ฤดูกาลนี้ไม่มีพริกสดให้ทาน คนในเมืองเซียงจึงทานพริกแห้งกันแทน
หลายวันมานี้ฝนฤดูหนาวตกโปรยปรายทุกวัน หยาดฝนตกพรำๆ อากาศหนาวเย็นพัดผ่าน เหลาอาหารของครอบครัวสกุลหม่าในเมืองเซียงทั้งสามแห่งเปิดตัวอาหารจานใหม่อันแสนเลิศรส อาหารที่พาให้คนตกตะลึงด้วยส่วนผสมที่ทำจากพริกสับดอง นั่นก็คือเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ [1]
อาหารถูกนำขึ้นโต๊ะด้วยจานกระเบื้องเคลือบสีขาวลายบุปผาสีน้ำเงินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวสองฉื่อ ในจานมีหัวปลาหนึ่งตัวที่หนักประมาณสามถึงสี่จิน ด้านบนหัวปลาถูกโรยด้วยกระเทียมสับ ขิงสับ พริกสับดองสีแดงสด รวมถึงกุยช่ายสับเล็กน้อย
วิธีการทำก็คือตัดหัวปลาหัวใหญ่ที่เพิ่งฆ่าสดๆ ก่อนผ่าออกเป็นสองส่วนจากตรงกลาง จากนั้นก็ใช้เกลือและสุราข้าวหมักเป็นเวลาหนึ่งเค่อกว่าๆ หลังจากนั้นก็ใส่ลงไปในหม้อขนาดใหญ่พร้อมพริกสับดอง กระเทียมสับและขิงสับ ก่อนจะนึ่งด้วยไฟแรงประมาณหนึ่งเค่อ รอกระทั่งนำออกมาจากหม้อก็ใส่น้ำมันพืชเดือดตามลงไป และปิดจบด้วยการโรยกุยช่ายเล็กน้อย
ปลาหัวใหญ่ที่ใช้ทำนั้นถูกคัดเลือกมาจากปลาซ่งของแม่น้ำเซียงโดยเฉพาะ ปลาซ่งเป็นที่รู้จักกันในนามปลาหัวใหญ่ มันมีหัวที่ใหญ่ ลำตัวเล็ก เนื้อบริเวณส่วนหัวนั้นอร่อยเลิศรส
หนามบริเวณลำตัวของปลาซ่งมีมากพอๆ กับปลาหลี่ ทว่าคนในท้องที่นิยมนำปลาหัวใหญ่มาต้มเป็นน้ำแกงปลาเต้าหู้ ดังนั้นราคาของปลาซ่งจึงสูงกว่าปลาหลี่เล็กน้อย
หากหลี่ชิงชิงมาเห็นก็จะพบว่า แท้จริงแล้วเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ที่ว่าก็คือหัวปลาพริกสับดองนั่นเอง!
หลี่ชิงชิงขายสูตรหัวปลาพริกสับดองให้หม่าชิง หม่าชิงไตร่ตรองดูแล้วว่านามของอาหารจานนี้ยังไม่โดดเด่น ไม่ตราตรึงพอจะให้คนจดจำ ประกอบกับหลังจากผ่านฤดูหนาวไปก็จะเป็นช่วงปีใหม่พอดี เขาก็เลยเกิดความคิดเป็นชื่อเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขึ้นมา
ทันทีที่เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ถูกยกขึ้นโต๊ะ มันก็ดึงดูดความสนใจจากแขกที่มารับประทานอาหารได้มากมาย
ผู้ใดที่เห็นอาหารจานนี้ก็มักจะถามเสี่ยวเอ้อร์ว่า “นั่นคืออาหารจานใด เหตุใดถึงใช้จานใบใหญ่ขนาดนั้น?”
“เรียนลูกค้าที่เคารพ นั่นเป็นอาหารจานใหม่ในร้านเรา เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขอรับ!”
“ข้าเดาว่านั่นคือปลาหัวใหญ่กระมัง ด้านบนใส่พริกเยอะขนาดนั้น อร่อยหรือไม่?”
