ลู่เฉินผู้มีท่าทีหยิ่งทะโสเดินนำเข้ามาด้วยมือไพล่หลัง ด้านหลังมีคนรุ่นเยาว์สี่คนที่สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความภูมิใจอย่างไม่ปิดบัง
ด้วยฐานะสมาชิกตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเื พวกเขาย่อมมีต้นทุนมากพอที่จะหยิ่งผยองได้ ลู่เฉินก้าวเดินอย่างไม่เกรงใจไปยังด้านหน้า พลางกวาดสายตาอันคมกริบมองไปยังพื้นที่ของตระกูลหลินแล้วแค่นยิ้มเย็น ก่อนจะนั่งลงในพื้นที่ส่วนของตระกูลลู่
"ตระกูลหลินช่างตกต่ำลงทุกรุ่นจริง ๆ " ทันทีที่นั่งลง ลู่เฉินก็เอ่ยจิกกัดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
สีหน้าของหลินจือโซ่วเคร่งขรึมลงทันที ก่อนจะตอกกลับไปอย่างไร้เยื่อใย "ก็ยังดีกว่าตระกูลลู่ที่ไม่มีแม้แต่นักปรุงโอสถระดับหนึ่งยอดเยี่ยมสักคน"
"แล้วมันอย่างไรเล่า?"
ลู่เฉินเอนหลังพิงเก้าอี้พลางเชิดคางขึ้น มองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูแคลน "อีกไม่เกินห้าสิบปี ตระกูลลู่ของข้าจะครองอันดับหนึ่งในสองของตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืได้อย่างมั่นคง ส่วนพวกเ้าน่ะหรือ?"
ถึงตรงนี้ลู่เฉินก็เผยรอยยิ้มหยันออกมา "ได้ยินว่าถึงขนาดต้องตกต่ำไปหลอกล่อเขยแต่งเข้าตระกูลมาเพื่อบ่มเพาะรุ่นต่อไปแล้วหรือ ฮ่า ๆ ๆ "
คำพูดนี้ทำให้เหล่านักปรุงโอสถที่นั่งอยู่ด้านล่างเริ่มเกิดความวุ่นวาย การรับเขยแต่งเข้าตระกูลนั้นเป็เื่ปกติธรรมดา แต่เื่การหลอกล่อเขยแต่งเข้าตระกูลเช่นนี้พวกเขาเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก ใบหน้าที่ชราภาพของหลินจือโซ่วเต็มไปด้วยโทสะ เขามองเขม็งไปยังอีกฝ่ายและเตรียมจะะเิอารมณ์ออกมา
"ผู้นำตระกูลมาถึงแล้ว!"
ในตอนนั้นเอง เสียงประกาศกึกก้องก็ดังขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียง แม้แต่ลู่เฉินเองก็ยังแสดงท่าทีนอบน้อมอย่างยิ่ง ชายชราในชุดผ้าไหมหรูหราดวงตาทอประกายดุจเพลิงค่อย ๆ เดินเข้ามา เขาแผ่ซ่านกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา ท่วงท่าสง่างามเปี่ยมด้วยอำนาจวาสนาเหนือผู้ใด เมื่อเขาปรากฏตัว ทุกคนในโถงต่างก็ก้มตัวลงเพื่อแสดงความเคารพ
หลี่ซุ่นเทียน... ผู้นำตระกูลหลี่เดินไปยังที่นั่งประธานด้านหน้าสุด เขากวาดสายตามองทุกคนพร้อมกับเผยรอยยิ้ม "ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาร่วมงานโอสถปราณในครั้งนี้ เชิญนั่งลงเถิด"
เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว ชายกลางคนผู้หนึ่งก็เดินออกมายังใจกลางโถง เขาคือผู้ดำเนินงานโอสถปราณในครั้งนี้ ซึ่งเป็บุตรชายคนโตของหลี่ซุ่นเทียน นามว่าหลี่เจ๋อโฮ่ว ตามธรรมเนียมปฏิบัติ หลี่เจ๋อโฮ่วเริ่มกล่าวเปิดงาน และไม่ลืมที่จะเอ่ยประจบสำนักชิงหยวนอยู่เล็กน้อย จากนั้นเขาจึงเริ่มอธิบายขั้นตอนของงานโอสถปราณในครั้งนี้
งานโอสถปราณในแต่ละปีจะจัดขึ้นเป็เวลาสองวัน โดยแบ่งเป็การแข่งขันภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งเนื้อหาการประลองทั้งสองส่วนล้วนถูกกำหนดโดยสำนักชิงหยวนทั้งสิ้น เหล่านักปรุงโอสถที่นั่งอยู่ด้านล่างต่างตั้งใจฟังด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่จะได้พลิกชีวิตดุจปลาหลี่ะโข้ามประตูั พวกเขาจึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างถึงที่สุด
