ตอนที่ 43
วิชาเงินทอง
"ท่านต้องการต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่หนึ่ง" เจ้าหน้าที่เหลือบตาขึ้นจากเอกสารตรงหน้าถามย้ำ เพราะการเลือกต่อสู้กับผู้ที่มีระดับฝึกตนต่ำกว่านั้น โดยปกติผู้ฝึกตนพเนจรมักไม่นิยมทำกัน เพราะนอกจากจะไม่ได้ฝึกฝนฝีมือแล้ว ยังต้องจ่ายเงินค่ารางวัลให้กับผู้ที่อ่อนแอกว่าขึ้นมาประลองด้วยอีก ซึ่งโดยทั่วไปนักสู้พเนจรล้วนมาที่นี่เพื่อเงิน ชื่อเสียงหรือไม่ก็ฝึกฝนตัวเอง แต่...
เสวี่ยหมิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะไม่นึกถึงเหตุผลข้อนี้มาก่อน พลันชี้มือชี้ไม่ไปยังสตรียั่วยวนในชุดนุ่งผ้าบางเบาหลายนางที่นั่งคลอเคลียกับผู้ชมด้านใน "เจ้าก็รู้การเอาใจสตรีหาใช่งานง่าย"
"อืม แต่ว่าหากท่านไม่มีคู่ต่อสู้ มาประลองด้วย ท่านสนใจที่จะใช้บริการของสนามประลองไหม"
"บริการ...อืม ดี ๆ ถ้าสตรีงดงามของข้ามาถึง ข้าจะแจ้งเจ้าอีกทีเมื่อนั้นเจ้าก็จัดหาให้ข้าด้วยละ" เสวี่ยหมิงเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ในโลกจากจื่อฮุย ที่ต้องติดตามบิดาทำภารกิจต่าง ๆ แต่เด็กจึงไม่ลืมใช้เงินเบิกทางตามการชี้แนะของสหาย มันยัดเหรียญทองสองเหรียญใส่มือของเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนเป็นสินน้ำใจ แม้จะเป็นการฝืนใจอันตระหนี่ของตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็สามารถแสดงออกได้อย่างราบรื่น
เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนตาลุกวาว แม้จื่อเจียงจะร่ำรวย แต่ใช่ว่าลูกน้องของมันจะร่ำรวยไปด้วย เงินเบี้ยที่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนได้รับ ก็น้อยนิดเพียงแค่สิบเหรียญทองต่อเดือน เมื่อเห็นเหรียญทองแวววาวถูกยัดให้ ดวงตาพลันเจิดจ้าด้วยความยินดี สายตาที่เคยสงสัยเสวี่ยหมิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นประจบเอาใจ ยิ่งเมื่อมันสำรวจดูเครื่องแต่งกายของเสวี่ยหมิงที่ได้รับสิ่งของประดับเพิ่มเติมจากจื่อฮุยอีกรอบ มันยิ่งรับรู้ความร่ำรวยของคหบดีหน้าอ้วนผู้นี้
"อา...นายท่าน"มันเอ่ยเบา ก่อนจะเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเสวี่ยหมิง "หากท่านต้องการให้นักสู้ของเรา...อ่อนข้อพ่ายแพ้ละก็ท่านสามารถที่จะแจ้งต่อข้าได้นะครับ แต่จำกัดเพียงคู่ต่อสู้ที่มิได้เปิดอัตราพนันกับทางสนามประลองนะครับ ข้าน้อยพอมีหนทางอยู่"
