หลังจากหลิงเทียนหาที่พักในยามค่ำคืนนี้ได้แล้ว เขาก็ให้กลุ่มของเขาพากันแยกย้ายกลับไป โดยให้เหตุผลไปว่าให้ทุกคนเร่งบ่มเพาะพลังให้มากที่สุด เพราะเมื่อออกไปทำภารกิจที่เหล่าบรรพบุรุษมอบหมายมาให้นั้น อาจจะไม่ได้กลับมาตำหนักพักใหญ่ แล้วโลกภายนอกนั้น ทั้งทรัพยากรและความหนาแน่นของพลังปราณเทียบไม่ได้กับภายในตำหนักนี้ ส่วนตัวเขาเองก็จะพยายามเร่งปรับความเข้าใจในร่างกายใหม่เช่นกัน
เนื่องจากเขานั้นฝึกฝนแต่เพียงภายในห้วงจิตใจ สำหรับเขาแล้วแม้จะได้รังไหมคอยปรับสภาพร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นตามจิตใจ ทว่าตัวเขาในตอนนี้ยังไม่อาจควบคุมได้ดั่งใจ และนี่คือเหตุผลที่เขาใช้เพียงแค่ "คิ" หรือที่เรียกว่าจิตสังหาร เท่านั้น เพราะเขาไม่มั่นใจว่าถ้าโจมตีสวนกลับไป แล้วยั้งน้ำหนักมือไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะตายคามือของเขาหรือเปล่า
เมื่อหลิงเทียนก้าวเข้ามาในที่พัก ก็ถึงกับต้องเบ้ปากอีกครั้ง เพราะมันไม่มีอะไรเลย นอกจากผ้าฝูกบางๆ ที่ปูพื้นอยู่ ภายในนั้นสภาพไม่ต่างไปพื้นที่โล่งแจ้งด้านนอก เพียงแค่มีกระโจมไว้กันลมบังฝนเท่านั้น ก่อนจะเลิกสนใจ แล้วมานั่งหวนคิดถึงช่วงเวลาที่เขาฝึกฝนอยู่ภายในห้วงจิตใจ มันช่างเป็นอะไรที่สุดแสนจะทรมานเหลือเกิน
จนกระทั่งเมื่อ 4 เดือนก่อนหน้านี้ เขาสามารถบรรลุภารกิจที่ระบบมอบหมายไว้ ได้สำเร็จเรียบร้อย และใช้งานระบบได้เหมือนเดิม แต่เป็นเพราะเขาอยู่แต่ภายในห้วงจิตใจเท่านั้น ทำให้แต้มอื่นๆของเขาไม่กระเตื้องขึ้นเลยแม้แต่น้อย จะได้แต้มก็ต่อเมื่อกวนประสาทเหล่าบรรพบุรุษเท่านั้น ทว่ามันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน แต่ในที่สุดเขาก็สามารถรวบรวมแต้มสีดำได้มากพอที่จะซื้อทักษะได้สองอันคือ ทักษะพิเศษลบจิตสัมผัส และทักษะถ้ำมอง
ส่วนเหตุผลที่เขาเลือกสองทักษะนี้ ก็เพียงเพื่อที่จะหลบหนีออกจากห้วงจิตใจแล้วกลับเข้าร่างดังเดิม เพราะทักษะพิเศษลบจิตสัมผัสนั้นสามารถลบตัวตนและจิตใจให้หายไปได้ [ไม่ใช่หายตัวนะ] ส่วนทักษะถ้ำมองช่วยทำให้มองเห็นผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้แม้จะไม่ใช่ทักษะที่ดีนัก แต่สำหรับเขาในตอนนั้นเบื่อมากและพยายามหนีออกมาหลายต่อหลายครั้ง
เมื่อได้ทักษะทั้งสองมาอีกครั้งเขาจึงพยายามที่จะหลบหนีออกมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อเขาได้เห็นม่านอักขระราวร้อยชั้นที่ถูกวาดขึ้นภายในห้วงจิตใจของเขา ผ่านทางทักษะถ้ำมอง ทั้งยังมองเห็นเหล่าบรรพบุรุษนั่งเอกเขนกอยู่ตรงปากทางออกเพียงหนึ่งเดียวของเขา ถึงกับเริ่มเข้าใจขึ้นมาในทันที และรู้ถึงเหตุผลที่เขาไม่สามารถหนีรอดออกไปได้อย่างถ่องแท้ สุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม ท้ายที่สุดสองทักษะที่เขาได้มาจึงกลายเป็นเพียงเศษขยะเมื่อเขาอยู่ต่อหน้าเหล่าบรรพบุรุษนั่นเอง
แต่ทันทีที่เขาก้าวออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง เขาได้ทดลองใช้มันทดสอบตลอดเส้นทางที่เดินออกมาจากตำหนักเจ้าสำนัก จนถึงที่พักศิษย์สายนอก ทำให้ได้รู้ได้เห็นอะไรดีๆ เยอะแยะเลย และเมื่อเขาเข้าที่พักและเริ่มเปิดใช้ทักษะนี้อีกครั้ง ถึงกับเหงื่อตกขึ้นทันที เพราะเด็กสาวที่เขาพึ่งประลองด้วยเมื่อครู่ ในตอนนี้นางไม่ได้ไปหาที่พักตามใต้ต้นไม้แต่อย่างใด ทว่านางกลับอยู่หน้าที่พักของ ซึ่งเขาห่างออกไปราว 3 เมตรและสายตาของนางก็จับจ้องมาในที่พักของเขา หลิงเทียนได้แต่ลอบกลืนน้ำลายก่อนจะสบถในใจเบาๆ แล้วนั่งบ่มเพาะพลังอย่างเงียบๆ
"ข้าก็ประลองอย่างถูกต้องตามกฏนี่นา แล้วนางจะมาโกรธเคืองอะไรข้ากันหนักหนาเล่า!!"
