ชายหนุ่มวัย 25 ออกจากแท็กซี่ และเดินอย่างมาดมั่นไปยังประตูทางเข้าของสนามบินลอสแองเจลิส ระหว่างที่รอโหลดกระเป๋า สาว ๆ บริเวณนั้นต่างชายตามองและส่งยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างไม่ลดละ เพราะความหล่อเหลาและคมคายเข้าขั้น ราวกับดาราดังจากฮอลลีวูดเลยทีเดียว ชายหนุ่มก็ยิ้มตอบสาว ๆ เ่าั้ด้วยความเป็มิตรแต่แฝงไปด้วยความหยิ่งทะนง
ความซวยเริ่มบังเกิด มีชายฉกรรจ์ใส่สูทดำประมาณ 4 คน เดินย่างก้าวมายังจุดโหลดกระเป๋า ชายหนุ่มเมื่อเห็นเช่นนั้น จึงรีบเร่งให้เ้าหน้าที่สนามบินตรวจสอบกระเป๋าโดยเร็ว เมื่อตรวจเสร็จสิ้น ปรากฏว่าชายฉกรรจ์ทั้ง 4 ได้รุมล้อมชายหนุ่มไว้เรียบร้อย หนึ่งในนั้นพูดว่า
"คุณหนูครับ นายท่านสั่งไม่ให้กลับประเทศจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น"
"ผมจะกลับ ใครจะทำไม อีกอย่างผมเรียนจบแล้ว" ชายหนุ่มพูดจาเสียงแข็งใส่
"ยังงัยก็กลับไม่ได้ครับ" ชายคนดังกล่าวตอบกลับและสั่งให้อีก 3 คนยึดกระเป๋าของชายหนุ่มไว้
ระหว่างนั้นมีตำรวจของสนามบินเข้ามาตรวจสอบ และสอบถามชายหนุ่มว่าเกิดอะไรขึ้น ชายหนุ่มตอบว่า "4 คนนี้เป็นักเลง และหาเื่ผมมาั้แ่ลงแท็กซี่แล้วครับ มากล่าวหาว่าผมไม่จ่ายเงินค่าจอดหน้าทางเข้าสนามบิน ถ้าจะเอาเงินขอกันดี ๆ ก็ได้" ว่าแล้วชายหนุ่มก็หยิบเงินในกระเป๋า และส่งให้ตำรวจ แล้วรีบเดินจากไป
ชายทั้ง 4 พยายามจะติดตาม แต่ถูกตำรวจสกัดเอาไว้และเชิญตัวไปยังห้องสอบสวนของสนามบิน
เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้า ชายหนุ่มเหลือบมองไปยังที่นั่งข้าง ๆ พบว่าไม่มีผู้โดยสาร จึงรู้สึกแปลกใจ เพราะตอนจองตั๋วเที่ยวบิน เขาจำได้ว่ามีคนนั่งข้าง ๆ ด้วย จึงสอบถามเ้าหน้าที่บนเครื่อง
"ไม่มีคนนั่งหรือครับ"
เ้าหน้าที่แปลกใจกับคำถามของชายหนุ่มและตอบกลับ
"ที่นั่งตรงนี้ไม่มีใครจองเลยค่ะ"
ระหว่างอยู่บนเครื่อง ชายหนุ่มมองไปที่นั่งข้าง ๆ และครุ่นคิดถึงเื่ราวดังกล่าวตลอดทาง ในระหว่างนั้นชายหนุ่มเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง เหมือนมีใครจ้องมองตน ชายหนุ่มพยายามข่มตาหลับ เพราะเที่ยวบินระหว่างลอสแอนเจลิสถึงกรุงเทพฯ นั้นไกลทีเดียว
"10 ปี แล้วสินะ" ชายหนุ่มมองจากเครื่องบินมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิใน่เช้า เมื่อเครื่องลงจอด ชายหนุ่มพยายามมองหาอะไรบางอย่าง และได้พบกลุ่มชายใส่สูทประมาณ 3 คน 2 คนรอที่รถ อีก 1 คนกำลังมองหาใครบางคนที่กำลังออกมาจากประตูทางออก เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มจึงเลี่ยงออกประตูอีกฟากและเรียกแท็กซี่เพื่อออกจากสนามบินทันที
เสียงโทรศัพท์ดังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มไม่ยอมรับ แต่ความอดทนย่อมมีจำกัด
"สวัสดีครับพ่อ"
"แกจะให้พ่อตายไปอีกคนรึยังงัย "วายุ" ทำไมไม่หัดฟังกันบ้าง"
"มันก็ไม่ได้แย่อะไรนี่ครับ บ้านเมืองก็ปกติดี ยกเว้นแต่พ่อที่ไม่อยากให้ผมกลับ"
"แกมันไม่เข้าใจอะไร เหมือนแม่แกไม่มีผิด"
"ใช่สิ พ่อจะสนใจอะไร ผมมันก็แค่ลูกเมียเก่า" วายุทำสีหน้าเซ็ง ๆ ก่อนกดตัดสายทิ้ง
แท็กซี่พาวายุมาถึงคฤหาสน์สุดหรูแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เขาบอกให้แท็กซี่จอดหน้าคฤหาสน์สักครู่ เขามองไปที่คฤหาสน์ดังกล่าวและถอนหายใจ ก่อนบอกให้แท็กซี่ขับรถไปต่อ