“ท่านลูกค้า อาหารของเราย่อมอร่อยล้ำอยู่แล้ว มิเช่นนั้นเหตุใดจานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ถึงได้เกลี้ยงทุกจานเล่าขอรับ?”
เก้าในสิบของแขกที่มารับประทานอาหารมักจะสั่งอาหารจานนี้ “ขอเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ให้โต๊ะเราที่หนึ่ง! ข้าชอบกินหัวปลาที่สุด!”
“เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋จานนี้ช่างเต็มไปด้วยบรรยากาศเฉลิมฉลอง วันนี้ข้าพาพ่อตาแม่ยายมาทานอาหาร เหล่าผู้อาวุโสล้วนโปรดปรานถ้อยคำมงคล เช่นนั้นข้าเองก็ขอสั่งจานหนึ่งเช่นกัน”
มีลูกค้าที่มีนิสัยรอบคอบเอ่ยถามว่า “เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ราคาเท่าไรหรือ?”
“จานละสองร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญทองแดงขอรับ แขกที่รับประทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ย่อมมั่งมีศรีสุขขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์แย้มรอยยิ้มตายิบหยีเอ่ยตอบ
เหล่าลูกค้าในร้านอาหารย่อมไม่ขาดเงินในกระเป๋า เพียงแต่เขามักจะใช้ชีวิตด้วยความรอบคอบไม่ประมาท จะใช้เงินก็ต้องใช้ให้ถูกที่ แขกคนนั้นเอ่ยถามว่า “เป็นเพียงหัวปลาเท่านั้น ต่อให้ใหญ่เพียงใดก็ไม่ควรจะมีราคาสูงกว่าเนื้อไก่ เหตุใดปลาร้านท่านถึงได้แพงขนาดนี้?”
ไก่ตุ๋นทั้งตัวในเหลาอาหาร จานหนึ่งราคาเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทองแดง สหายเอ๋ย หากเพิ่มราคาเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขึ้นอีกเพียงเหรียญเดียว ก็สามารถซื้อไก่ตุ๋นได้ถึงสองจานเชียวนะ
พึงรู้ไว้ว่าไก่หนึ่งตัวหนึ่งจินราคาเจ็ดสิบถึงแปดสิบเหรียญทองแดง มันสูงกว่าราคาของปลาซ่งหนึ่งจินห้าเหรียญทองแดงถึงสามเท่า!
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวาว่า “ลูกค้าขอรับ หัวปลาของร้านเราเพิ่งจะจับมาจากแม่น้ำเซียงยามเที่ยงคืนของวันนี้เอง เรียกได้ว่าสดใหม่เป็นอย่างยิ่ง พริกสับที่อยู่บนนั้นก็เป็นสูตรที่มีเฉพาะในเหลาอาหารของเมืองเซียงเช่นกัน ตราบใดที่ท่านได้ลองทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋สักคำ ท่านจะพบว่าราคานี้ไม่นับว่าแพงเลยขอรับ!”
“ดูปากของเจ้าสิ ช่างกลับขาวเป็นดำได้เก่งกาจนัก เอาละ ยกมาให้ข้าจานหนึ่ง”
“ลูกค้าขอรับ ท่านต้องรอจานอาหารสักครู่ หัวปลาต้องใช้เวลานึ่งหนึ่งเค่อ อาหารอร่อยต้องไม่กลัวมาช้า อีกครู่หนึ่งข้าจะนำมาขึ้นโต๊ะให้ขอรับ ขอรับประกันว่าหลังจากท่านได้ทานจะต้องปรบมือชมเชยแน่นอนขอรับ”
ลูกค้าของร้านถูกเสี่ยวเอ้อร์หยอกเย้าจนอารมณ์ดี “ฮ่าๆ ยังต้องปรบมือร้องชมเชยด้วยหรือ? ข้าสั่งหัวปลานะมิใช่ละครร้องรำ”
......
จวนสกุลหม่า ทางเดินระเบียงทอดยาวข้างสวนดอกไม้ หม่าชิงเร่งรีบมุ่งไปยังห้องนั่งเล่น
พ่อบ้านคนรองของจวนท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงตั้งใจมาที่นี่ เพื่อรายงานข่าวว่าท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงต้องการพบตัวหม่าชิง
“ไม่ทราบว่าท่านอ๋องเรียกข้าไปด้วยเรื่องใด?”