เช้าวันต่อมา.....
ภายในกระโจมร่างของหลิงเทียนปรากฏออร่าสีแดง สีฟ้า และสีทองสลับไปมา ก่อนที่ออร่าพลังทั้งสามสีจะผสมผสานกันกลายเป็นออร่าพลังสีทองประกายม่วง ไม่นานนักหลิงเทียนก็ลืมตาขึ้น เขาค่อยๆบิดร่างกายไปมาอย่างเกียจคร้าน แล้วลุกขึ้นเพื่อออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอก เมื่อหลิงเทียนออกมาก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะมู่เยี่ยนางยังนั่งบ่มเพาะพลังอยู่ด้านหน้าที่พักของเขา แทนที่จะไปหาที่พักตามต้นไม้เพื่อใช้บังแสงตะวันที่สาดส่องมา ก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างสงสัย
"เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปหาพักที่อื่นเล่า!!?"
"ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่าน" หลิงเทียนถึงกับขมวดคิ้วขึ้นทันที เพราะหลังจบการประลอง นี่ก็ผ่านมาได้เพียงคืนเดียวเท่านั้น แต่สรรพนามที่นางใช้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว จึงอดทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ ไม่ได้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"จะคุยเรื่องอะไร!!?"
"แต่งงานกับข้าได้ไหม!!"
"แค่กๆ !! เจ้าว่าอะไรนะ..."
"แต่งงานกับข้าได้ไหม!!"
"เจ้าจะบ้าหรือ!! ข้าขอปฏิเสธ"
"เพราะเหตุใด"
"ข้ามีคู่หมายแล้ว"
"ข้าไม่ถือ"
"ข้าไม่ชอบมีภรรยาหลายคน"
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านก็ชินไปเอง"
"นี่เจ้าไม่เข้าใจหรือไง ข้าไม่ชอบเจ้า"
"ข้าเชื่อว่า สักวันนึงท่านจะต้องรักข้าอย่างแน่นอน"
"เฮ้อออ.....!! ข้าขี้เกียจจะเสวนากับเจ้าแล้ว"
หลิงเทียนที่เริ่มรำคาญจึงพูดตัดบทออกไป ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปยังย่านการค้าภายในตำหนักเหมันต์ทันที โดยไม่สนใจมู่เยี่ยอีก ฉับพลันนั้นเองใบหน้าของเขาก็พลันซีดลงทันใด เมื่อได้ยินประโยคทิ้งท้ายที่ดังลั่นตามหลังมา แม้กระทั่งศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน
"ชาตินี้ท่านไม่มีทางหนีข้าพ้นหรอก ข้าจะต้องให้ท่านมาเป็นสามีของข้าให้ได้"
----------------------------------------------------------
ภายในโรงน้ำชาย่านการค้าภายในตำหนักเหมันต์จันทรา
ไป๋หยุนเฟยได้มาแจ้งข่าวเรื่องการประลอง เพื่อขึ้นเป็นศิษย์หลัก โดยมีกำหนดการในอีก 2 วันข้างหน้า ส่วนเซียงเซียงกับหนิงเอ๋อร์ พวกนางกำลังรวบรวมข้อมูลรูปแบบการต่อสู้ของศิษย์หลักทั้ง 50 อันดับมาเพื่อให้หลิงเทียนตรวจสอบ และหาวิธีรับมือกับคู่ประลอง เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังในการประลองมากจนเกินไป เพราะการประลองเพื่อกลายเป็นศิษย์หลักโดยตรงนั้น มีเงื่อนไขมหาโหดอยูก็คือ จะต้องประลองไปเรื่อยๆ จนครบทุกอันดับโดยไม่มีหยุดพัก แต่หากผู้ท้าประลองแข็งแกร่ง ฝั่งของศิษย์หลักก็สามารถขอผ่านได้เช่นเดียวกัน เสมือนกับการยอมรับว่าผู้ท้าประลองนั้นมีฝีมือเหนือกว่า
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยปรึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่นั้น ไม่นานนักหนิงเอ๋อร์ก็มาถึง พร้อมด้วยใบหน้าที่บูดเบี้ยวเล็กน้อย และเซียงเซียงที่เดินตามมา แม้ใบหน้าของนางจะเรียบเฉยราวกับแม่น้ำที่เงียบสงบ แต่บรรยากาศรอบตัวของนางกลับดูอึมครึม หลิงเทียนอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทางของพวกนาง ทันทีที่พวกนางนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับพวกเขา ศิษย์ในตำหนักภายในโรงน้ำชาโดยรอบ ถึงกับจ้องมองมาที่โต๊ะของเขา อย่างไม่กระพริบตาเลยทีเดียว ก่อนที่หลิงเทียนจะเอ่ยถามขึ้น
"พวกเจ้าเป็นอะไรกันงั้นหรือ!!?"