เสวี่ยหมิงเข้าใจโดยพลัน และเริ่มซึมซับถึงอำนาจเงินตรา ดังคำกล่าวที่ว่า...มีเงินทองแม้แต่ผียังยอมโม่แป้งให้
"เท่าไหร่..!" เสวี่ยหมิงแสดงทีท่าตกใจเผลอเอ่ยด้วยเสียงดังจนเจ้าหน้าที่ต้องจุ๊ปาก ก่อนที่มันจะเผยยิ้มกว้าง และบอกราคาค่างวดในการจ้างนักสู้อ่อนข้อในการประลองออกมา แม้จะเป็นจำนวนเงินถึง 10 เหรียญทองแต่สำหรับแผนการที่วางไว้มันช่างคุ้มค่าเสียเหลือเกิน "ตกลง เจ้าไปจัดนักสู้ที่ดูน่าเกรงขามที่สุดมาละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"สิ้นเสียงหัวเราะเสวี่ยหมิงก็เดินจากไป
หลังจากออกห่างจุดลงทะเบียนได้เพียงครู่เดียว เสวี่ยหมิงก็รีบติดต่อไปยังจื่อฮุยในทันที
"จื่อฮุยจัดหาผู้หญิง...ผู้หญิงให้ข้าหน่อย" เสวี่ยหมิงก็ใช้ยันต์สื่อสารที่ได้จากจื่อฮุยร้องขอความช่วยเหลือในทันที แต่คำขอที่ส่งไปนั้นก็ทำเอาจื่อฮุยถึงกับมึนงงในคราแรกที่ได้ฟัง แต่เมื่อรับฟังเรื่องราวทั้งหมดจนเสร็จสิ้น เขาก็รีบไปดำเนินการตามคำขอในทันที
หลังจากที่แสดงอำนาจเงินไปแล้ว เสวี่ยหมิงก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ทุกผู้คนที่ติดต่อ ทำให้ตอนนี้จากบุคคลแปลกหน้า เปลี่ยนแปรไปกลายเป็นประหนึ่งแขกพิเศษของสนามประลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"นายท่าน..."
"เรียกข้าว่า..จินซาน"
"อ๋อ นายท่านจินซานขอรับ ระหว่างที่นายท่านรอการประลองอยู่ อากาศในโดมแห่งนี้ค่อนข้างอบอ้าว ดังนั้นข้าแนะนำให้นายท่าน ใช้บริการห้องรับรองแขกส่วนตัวของเรา แน่นอนว่าข้าจะจัดห้องที่ชมดูการประลองได้ชัดเจนที่สุดแก่นายท่านเลยขอรับ"
"ดี ๆ"ครานี้เสวี่ยหมิงไม่ถามถึงราคาค่างวดอีก เพราะจริง ๆ มันเห็นราคาการใช้ห้องรับรองระบุอยู่ที่ด้านหน้าอยู่แล้ว แต่ทำทีเป็นไม่รับรู้ มือเติบส่งมอบถุงเงินให้แก่พนักงาน "หวังว่าคงจะพอนะ"
"แน่นอนครับ" พนักงานรับถุงทองมาอย่างเริงร่า พร้อมเอ่ยสรรเสริญนายท่านจินซานของมันอยู่มิขาดปาก จนกระทั่งส่งเสวี่ยหมิงถึงห้องรับรองมันจึงได้ค้อมกายคำนับก่อนขอตัวจากไป ทั้งที่สายตาของมันยังคงทอดอาลัยคิดถึงภูเขาทองเคลื่อนที่อย่างมิอยากจากไป
.
.
"ที่นี่ยังไงละ"จิวซินเอ่ยขึ้นเมื่อวัวกลเทียมศึกที่โดยสารมาหยุดลง
เฟยเซียงนั้นไม่เคยมายังสนามประลองเป็นตายมาก่อน ดังนั้นนางจึงใช้สายตาสาดส่ายสำรวจไปทั่ว "รูปลักษณ์ช่างลอกเลียนได้คลับคล้ายยิ่งนัก"
จิวซินรู้ดีว่าคำคลับคล้ายของเฟยเซียงนั้น หมายถึงสนามประลองเป็นตายนั้นก่อสร้างเลียนแบบโดมหอไม้ดำ "ข้างนอกอาจดูคล้าย แต่ด้านในล้วนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง"
เฟยเซียงพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวลงจากวัวกลเทียมศึกตามหลังจิวซิน
ทันทีที่ดรุณีงดงามทั้งสองเดินเข้าไปยังสนามประลองเป็นตาย ทุกสายตาก็ล้วนจับจ้องมอง เพราะแม้ว่าทั้งคู่จะปิดบังรูปโฉมงดงามเอาไว้ภายใต้การแต่งกายเลียนแบบบุรุษ แต่ก็ยังมิอาจปิดซ่อนความงามเอาไว้ได้มิด แต่เมื่อสายตาของเหล่าบุรุษเจ้าชู้ปะทะเข้ากับจิวซิน พวกมันทั้งหลายก็จำต้องหลุบตาลงต่ำ ยิ่งเมื่อเห็นพนักงานของสนามประลองเร่งรีบออกมาต้อนรับขับสู้ พวกมันถึงได้รับรู้ฐานะที่แท้จริงของจิวซิน แม้จะรู้ว่าหนึ่งบุหงาหยกม่วงที่งดงามสุดเปรียบเปรย นิยมแต่งกายเลียนแบบบุรุษมีนามว่าจิวซิน แต่พวกมันก็ยังคงอดสงสัยว่าสตรีอีกผู้หนึ่งซึ่งตามหลังจิวซินมานั้นเป็นใคร เพราะรูปโฉมของดรุณีนางนี้หาได้ด้อยไปกว่าจิวซินเลยแม้แต่น้อย
.
.
เสวี่ยหมิงจิบน้ำชาหมดไปสองกาแล้ว แต่หญิงสาวที่ให้จื่อฮุยไปจัดหานั้นก็ยังมามิถึง ทำให้เขาไม่อาจเริ่มแผนการในขั้นต่อไปได้ แต่แล้วก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกดังขึ้นไม่ไกลจากห้องที่เสวี่ยหมิงกำลังจิบชาอยู่
"เจ้าพูดใหม่อีกทีสิ" หากเป็นยามปกติจิวซินคงได้แต่ตัดใจและเลือกห้องรับรองห้องอื่น แต่เพราะวันนี้เธอมากับเฟยเซียง ดังนั้นหากไม่ได้ห้องที่ชมดูการประลองได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งเป็นห้องประจำของตัวเองแล้วละก็จิวซินคงไม่เลิกราโดยง่าย
พนักงานที่ทำหน้าที่รับหน้าจิวซินอยู่ในตอนนี้คือบุคคลที่ เพิ่งจะรับถุงเงินไปจากเสวี่ยหมิง มันจึงต้องออกหน้าปกป้องภูเขาสมบัติของมันเพื่อหวังจะได้รับสินน้ำใจก่อนจากอีกสักเที่ยว
เสียงเอะอะดังโหวกเหวกเข้ามาถึงในห้อง มีหรือที่เสวี่ยหมิงซึ่งมีโสตประสาทดีกว่าผู้คนทั่วไปจะไม่ได้ยิน เมื่อรับรู้ว่าเรื่องราวเกี่ยวข้องกับตัวเองและห้องแห่งนี้ เสวี่ยหมิงเองก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนจนทำลายแผนการที่วางไว้ จึงได้ผละออกจากเก้าอี้หมายจะสละห้องแห่งนี้ให้กับผู้ที่ส่งเสียงรบกวน เพราะยังไงจุดมุ่งหมายหลักของตัวเขาก็มิใช่การชมการประลองอยู่แล้ว จะเป็นห้องตำแหน่งไหนเสวี่ยหมิงก็หาได้สนใจ
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้องสายตาก็เหลือบไปเห็นหน้าของผู้ที่ส่งเสียงอยู่ ทำให้ต้องรีบหดศีรษะกลับคืนในทันที
...เวรละทำไมยัยคุณหนูโรงเตี๊ยมโรคจิตถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ ใจเย็น ๆ ก่อนเสวี่ยหมิงทุกเรื่องราวย่อมมีทางออก
"เจ้า...หยุดก่อน!" เสียงเอ่ยที่แฝงอำนาจกดขี่พุ่งตามหลังเสวี่ยหมิงที่เพิ่งหดศีรษะหลบกลับเข้าห้องไป ก่อนที่จิวซินจะเดินตามติดเข้าไปหมายเจรจาขอแลกเปลี่ยนห้องกับผู้คนโดยตรง