่ทันไรสวี่เฉิงซานผู้นั้นก็ได้ก้าวเท้าออกมาชี้นิ้วทางเจียงอวิ๋นแล้ว!

            ฝูงชนชะงักไปอย่างอดไม่ได้พวกเขาย่อมไม่เข้าใจว่าไฉนศิษย์เก่าอย่างสวี่เฉิงซานถึงรีบร้อนเพียงนี้ทว่าเจียงอวิ๋นกลับรู้อยู่แก่ใจ ครั้งนี้อีกฝ่ายมาเพื่อล้างแค้นโดยเฉพาะคงกลัวว่าเขาจะไม่เลือกมัน หรือกลัวว่าเขาจะถูกผู้อื่นเลือกไปเสียก่อน จึงรีบเอ่ยปากขึ้นมาก่อน

            บัดนี้ในหัวของสวี่เฉิงซานนั้นมีแต่ความคิดที่อยากจะโค่นเจียงอวิ๋นลงเสียดังนั้นเขาจึงไม่สังเกตเห็นท่าทีของฝูงชนที่อยู่รอบๆ เลยแม้แต่น้อยซึ่งก็มีบางส่วนมีมองมาทางเขาด้วยสายตาดูแคลนเล็กน้อยด้วย

            เพราะในสายตาของทุกคนแล้ว การที่สวี่เฉิงซานเลือกเจียงอวิ๋นเป็นคู่ต่อสู้เห็นได้ชัดว่าเป็นการเลือกคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอที่สุด

            ต่อให้เจียงอวิ๋นจะสามารถยกระดับได้สามขั้นในเวลาครึ่งปีทว่าเขาก็ยังมีความแข็งแกร่งเพียงระดับเบิกปราณขั้นสามเท่านั้นทว่าสวี่เฉิงซานที่มีฐานะเป็นศิษย์สายนอกที่อยู่มาก่อน อย่างน้อยก็มีการบำเพ็ญระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดแล้ว

            ยิ่งรวมกับที่เขาเป็นศิษย์ของยอดเขาร้อยสิงสาเขายังมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วยหนึ่งตัวระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดต่อสู้กับระดับเบิกปราณขั้นสามไม่พอยังเป็นการต่อสู้แบบสองต่อหนึ่งอีก นี่เป็นการรังแกเจียงอวิ๋นอย่างชัดเจน!

            “แฮ่ม!” เซียวอี้ซูกระแอมไอออกมาจ้องมองทางสวี่เฉิงซานครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองทางเจียงอวิ๋น “ศิษย์น้องเจียงในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ เจ้ามีโอกาสปฏิเสธได้หนึ่งครั้ง”

            ศิษย์ใหม่เลือกศิษย์เก่าเป็นคู่ต่อสู้ศิษย์เก่าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่ในทางกลับกัน ศิษย์ใหม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ถือเป็นการคุ้มครองที่มอบให้ศิษย์ใหม่อย่างหนึ่ง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงอวิ๋นก็เอ่ยปากตอบกลับอย่างไม่ลังเลทันที “ข้าปฏิเสธ!”

            คำตอบของเจียงอวิ๋น ทุกคนล้วนไม่ประหลาดใจเพราะไม่ว่าผู้ใดก็ตาม หากไม่อยากแพ้ก็ย่อมต้องปฏิเสธการประลองกับสวี่เฉิงซานอยู่แล้ว

            แม้ว่าการประลองกับคู่ต่อสู้คนอื่นก็ย่อมต้องแพ้เหมือนเดิมแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องสู้หนึ่งต่อสอง!

            สวี่เฉิงนซานสีหน้าบึ้งตึงทันทียังคิดจะอ้าปากกล่าวอะไร ทว่าเซียวอี้ซูกลับพยักหน้ารับแล้ว “ได้เช่นนั้นก็เริ่มจากเจ้าเลยแล้วกัน เจ้าเลือกคู่ต่อสู้ของเจ้าก่อนเลยเถอะ!”

            เจียงอวิ๋นจึงชี้นิ้วออกไปทางสตรีชุดมท่วงที่มีปานบนใบหน้าซึ่งยืนอยู่ข้างสวี่เฉิงซาน“ข้าเลือกนาง!”