“ท่านอ๋องเรียกไปเพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ในเมืองหลวงขอรับ” พ่อบ้านคนรองเอ่ยเพิ่มเติมว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพียงตามข้ามาก็พอขอรับ”
พ่อบ้านคนรองของจวนท่านอ๋องมีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางขั้นห้า หาใช่พ่อบ้านธรรมดาไม่
หม่าชิงมีเพียงยศซิ่วไฉเท่านั้น ไม่ได้มีตำแหน่งขุนนางติดกาย เมื่อพบหน้าพ่อบ้านแห่งจวนอ๋องก็ยังต้องทำความเคารพ
ยังดีที่พ่อบ้านมิได้วางมาดใหญ่โต เขาเมตตาหม่าชิงเสมอ
รอจนกระทั่งเดินทางมาถึงจวนท่านอ๋องแห่งเมืองเซียง หม่าชิงก็ถูกพ่อบ้านพาตัวตรงไปที่ห้องอักษรของท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงจ้าวอัน
ปีนี้จ้าวอันอายุสามสิบสามปี อายุเท่ากับหม่าชิงพอดี ทั้งสองเป็นสหายร่วมเรียนในสำนักศึกษา
ตระกูลหม่าเป็นตระกูลทหาร ทายาทสายตรงของตระกูลหม่าทุกคนล้วนเคยเข้าเฝ้าจ้าวอันมาแล้ว หม่าชิงที่เป็นทายาทสายตรงจากฮูหยินเอกก็ย่อมเคยเข้าเฝ้าเช่นกัน
มีข่าวลือแว่วมาว่าหัวใจของจ้าวอันนั้นอยู่ในกำมือของสตรีสกุลหม่า เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นแม่นางท่านใด แต่อย่างไรก็ตามหวังเฟยของจ้าวอันก็เป็นสตรีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกให้ด้วยพระองค์เอง นางมิได้มาจากสกุลหม่า และมิใช่สตรีสูงศักดิ์จากเมืองเซียงด้วยเช่นกัน ทว่านางคือบุตรีที่เกิดจากฮูหยินเอกจากตระกูลหู่แห่งเมืองหลวง
เพียงเหลือบเห็นจ้าวอัน หม่าชิงก็โค้งกายก้มศีรษะด้วยความเคารพอย่างถึงที่สุด
จ้าวอันมีรูปร่างปานกลาง ไม่สูงไปไม่เตี้ยไป ไม่อ้วนไปหรือผอมไป ใบหน้ายาว รูปงามดั่งหยก ดวงตาหงส์ จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง กลิ่นอายรอบกายไม่ธรรมดา นับว่าสง่างามสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ล้นพ้น เอ่ยขึ้นว่า “พวกเรารู้จักกันมานาน ไม่จำเป็นต้องสุภาพ นั่งลงก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
หม่าชิงไม่ได้เข้าเฝ้าจ้าวอันมานานแล้ว แม้จะเคยรู้จักกันมาก่อน ทว่าเขาก็มิกล้าตีตนเสมอท่าน สุดท้ายเขาก็ยืนคุยมิได้นั่งลง
ในห้องอักษรนี้หาได้มีผู้อื่นอีก จ้าวอันเอ่ยถามสองสามคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวในเมืองหลวง ก่อนจะเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แฝดมังกร เจ้าเข้าวังไปได้พบบ้างหรือไม่?”