โจวลั่วเองก็เพิ่งเคยัักับงานโอสถปราณเป็ครั้งแรก เขาจึงตั้งใจฟังอย่างละเอียดเช่นกัน ผิดกับบุตรหลานจากตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืตระกูลอื่นที่มีท่าทีผ่อนคลาย ราวกับชัยชนะอยู่ในกำมือเรียบร้อยแล้ว
วันแรกนี้จะเป็การประลองภาคทฤษฎี ทว่าการแข่งขันจะเริ่มขึ้นใน่บ่าย ระหว่างนี้ผู้เข้าร่วมสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ เพราะงานโอสถปราณจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง นักพรตที่มีพร์ด้านการปรุงโอสถจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ มีเพียงบุตรหลานตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืเท่านั้นที่ยังคงวางท่าสงบนิ่ง
"ตระกูลหลินครั้งนี้พาคนรุ่นเยาว์มาเพียงสองคน ดูท่าคงจะถอดใจเื่การส่งคนเข้าไปศึกษาในสำนักเซียนแล้วกระมัง" ลู่เฉินมองหลินจือโซ่วที่นั่งฝั่งตรงข้ามพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
ตระกูลลู่และตระกูลหลินเป็ศัตรูกันมานับร้อยปี หากมีโอกาสได้เหยียบย่ำอีกฝ่ายย่อมไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือ เมื่อเผชิญกับคำถากถาง หลินจือโซ่วก็ตอบกลับอย่างราบเรียบ "ตระกูลลู่กลายเป็พวกชอบสอดเื่ผู้อื่นั้แ่เมื่อใดกัน?"
"ข้าก็แค่เกรงว่าท่านจะพ่ายแพ้อย่างอับอายจนเสียหน้า ข้าว่าพวกท่านสละสิทธิ์ไปเสียเลยจะดีกว่า" ลู่เฉินกล่าวพลางเอนพิงพนักเก้าอี้
"เหอะ มีคนมากย่อมหมายความว่าจะมีสิทธิ์ชนะอย่างนั้นหรือ?" หลินจือโซ่วถามย้อน
ลู่เฉินหัวเราะเบา ๆ "เช่นนั้นเรามาเดิมพันกันหน่อยดีหรือไม่ เดิมพันด้วยศัสตราเวทชิ้นนี้เป็อย่างไร?"
พูดจบเขาก็สะบัดมือเบา ๆ กระบี่สีเงินขาวเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ที่ด้ามกระบี่ประดับด้วยหินปราณสีทองหนึ่งเม็ด
โจวลั่วมองดูศัสตราเวทชิ้นนั้นพลางเกิดความสนใจ 'นี่คือศัสตราเวทของจริง แม้จะต้องอยู่ระดับฝึกปราณชั้นห้าขึ้นไปถึงจะใช้งานได้ แต่หากนำไปขาย ย่อมได้ราคาดีแน่นอน'
บุตรหลานของตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืตระกูลอื่นต่างก็ตกตะลึง ไม่นึกเลยว่าตระกูลลู่จะกล้าใช้ศัสตราเวทมาเป็ของเดิมพัน
หลินจือโซ่วนิ่งมองสมบัติชิ้นนั้น เขารู้ดีว่าหากอีกฝ่ายกล้านำศัสตราเวทออกมา ย่อมต้องมั่นใจในชัยชนะอย่างมาก เขาจึงไม่กล้ารับคำง่าย ๆ ลู่เฉินคล้ายจะอ่านใจเขาออกจึงเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อย่าหาว่าตระกูลลู่ของข้ารังแกตระกูลหลินของพวกท่านเลย เราไม่แข่งเื่การปรุงโอสถ แต่มาเดิมพันกันที่ผลการสอบภาคทฤษฎีใน่บ่ายนี้"
"หากตระกูลหลินของท่านมีคะแนนสอบภาคทฤษฎีเหนือกว่าตระกูลลู่ของข้า กระบี่เล่มนี้ก็จะเป็ของท่านทันที" น้ำเสียงของลู่เฉินราบเรียบทว่าทรงพลัง เขาโคจรพลังปราณเสริมเข้าไปทำให้คำพูดนั้นดังชัดเจนถึงหูทุกคน
ผู้คนในโถงต่างหยุดการสนทนาและหันมามองด้วยความใ หลินจือโซ่วขมวดคิ้วแน่น การกระทำของตระกูลลู่ในครั้งนี้เป็อุบายที่โจ่งแจ้งยิ่งนัก หากเขาปฏิเสธ เื่นี้ย่อมแพร่สะพัดไปทั่วแคว้นหั่วอวิ๋น และชื่อเสียงของตระกูลหลินย่อมเสียหายป่นปี้ แต่หากเขารับคำ ตระกูลหลินจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้จริง ๆ หรือ?
