ตอนที่ 10 ครอบครัวเริ่มยุ่งเหยิง (2)
“นี่ไม่ใช่เพราะข้าเห็นท่านอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวเลยสงสารมากหรอกหรือ”
นางหัวเราะคิกคัก แม้ว่ากิริยาท่าทางจะเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาแต่ดวงตากลับมีประกายเฉียบแหลม เหยียนจื่อม่อยกมุมปากเป็รอยยิ้มบางโดยไม่ได้เอ่ยอะไร เหยียนฟางเป็เด็กสาวเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง อะไรที่ควรพูดสิ่งใดที่ควรทำนางย่อมกระจ่างแจ้งเป็อย่างดี
“น้องหญิงห้า เ้าอยากเล่นไพ่ใบไม้หรือไม่”
“ไม่ละเ้าค่ะ”
แม้ว่าเหยียนจื่อม่อจะเคยเล่นไพ่ใบไม้มาก่อนในชาติที่แล้ว ทว่ากลับไม่ได้ชมชอบมากนัก ในตอนนั้นนางเพียงปรนนิบัติผู้อื่นเพื่อให้ท่านเ้าบ้านได้ฆ่าเวลาเท่านั้น อีกอย่างตนเพิ่งกลับมาจากหมู่บ้านชิงสุ่ย หากรู้มากเกินไปอาจทำให้คนสงสัยเอาได้
“เล่นสักสองตาเถอะ พี่หญิงสี่จะสอนเ้าเอง”
“อย่าเลยเ้าค่ะ เทศกาลปีใหม่ทั้งทีพวกพี่หญิงเล่นกันไปก่อนเถิด! รอพี่หญิงมีเวลาค่อยสอนข้าก็ได้” เหยียนจื่อม่อเอ่ยยิ้มๆ เหยียนจื่อหลิงจึงไม่ได้ดึงดันและหันกลับไปเล่นไพ่ใบไม้กับคนอื่นต่อ
ขณะที่เหยียนจื่อม่อนั่งอย่างเบื่อหน่ายอยู่บนเก้าอี้ พลันมีร่างเล็กๆ มานั่งลงข้างๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะมองชุดกระโปรงป้ายสีชาดตัวยาวที่นางสวมอยู่แล้วแค่นเสียงเ็า เสียงพ่นลมค่อนข้างเหยียดหยามอยู่ในที เรียกให้เหยียนจื่อม่อหันไปมองช้าๆ
“ทำไมเ้าถึงใส่สีโปรดของพี่หญิงสี่ล่ะ”
เหยียนจื่อม่อได้ยินเหยียนจื่ออวี้ถามก็กลอกตามองเขาอย่างไร้อารมณ์คราหนึ่ง น้ำเสียงยามเอ่ยฟังดูนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเฉียบคม “เหตุใดข้าจะสวมอาภรณ์สีชาดชุดนี้ไม่ได้เล่า”
“เ้าเป็แค่เด็กสาวบ้านนอก อย่าลืมดูสถานะของตนเองสิ”
เหยียนจื่ออวี้พ่นลมเสียงเย็น แม้ตัวคนจะเล็ก แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับไม่เบาสักนิด หลังจากบรรดาสาวใช้ในบริเวณนั้นได้ยิน ต่างก็พากันก้มหน้าลง ทว่าเหยียนจื่อม่อเพียงชำเลืองมองเขาอย่างเ็า
แม้เหยียนจื่ออวี้จะรู้สึกไม่สบายไปทั้งกายเมื่อถูกจ้องมองด้วยดวงตาคู่นี้ ทว่ากลับไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เมื่อครู่เขาถามพี่หญิงสี่ว่าเหตุใดถึงไม่สวมชุดกระโปรงสีชาด กลับไม่คาดคิดว่าจะไม่รวมอยู่ในของที่แจกจ่ายสำหรับปีนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นางที่แย่งชิงของของพี่หญิงสี่ไป เขาจึงไม่อยากชอบนาง