ฝาแฝดที่จ้าวอันเอ่ยถึงก็คือบุตรที่เกิดจากกุ้ยหนี่ว์แห่งสกุลหม่ากับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เอ่ยไปแล้วก็ช่างบังเอิญยิ่งนัก หม่าชิงได้ถวายไข่เค็มที่เป็นไข่แฝดให้แก่กุ้ยหนี่ว์สกุลหม่า ไม่ถึงสองวันกุ้ยหนี่ว์ผู้นั้นก็ให้กำเนิดลูกแฝดออกมา
ทุกคนในวังล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไข่เค็มที่เป็นไข่แฝดนั้นเป็นอาหารมงคล เพราะกุ้ยหนี่ว์ได้ทานถึงได้ให้กำเนิดบุตรแฝด
และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หม่าชิงได้รับรางวัลอย่างงามจากวังหลวง เขาจึงเปลี่ยนชื่อของไข่เค็มเป็นจินอวี๋หม่านถัง จนมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวงเพียงชั่วข้ามคืน ดึงดูดสตรีน้อยใหญ่อย่างบ้าคลั่ง
หม่าชิงเอ่ยรายงานตามความเป็นจริง “ทูลท่านอ๋อง หลังจากที่พระสนมให้กำเนิดแล้ว พระวรกายมิอาจต้องลม ดังนั้นพระองค์จึงมิได้เรียกกระหม่อมเข้าเฝ้า ทว่าพระองค์ได้ส่งนางกำนัลข้างกายมาแจ้งแก่กระหม่อมว่า ทั้งองค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยล้วนปลอดภัยแข็งแรงดีทั้งคู่พ่ะย่ะค่ะ”
ผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวอันก็เอ่ยว่า “แม้แต่เจ้าเองก็ยังไม่เคยได้เห็น ดูท่าเสด็จพี่ผู้เป็นฮ่องเต้คงจะโปรดปรานบุตรแฝดของพระองค์มากทีเดียว”
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงตรัสว่ารอให้บุตรแฝดอายุครบเดือน พระองค์จะทรงมอบนามให้พวกเขาด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” ในใจของหม่าชิงระแวงและสงสัยเล็กน้อย
หม่าชิงย่อมต้องเคยได้ยินข่าวลือเรื่องสตรีสกุลหม่ากับจ้าวอันแน่นอน
วันนี้จ้าวอันตั้งใจเรียกเขาเข้าเฝ้าโดยเฉพาะ ที่ถามมิใช่เพราะสตรีสกุลหม่า ทว่าเป็นฝาแฝดที่เกิดจากบุตรสาวสกุลหม่านั่นเอง
เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นเล่า?
จ้าวอันเอ่ยถามเสียงต่ำ “เจ้าจะไปเมืองหลวงอีกครั้งเมื่อใด?”
หลังจากที่ได้ยิน หม่าชิงก็เริ่มพิจารณาเลือกคำพูด เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะไม่ไปเมืองหลวงก่อนปีใหม่ ด้วยวางแผนจะฉลองคืนข้ามปีกับครอบครัวในเมืองเซียง ทว่าท่านอ๋องเอ่ยเช่นนี้...
“เดือนหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ เจ้ากลับไปเถิด” จ้าวอันโบกมือ
ในใจหม่าชิงยิ่งทวีความสงสัย เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางจ้าวอัน ก่อนจะถอยออกจากห้องอักษร ในใจลอบคิดว่า ตกลงแล้วท่านอ๋องหมายถึงสิ่งใดกันแน่?
ยังไม่ทันที่เขาจะออกจากจวนอ๋อง ชายหนุ่มก็เห็นพ่อบ้านคนรองที่ก้าวยาวๆ เข้ามาหา เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูหม่าชิงว่า “เดือนหน้า หลังจากที่ข้าได้พบท่านแล้ว ท่านค่อยเดินทางไปเมืองหลวงนะขอรับ”
ในใจของหม่าชิงได้แต่ครุ่นคิดว่าคือเรื่องอันใดกัน เหตุใดถึงต้องทำให้เป็นความลับเพียงนี้?
ไม่ทันได้รู้ตัว หลังจากออกจากจวนอ๋องและกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว เฟิ่งซื่อกำลังรอให้เขาไปทานอาหารเย็นด้วยกันดั่งวันวาน
“ข้ายังต้องไปเมืองหลวงอีกสักรอบ”
“ท่านมิได้บอกหรือว่าการเดินทางครั้งนี้เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด จะไม่เดินทางอีกภายในครึ่งปีนี้ แล้วเหตุใดถึงยังต้องไปเมืองหลวงอีกเล่าเจ้าคะ?”
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ทุกปี อวี๋ในที่นี้คล้องจองกับคำว่าปลา