หลินจือโซ่วอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลินเหนียนที่อยู่ข้าง ๆ พบว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังก้มหน้าไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เมื่อหันไปมองโจวลั่ว กลับพบว่าเขากำลังจ้องมองฝั่งตรงข้ามด้วยดวงตาเป็ประกาย ท่าทางสงบนิ่งดุจสายน้ำ
"ตระกูลหลินขลาดกลัวแล้วหรือ?" ลู่เฉินกดดันซ้ำ
หลินจือโซ่วกัดฟันกรอด เขารู้ว่าไม่อาจเลี่ยงได้ จึงหยิบขวดโอสถออกมาวางบนโต๊ะ "ตกลง ตระกูลหลินของข้าขอรับคำท้า"
"นี่คือโอสถท่องวายุหนึ่งขวด มีค่าเพียงพอจะแลกกับกระบี่ของเ้า" โอสถท่องวายุเป็โอสถปราณระดับหนึ่งยอดเยี่ยม มีประโยชน์มหาศาลต่อผู้ที่มีรากปราณธาตุลม หากรับประทานเข้าไปจะช่วยบำรุงรากปราณและเพิ่มความเร็วให้แก่ร่างกายได้อย่างมหาศาล
"ดีมาก เช่นนั้นขอเชิญผู้นำตระกูลแห่งตระกูลหลี่มาเป็พยาน" ลู่เฉินเอ่ยอย่างมั่นใจ
หลี่ซุ่นเทียนหรี่ตาลงพลางยิ้มน้อย ๆ "ย่อมได้แน่นอน"
ตระกูลลู่และตระกูลหลินมักจะแข่งขันและเดิมพันกันในงานประลองศาสตร์ต่าง ๆ เป็ประจำทุกปี แต่ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายนำสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ออกมาเดิมพัน จึงสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนไม่น้อย ทว่านี่เป็เพียงเื่เล็กน้อย เพราะสำหรับทุกคนแล้ว การสอบภาคทฤษฎีใน่บ่ายต่างหากคือหัวใจสำคัญ
ณ พื้นที่ของตระกูลหลิน
หลินจือโซ่วจ้องมองโจวลั่วและหลินเหนียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "การสอบภาคทฤษฎี่บ่ายนี้ พวกเ้ามีความมั่นใจบ้างหรือไม่?"
"ท่านปู่โซ่ว ข้า..." หลินเหนียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
"ท่านลุงโซ่ว หากพวกเราชนะ จะมีรางวัลให้หรือไม่ขอรับ?" ในตอนนั้นเองโจวลั่วก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"หากพวกเ้าสามารถสยบตระกูลลู่ไว้ใต้แทบเท้าได้ ยังต้องกลัวว่าตระกูลจะไม่ให้รางวัลอีกหรือ?" หลินจือโซ่วกล่าว
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ" โจวลั่วไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
หลินจือโซ่วจึงโยนตำราปรุงโอสถโบราณเล่มหนึ่งให้ทั้งคู่ "จงอ่านให้มาก อย่าได้ทำให้ตระกูลหลินต้องอับอายขายหน้า"
...
ใน่บ่าย หลังจากบ่าวรับใช้ตระกูลหลี่เก็บกวาดอาหารปราณออกไปจนหมด นักพรตผู้มีตบะสูงส่งหลายคนก็เดินเข้ามาเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ใดทำการทุจริต เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว การสอบภาคทฤษฎีก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ
สิ่งที่เรียกว่าการสอบภาคทฤษฎีนั้น ความจริงแล้วคือการทดสอบความเข้าใจในการปรุงโอสถของแต่ละคน ซึ่งรวมไปถึงวิธีการปรุงโอสถประเภทต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรที่จำเป็สำหรับโอสถชนิดนั้น ๆ ความรู้ทางทฤษฎีเหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงพื้นฐานความสามารถของนักปรุงโอสถได้ดีที่สุด
โจวลั่วนั่งประจำที่โต๊ะไม้ จ้องมองกระดาษขาวพิเศษที่ถูกแจกจ่ายลงมา เมื่อสายตาของเขาจดจ้องลงไป บนกระดาษก็ทอแสงปราณจาง ๆ ก่อนที่โจทย์แต่ละข้อจะปรากฏขึ้นมา เมื่อกวาดสายตามองคร่าว ๆ เขาก็พบว่าโจทย์เหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตของนักปรุงโอสถระดับหนึ่งทั้งสิ้น เขาจึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา
'ในเมื่อข้าได้รับความรู้ทั้งหมดของนักปรุงโอสถระดับหนึ่งมาแล้ว การสอบครั้งนี้สำหรับข้าก็ไม่ต่างจากการเปิดตำราสอบเลยแม้แต่นิดเดียว' เขาหยิบพู่กันขึ้นมาและเริ่มเขียนคำตอบอย่างตั้งใจ