วายุบอกให้แท็กซี่จอดรถที่วัด ในขณะนั้นที่วัดกำลังจัดงานสมโภชหล่อองค์พญาครุฑ มีลูกศิษย์ลูกหามาเป็จำนวนมาก เมื่อเขาเดินย่างเท้าก้าวเข้าไปในเขตประตูวัด ก็มีอาการหายใจติดขัด และรู้สึกกระวนกระวายใจ แต่ด้วยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่มายังวัดแห่งนี้ จึงข่มใจตนเองและเดินฝ่าฝูงชนที่กำลังร่วมพิธีสมโภช ระหว่างนั้นเขาได้มองเห็นผู้คนที่กำลังร่วมพิธีต่างกราบไหว้บูชาพระพุทธรูป ทวยเทพ และรูปปั้นต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจ
"งมงายกันเหลือเกิน มิน่า..." ก่อนจะส่ายหน้าและเดินออกจากพิธี
หลังฝ่าฝูงชนออกมาได้ วายุจึงนั่งพักอยู่ขั้นบันใดหน้าศาลาหลังโบสถ์ มีเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ 10 ขวบ น่าตาน่ารักใส่ชุดไทยสีเขียวเดินถืออะไรบางอย่างมาให้กับเขา เด็กหญิงมีสีหน้ายิ้มแย้มและพูดว่า
"หนูให้พี่ค่ะ เปิดดูสิคะ"
"ให้พี่เหรอครับ" วายุมีสีหน้าประหลาดใจและรีบหยิบเงินในกระเป๋าออกมาเพื่อจะยื่นให้ เพราะคิดว่าเด็กหญิงคนนี้น่าจะมาขายของชำร่วยตามงานวัดเสียมากกว่า เลยตัดความรำคาญและไม่้าต่อล้อต่อเถียงใด ๆ กับเด็กหญิง
"ไม่คิดเงินค่ะ มันเป็ของพี่" เด็กหญิงดึงมือของวายุออกมาแล้ววางใส่มือก่อนยิ้มให้แล้วเดินจากไป
เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้วายุสงสัยเข้าไปใหญ่ "เจอเื่แปลก ๆ ทั้งวันเลยนะเรานี่" เมื่อเด็กหญิงเดินจากไป เขาจึงแบมือออกมา พบว่าของสิ่งนั้นคือ "ขนนกสีทอง" เขาพยายามหาเด็กหญิงทั่วทั้งวัดเพื่อจะคืนของสิ่งนั้นให้ ไม่มีร่องรอยแม้แต่เงา เขาจึงหยุดเื่นั้นไว้ชั่วคราวและเดินต่อไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้
เมื่อวายุเดินมาถึงโกฏิหลังวัดซึ่งเป็ที่ฝังอัฐิของแม่ น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลพรากอาบสองตา
"แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว"
วายุกราบไปที่โกฏิของแม่ด้วยความอาลัย และอยู่คุยเป็เพื่อนแม่อยู่นานพอสมควร เขาเล่าถึงเื่ราวั้แ่พ่อแยกเขาออกจากแม่และส่งไปเรียนที่อเมริกา เล่าถึงชีวิตวัยเรียนที่พยายามหลีกหนีวิถีแห่ง"สุบรรณฤทธา" พยายามทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าเขาอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งบารมีพ่อ จนท้ายสุดก็เรียนจบด้วยความสามารถของตนเอง และมีธุรกิจเล็ก ๆ อยู่ที่นั่น
"แม่น่าจะอยู่นะครับ จูเลีย ถามหาแม่ทุกวันเลย" วายุพูดถึงแฟนสาวที่อเมริกา ตอนนี้เธอดูแลธุรกิจแทนเขาทั้งหมด สักพักเขาก็ร่ำไห้อีกครั้ง เพราะเสียใจที่ไม่ได้มางานศพของแม่ เื่นี้ทำให้เขาคาใจและโกรธเคืองผู้เป็บิดาเสมอมา
เมื่อกราบแม่อันเป็ที่รักเสร็จสิ้น ระหว่างที่วายุกำลังเดินออกจากวัด ได้เหลือบมองไปเห็นรูปปั้นพญาครุฑสูงตระหง่านหน้าโบสถ์ เขารู้สึกกระวนกระวายใจและไม่เป็ตัวของตัวเอง มือกำขนนกสีทองไว้แน่น เท้าทั้งสองย่างก้าวเข้าไปไกล้อย่างช้า ๆ ตามเสียงลมที่ปะทะตัว
"ได้เวลาแล้ว, ได้เวลาแล้ว, ได้เวลาแล้ว..."
วายุหยุดยืนต่อหน้ารูปปั้นพญาครุฑ ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้มาร่วมพิธีสมโภชหล่อองค์พญาครุฑ ก่อนจะหมดสติสลบไปต่อหน้าผู้ร่วมพิธี สร้างความใให้กับผู้พบเห็น
โปรดติดตามตอนต่อไป