            เมื่อเห็นชัดแล้วว่าเจียงอวิ๋นเลือกใครเป็นคู่ต่อสู้ทั่วทั้งบริเวณนี้พลันจมลงสู่ความเงียบอย่างน่าประหลาดทันทีกระทั่งเซียวอี้ซูก็ยังเผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมาเสี้ยวหนึ่งมีเพียงเปาหยวนเฉียงที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มคนเท่านั้นที่เผยรอยยิ้มเย็นเยียบที่แผนร้ายสำเร็จผล

            สวี่เฉิงซานอยากเลือกเจียงอวิ๋นเป็นคู่ต่อสู้แทบขาดใจส่วนเจียงอวิ๋นกลับคิดจะเลือกลูกศิษย์ของยอดเขาร้อยสิงสาอีกคนเป็นคู่ต่อสู้

            แม้ฝูงชนจะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเจียงอวิ๋นแต่อย่างน้อยก็มีเรื่องหนี่งที่พวกเขาแน่ใจได้นั่นคือระหว่างเจียงอวิ๋นกับยอดเขาร้อยสิงสาน่าจะเคยมีความบาดหมางกันมาก่อน

            ทว่าเจียงอวิ๋น เหมือนจะไม่รู้ฐานะของสตรีชุดม่วงที่เขาเลือกนะ...

            ส่วนสตรีชุดม่วงที่ได้ยินว่าเจียงอวิ๋นเลือกตนเป็นคู่ต่อสู้นางก็ชะงักไปเช่นกัน แต่จากนั้นก็หัวเราะขึ้นมาแววตาเย้ยหยันในดวงตาเข้มข้นชัดเจนยิ่งขึ้น

            เซียวอี้ซูดึงสายตากลับจากสตรีชุดม่วงจากนั้นก็มองทางเจียงอวิ๋นอีกครั้ง ขมวดคิ้วกล่าว“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเลือกนางเป็นคู่ต่อสู้?”

            เจียงอวิ๋นตอบกลับหนักแน่น “ใช่!”

            “เอาเถอะ!” เซียวอี้ซูพยักหน้ารับพลันยกมือสองข้างขึ้นคำนับไปทางสตรีชุดม่วง “ศิษย์น้องฟางเช่นนั้นคู่ต่อสู้ของเจ้า ก็คือศิษย์น้องเจียง เจียงอวิ๋นผู้นี้แล้ว”

            “ได้!” สตรีชุดม่วงหัวเราะแผ่วเบาออกมา“ข้าจะตั้งใจชี้แนะศิษย์น้องเจียงแน่นอน!”

            เจียงอวิ๋นตอนนี้อยากจะพุ่งไปอยู่ตรงหน้าสตรีชุดม่วงผู้นั้นแล้วเค้นถามที่อยู่ของลู่เซี่ยวอวี๋ใจจะขาดดังนั้นสายตาของเขาจึงจับจ้องไปที่อีกฝ่ายแน่นิ่ง ไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของฝูงชนที่อยู่โดยรอบเลยและยิ่งไม่ทันได้สังเกตเลยว่าศิษย์สายในอย่างเซียวอี้ซูนั้นมีท่าทางเกรงใจต่อศิษย์น้องฟางผู้นี้เพียงใด

            “เอาละ คนอื่นๆ ก็รีบเลือกคู่ต่อสู้เสียพวกเราจะเริ่มการประลองเดี๋ยวนี้เลย!”

            จนเมื่อศิษย์ใหม่ที่เหลืออีกเก้าคนเลือกคู่ต่อสู้ของตนเสร็จแล้วเซียวอี้ซูจึงกล่าวเสียดังว่า “การประลองจะเรียงลำดับตามตำแหน่งการยืนของแต่ละคนจำไว้ เป้าหมายของการประลองเป็นเพียงการฝึกฝนการต่อสู้เท่านั้นจงหยุดเมื่อเห็นสมควร ห้ามลงมือรุนแรงเกินเหตุ!”

            หลังจากหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เซียวอี้ซูจึงมองทางเจียงอวิ๋นกับสตรีชุดม่วงแล้วกล่าวว่า“พวกเจ้าสองคน รอประลองรอบสุดท้ายก็แล้วกัน!”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน