ปี พ.ศ.2567
เปรี้ยวจี๊ดกำลังขับรถไปตาม Map ของโมเมย์ที่ส่งมา เธอขับรถไปเรื่อยๆ และมาหยุดอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงขณะที่รอไฟเขียวอยู่เสียงเพลงรอสายของเธอก็ดังขึ้น
“ถึงไหนแล้วเนี่ย”
“สี่แยกไฟแดง อีก15 นาทีถึง”
“รีบๆ หน่อย เดี๋ยวไม่มีที่นั่ง”
“เอ่อๆ แค่นี้นะ”
ด้านโมเมย์ยืนงึกๆ งักๆ ชะเง้อมองไปที่ลานจอดรถทว่ามีชายหนุ่มย่องเข้ามาจับที่ไหล่เธออย่างเงียบๆ เขาตั้งใจแกล้งให้เธอใ “โมเมย์!”
“หิหล่น โอ๊ยพี่ปังปังจะมาแกล้งอะไรตอนนี้”
“ทำไมกลัวเหรอ”
“ไม่ได้กลัว มาแล้วก็ดี ขอสัมภาษณ์นักสถาปนิกหนุ่มหน่อย ทำไมถึงไม่ยอมกลับบ้านรู้มั้ยป้าบ่นทุกวันเลย ว่าเมื่อไหร่จะพาสาวมาเปิดตัว”
“พี่ยังไม่อยากมีแฟนนิน่า”
“ไม่อยากมีหรือว่ารอใครอยู่กันแน่”
“พูดมากจริง แล้วเพื่อนเราจะมามั้ย”
“เพื่อน? คนไหนมีตั้งเยอะแยก”
“ก็คนนั้นไง”
“คนนั้นละมันคนไหน”
“อย่ามา”
“อะอะ แกล้งนิดแกล้งหน่อยทำเป็โมโหนั้นไงขับรถเลี้ยวมานู่น” เขามองตามสายตาของเธอ ไปหยุดอยู่ที่รถกำลังจอดอยู่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากรถ
“ไม่เจอกันตั้งนานน่ารักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”
“ชมน้องซึ่งๆ หน้าแบบนี้ก็เขินแย่สิคะ”
ชายหนุ่มกลอกตามองบนและซิ่งพูดไปก่อน “เสียใจด้วยนะพี่ไม่ได้หมายถึงเรา”
“เชอะ ”
“ฉันมาละ รีบเข้าไปกันเถอะ” เปรี้ยวจี๊ดถอนแว่นตาดำออกแล้วมองไปที่ชายหนุ่มตอนนี้เขากำลังจ้องมาที่เธออยู่
“ใครอ่ะ แฟนเธอเหรอ ตาถึงนิ”เธอหันหน้าไปทักทายเขาแล้วเดินเข้าไปในงาน ก่อนจะหยุดเดินหันหลังกลับมาใหม่ “จะยืนอีกนานมั้ย รีบเข้ามาได้แล้ว”
“เอ่อ เอ่อแปบหนึ่ง” เธอหันหน้ากลับมาแซวพี่ชายตัวเอง“ว้าวแย่จัง เขาจำพี่ไม่ได้อ่า”
“ก็ไม่แปลกหรอก พี่หล่อขึ้นตั้งเยอะนิ” โมเมย์ทำทีเหมือนจะอ้วก “ไม่ต้องพูดต่อเลยนะ เสียดายข้าวเช้า”
“ยัยน้องคนนี้”
ด้านเปรี้ยวจี๊ดเธอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ารูปหมอนดอยกับผู้หญิงคนหนึ่งจู่ๆ โมเมย์เดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับพูดออกไปว่า“พี่เขาไม่น่าจากไปเร็วแบบนี้เลยนะแก อนาคตกำลังไปได้ดีแท้ๆ”
“นั้นสิ”
“ที่แกยอมมาคงเป็เพราะให้อภัยพี่เขาแล้วสินะ”
“ฉันไม่เคยโกรธพี่เขาแกก็รู้มีแต่ความรู้สึกดีให้เสมอ ถึงมันจะเป็มากกว่านี้ไม่ได้ ฉันก็ไม่เคยเสียใจที่ได้รู้จักกับพี่หมอนดอย ”
“งั้นพวกเราก็เข้าไปไหว้พี่เขากันเถอะ”
หลังจากที่พวกเธอปักธูปลงบนกระถังเปรี้ยวจี๊ดเอ่ยถามโมเมย์ไปอย่างสงสัย “โล่งข้างๆนั้น เป็โล่งของแฟนเขาเหรอ”
“อืม ใกล้จะแต่งงานกันแล้วด้วย ไม่น่าเกิดเื่ขึ้นเลย”
“ผู้หญิงในรูปคนนั้นสวยจังดูเหมาะสมกันดี”
“ระดับนางแบบเชียวนะเธอที่สำคัญรักกันมาก ขนาดตายยังตั้งโล่งคู่กันเลย”
“รักกันมาด้วยงั้นเหรอ ดีจังขอให้ทั้งคู่ไปสู่ที่ชอบที่ชอบนะ” โมเมย์หันหน้าขวับ “นี้คือคำอวยพรของเธอใช่มั้ย”
“ใช่ดิทำไมเหรอ”
“มันฟังดูแปลกๆนะ ”
ทุกคนคงสงสัยละสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้นเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังเื่มีอยู่ว่าในกลางดึกของคืนก่อนหน้าหมอนดอยกำลังจะขับรถไปส่งแฟนสาวที่บ้าน แต่เขาดันหลับในขับรถแหกโค้งชนเข้ากับเสาไฟฟ้าแรงสูงคอหักตายไปทั้งคู่ อย่าให้เล่าถึงสภาพศพเลยมันสยองนะ
ระหว่างที่พวกเธอกำลังนั่งฟังพระสวดอภิธรรม จู่ๆชายหนุ่มคนเดิมเดินมานั่งอยู่ข้างๆ เขากำลังจะเอ่ยปากพูดแต่ดันมีคนพูดขัดจังหวะเขาเสียก่อน
“เธอสองคนมานั่งอยู่ตรงนี้นี่เอง”
“อ้าวจินนี่ เก่งกาจไปไหนมาทำไมพวกฉันไม่เห็น”
“ฉันสองคนไปช่วยป้ายืนต้อนรับแขกทางนู้นนะ”ขณะที่เธอพูดไป มือพลางลูบท้องตัวเองไปด้วย “อีกไม่กี่เดือนมาช่วยฉันเลี้ยงลูกด้วยนะ”
“ตายจริงฉันจะได้เป็ป้าคนแล้วเหรอเนี่ย”
“ว่าแต่อะอายกับเอกี้ละจินนี่”
“โทษทีฉันลืมบอกพวกเธอไปอะอายติดเคสผ่าตัดคนไข้มาไม่ได้ ส่วนนางเอกี้มีไฟล์ทบินนะ”
“อ่อ”
“ฉันขอตัวไปช่วยป้าก่อนนะ”
“ช่วยได้เท่าที่ช่วยไหวละท้องอยู่ด้วย”
“ค่า คุณพยาบาล”
“เปรี้ยวจี๊ดหลังสวดอภิธรรมเสร็จมีธุระต่อมั้ย”
“ถามแบบนี้จะชวนไปไหนอีกแหละ”
“กินข้าวด้วยกันเฉยๆ ”
เธอหันไปมองหน้าโมเมย์ที มองชายหนุ่มที ก็อดน้อยใจไม่ได้สงสัยคงต้องรับบทเป็เพื่อนเ้าสาวอีกตามเคย พากันแต่งงานกันไปทีละคนสองคนต่อไปคงเหลือแค่เธอและเอกี้ เศร้าจัง ่ล่างก็ไม่ได้ทำงาน
ณ ร้านอาหารกลางกรุง
“ชวนฉันมากินข้าวแบบนี้จะบอกข่าวดีเื่แต่งงานเธอกับแฟนสินะ”
พวกเขาทั้งคู่สำลักน้ำที่ดื่มอยู่ “เธอว่าอะไรนะฉันจะแต่งงานเหรอ?”
“พาแฟนมากินข้าวด้วยขนาดนี้ไม่ใช่ว่าจะบอกฉันเื่แต่งงานหรอกเหรอ”
“เปรี้ยวจี๊ด แฟนฉันไม่ใช่คนนี้ที่สำคัญฉันยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานเว้ย”
“อ้าวแล้วนี่ใครละ”
“เธอจำพี่เขาไม่ได้จริงๆ เหรอ”
ชายหนุ่มหยิกกุญแจรถที่มีพวงกุญแจรูปกบเหลาดินสอห้วยอยู่ขึ้นมาหญิงสาวจำได้ขึ้นมาทันที เพราะพวงกุญแจนั้นเป็ของขวัญที่เธอทำให้เขาตอนย้ายโรงเรียน“พี่ปังปัง ?”