“ข้าไม่ชอบเ้า! เ้าแย่งของของพี่หญิงสี่ไป”
คนไม่น้อยได้ยินคำพูดนี้ของเหยียนจื่ออวี้อย่างชัดเจน ทว่าเหยียนจื่อม่อกลับไม่มีโทสะหรืออับอายแต่อย่างใด นางเพียงลุกขึ้นยืนอย่างสงบแล้วกวาดตามองคนอื่นๆ ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเจี่ยนซื่อกำลังจะเดินเข้ามาพลันชิงพูดขึ้นก่อนว่า “น้องเจ็ด ต่อให้เ้าไม่ชอบข้าก็ไร้ประโยชน์ ในร่างกายของข้าและเ้าต่างมีสายโลหิตเดียวกันไหลเวียนอยู่ นี่เป็เื่จริงที่เ้าปฏิเสธไม่ได้
“แน่นอนว่าข้าไม่อยากรบกวนความสนุกสนานของทุกคนในวันปีใหม่เช่นนี้ ในเมื่อเ้าไม่ชอบที่ข้าสวมชุดกระโปรงสีชาด เช่นนั้นข้าจะกลับไปเปลี่ยน”
ขณะที่เหยียนจื่อม่อเอ่ยจบและกำลังจะลุกขึ้น เจี่ยนซื่อก็รีบเข้ามาขวางทางนางไว้ ก่อนจะมองเหยียนจื่ออวี้ด้วยสายตาไม่พอใจแวบหนึ่ง “ตอนนี้เ้าเริ่มเล่าเรียนแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยไม่รู้ประสา หรือเ้าเอาคัมภีร์อริยชนให้สุนัขกินไปหมดแล้ว นางคือพี่สาวร่วมสายเืของเ้า เป็บุตรสาวสายตรงที่สูงศักดิ์ที่สุดในจวนผิงซีโหว เหตุใดจะสวมชุดกระโปรงป้ายสีชาดไม่ได้ เ้าบอกข้า คำพูดเมื่อครู่ผู้ใดเป็คนสอนเ้า เ้าไม่ชอบพี่หญิงห้าของเ้า เช่นนั้นเ้าชอบผู้ใดเล่า”
แม้ปกติเจี่ยนซื่อจะดูเ็า แต่ดีกับลูกๆ ยิ่งกว่าอะไร การที่นางถามเชิงตำหนิอย่างไม่ไว้หน้ากลางโถงเช่นวันนี้ จึงเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่ายามนี้นางกำลังโกรธมากเพียงใด
วาจาซักไซ้เอาความของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งอยู่ไม่ไกลมีสีหน้าย่ำแย่ลงหลายส่วน ไยลูกสะใภ้ใหญ่ถึงใช้ถ้อยคำแข็งกระด้างข่มขู่เช่นนี้ เดิมทีให้ยายหนูคนนั้นกลับไปเปลี่ยนชุดเสียเื่คงคลี่คลายแล้ว
“สะใภ้ใหญ่ เขาเพิ่งจะห้าขวบ”
เจี่ยนซื่อได้ยินคำพูดเข้าข้างของฮูหยินผู้เฒ่าก็คิดจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเหยียนจื่อม่อกลับรั้งแขนของนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูขลาดกลัวอยู่บ้าง “ท่านแม่ น้องเจ็ดยังเล็กย่อมไม่เข้าใจหลักการเหล่านี้ รอให้เขาโตขึ้นอีกหน่อยก็จะรู้ความเองเ้าค่ะ”
“ใครให้เ้าแสร้งทำเป็หวังดีกัน เ้าไม่เพียงแย่งเสื้อผ้าของพี่หญิงสี่ไป แต่ยังแย่งท่านแม่ของพวกเราไปด้วย ข้าไม่้าให้เ้ามาเป็พี่หญิงของข้า”