"ก็พวกเราไปหาซื้อข่าวข้อมูลและรูปแบบการต่อสู้ ของศิษย์หลักทั้ง 10 อันดับแรกมาน่ะสิ แต่ไอ้หอภารกิจที่ขายข่าว ดันตั้งราคา 3 อันดับซะสูงลิบลิ่ว พวกเราก็เลยจ่ายไม่ไหว เลยได้ข้อมูลมาแค่ 6 คนเท่านั้น ก็เลยหงุดหงิดน่ะ" หนิงเอ๋อร์กล่าวตอบด้วยอารมณ์ราวกับเด็กที่พึ่งถูกขัดใจมา
"อันที่จริง พวกเจ้าไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ ถึงจะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย แต่ข้าเองก็มีความมั่นใจว่าไม่แพ้อย่างแน่นอน" หลิงเทียน
"เจ้าคงยังไม่รู้สินะ ศิษย์หลักทุกคนนั้นนอกจากจะมีอาวุธระดับจักรพรรดิแล้ว ยังมีสัตว์อสูรในพันธะสัญญาอีกด้วย เจ้าคิดว่าการรับมือกับสัตว์อสูรของอีกฝ่ายโดยที่เราไม่รู้จักรูปแบบการโจมตีนั้น ต้องเปลืองแรงแค่ไหนกัน และอีกอย่างศิษย์หลักสามอันดับแรก ก็ยังเป็นเหมือนกับเจ้าด้วย" หนิงเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
"เหมือนข้ายังไง" หลิงเทียน
"ก็เป็นพวกสืบทอดสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ไง" เซียงเซียง
"อืมมม!!! น่าสนใจแฮะ" หลิงเทียน
"เฮ้อออออ!!?" หนิงเอ๋อร์ และไป๋หยุนเฟย ได้แต่ถอนหายใจอย่างเพลียๆ เพราะถึงยังไง หลิงเทียนก็เป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายตลอด ไม่เคยสนใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่าร้ายแรงแค่ไหน ทว่าในยามขับขัน เขากลับคิดถึงผู้อื่นก่อนเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ หนิงเอ๋อร์ และไป๋หยุนเฟย คอยสนับสนุนอย่างเต็มที่ และไม่ยอมย้ายไปอยู่กลุ่มอื่น หรือสร้างกลุ่มใหม่ แต่พวกเขายอมรับหลิงเทียนอย่างสุดใจ ถึงหลิงเทียนจะเป็นพวกไม่สนโลกก็เถอะ
จะมีก็แต่เพียงเซียงเซียงเท่านั้น ที่มองต่างออกไป เพราะนางมั่นใจว่า ถ้าหลิงเทียนไม่มีความมั่นใจในการรับมือ อาการของเขาไม่อาจสงบนิ่งได้แบบนี้ แต่จะมีอาการลุกลี้ลุกลนกระวนกระวาย เฉกเช่นเดียวกับตอนที่พบเจออสูรนรก ทำให้นางเริ่มผ่อนคลายลง
ทว่าผ่านไปเพียงไม่นานนัก ก็ได้ยินเหล่าศิษย์สายนอกที่มาย่านการค้า ป่าวประกาศไปทั่วเรื่องที่มู่เยี่ยต้องการจับหลิงเทียนมาเป็นสามี จนทำให้โต๊ะที่กลุ่มของหลิงเทียนนั่งอยู่ จู่ๆ ก็พลันหนาวเย็นขึ้นสุดขั้ว พร้อมๆ กับรังสีแห่งการฆ่าฟันที่พุ่งสูงขึ้น เมื่อหลิงเทียนและไป๋หยุนเฟยหันไปมองสองสาว ก็เห็นหนิงเอ๋อร์มองไปทางหลิงเทียนด้วยแววตาที่ดูแล้วเสียวสันหลังวาบ ส่วนเซียงเซียงแม้จะเก็บอาการอย่างสุดชีวิต ทว่าออร่ารอบๆ ตัวนางกลับมิได้สงบราบเรียบตาม
หลิงเทียนได้แต่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะหันไปหาไป๋หยุนเฟย เพื่อขอให้เขาช่วยพูดให้หน่อย แต่เมื่อหันไปกลับพบว่า มันนอนหมอบฟุบกับโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้แต่สบถในใจ
"เวรเอ้ย!!? นั่นมันมุขเอาตัวรอดของข้านะเฟ้ยยย!!!?"