“เอ่อพี่กูเอง จำได้แล้วใช่มั้ยทีนี้”
“ไม่เจอกันตั้งนานสบายดีนะ”
เธอยังคงอยู่ในอาการค้าง และพูดติดๆ ขัดๆไปว่า “ก็เรื่อยๆ นะคะ”
“หมดเื่ฉันแล้ว ขอตัวกลับก่อนมีเวรดึกต้องรีบกลับไปนอน”
“เดี๋ยวสิ”
“เปรี้ยวจี๊ดอยู่ทานข้าวกับพี่ก่อนนะ”เธอค่อยๆนั่งลงกลับมาใหม่ แล้วมองไปที่เขาอีกครั้ง
“ั้แ่ที่เราย้ายโรงเรียนไปพี่เองก็คะยั้นคะยอถามโมเมย์ทุกวัน จนรู้ว่าเราย้ายไปไหนและพักอยู่กับใครบ้าง”
“เก็บความลับอะไรไม่เคยอยู่จริงๆแกนะแกยัยโมเมย์”
เขาหยิบซองจดหมายปึกหนึ่งส่งให้เธอ พร้อมกับกล่าวคำขอโทษ“อย่าโทษโมเมย์เลย พี่เองที่ผิด จดหมายพวกนี้ พี่เขียนไว้ตั้งใจว่าจะส่งให้เราตอนนั้นแต่ไม่กล้าในเมื่อเจอกันแล้ว ก็ให้ไปเลยที่นี้ละกัน”
เธอรับจดหมายพวกนั้นจากมือ้ขา แล้วอยู่ทานข้าวต่อไปอีกหลังทานข้าวเสร็จพวกเขาเดินกลับมาทีรถ จังหวะที่เปรี้ยวจี๊ดกำลังเดินขึ้นรถไป ปังปังได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า“เปรี้ยวจี๊ดตอนนี้มีคนคุยด้วยยัง”
“ยังนะคะ”
“พี่เองก็เหมือนกัน ขับรถกลับบ้านดีๆนะ”
“ถามเพื่อ? ”
เมื่อรถขับมาจอดที่บ้าน เสียงลูกสาวร้องเหมี้ยวๆดังมาจากในบ้าน เธอรีบเปิดประตูวางทุกอย่างทิ้งบนโต๊ะ แล้วรีบไปอุ้มน้องเหมี้ยวขึ้นมากอด“ซีซี แม่ขอโทษนะที่ทิ้งหนูอยู่บ้านคนเดียว” ตามองที่ซองจดหมายว่าจะแกะเปิดอ่านดูสักหน่อยแต่ดันนึกขึ้นได้ว่ายังมีงานค้างอยู่ ต้องเร่งแปลด่วน เป้าหมายของเธอก็เปลี่ยนทันทีผ่านมาพักใหญ่ ท้องของเธอเริ่มร้องจ็อกๆ หิวข้าวขึ้นมาซะงั้น พอมองออกไปนอกหน้าต่างป๊าดติโธ่ฟ้ามืดแล้ว
“ดึกปานนี้พี่ยังไม่กลับบ้านอีกหายไปไหนของเขา”
เธอเดินลงมาหาของกินในห้องครัว บังเอิญเห็นกระดาษโน้ตแปะอยู่หน้าตู้เย็นกระดาษโน้ตนั้นเป็ของพี่เธอที่แปะไว้ เนื้อความในกระดาษบอกว่า ไปทำงานนอกสถานทีนะอีกสองวันกลับ
“อยู่บ้านคนเดียวแหละ” หญิงสาวเปิดตู้เย็นมือหยิกเค้กที่กินเหลือเมื่อวานออกมาแล้วมานั่งกินอยู่ที่โต๊ะโซฟา กำลังจะหยิบรีโหมดเปิดโทรทัศน์ดู ตาก็ไปสะดุดกับปึกซองจดหมายเข้าเธอวางเค้กและรีโหมดลง แล้วหยิบซองจดหมายเปิดอ่านที่ละฉบับอย่างตั้งใจ จนกระทั่งถึงจดหมายฉบับสุดท้ายเปรี้ยวจี๊ดตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรที่เขียนทิ้งท้ายไว้ในจดหมาย ปลายสายมีเสียงผู้ชายรับ
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ากำลังรับสายใครอยู่”
“พี่ปังปัง เปรี้ยวจี๊ดเองนะ”
“เปรี้ยวจี๊ด? อ่านจดหมายพวกนั้นแล้วสินะ”
“ใช่ค่ะ พึ่งอ่านจบเมื่อกี้”ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนเขากำลังตั้งใจฟังเธอพูดอะไรบางอย่าง
“ทำไมพี่ถึงต้องรอเปรี้ยวจี๊ดด้วยผู้หญิงสวยมีตั้งเยอะแยก”
“ถึงพวกเขาจะสวยหรือดีแค่ไหนหนึ่งเดียวในใจพี่มีแค่เปรี้ยวจี๊ดตลอดมาและจะเป็แบบนั้นตลอดไป”
หญิงสาวไม่รู้จะยิ้มหรือขำดี บนโลกนี้ยังมีผู้ชายแบบเขาหลงเหลืออยู่อีกด้วยท่าทีของเธอเปลี่ยนมาอยู่ในโหมดจริงจังและพูดออกไปอย่างไม่ลังเลว่า “งั้นเราสองคนลองมาคุยกันดูมั้ย”
ปังปังอมยิ้มมองไปที่กระจกตรงหน้า เขาหยักคิ้วข้างหนึ่งในตัวเองแล้วตอบปลายสายไปว่า “ได้สิที่รัก”
ฮิ้วววววววววววว (>3<)
--จบ--