ตอนที่ 104 เคลบี้ผู้โง่เขลา
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เคลบี้ยกยิ้มที่มุมปาก
“ไม่ผิด ฉันคือคนของตระกูลเจเฮริสจริงๆ แต่นายก็อย่าได้ประเมินฉันสูงไป เพราะพ่อของฉันคือเจเฮริสที่ตกอับ สถานะของฉันในตระกูลจึงไม่ได้สูง แถมคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ฉันเพราะความคิดที่พ่อฉันทำ”
“เป็นไง? พอนายรู้แบบนี้แล้วยังอยากจะสอนฉันอีกรึเปล่า? ฉันต้องบอกไว้ก่อนว่าฉันเองก็ไม่มีค่าตอบแทนให้นายเช่นกัน นี่คือการสอนฟรี”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อต่อตนเอง
ก่อนหน้านี้ตัวเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ คนมากมายต้องการล้อมหน้าล้อมหลังเขา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นทุกคนก็ต่างพยายามที่จะตีตัวออกห่าง
ถึงแม้ไม่มีใครมาหาเรื่องเขา แต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาเช่นกัน
เคลบี้เห็นเมอร์ลินเป็นเด็กใหม่ ด้วยความเหงาเขาก็อยากจะเข้าไปพูดคุยบ้าง และเขาเองก็เตรียมรับมือกับการตีตัวออกห่างของเด็กน้อยเช่นกัน
เขาไม่สามารถเป็นคนธรรมดาได้เมื่อเขาคือสายเลือดเจเฮริส แม้จะเป็นเจเฮริสที่ตกต่ำก็ตาม
พ่อของเคลบี้ทำความผิดร้ายแรงต่อตระกูล จึงถูกขับไล่ แม้นี่จะไม่ใช่ความผิดของเคลบี้แต่เขาก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
เรื่องนี้ต่อให้เขาปิดบัง มันก็ต้องถูกเปิดเผยออกมาอยู่ดี
เคลบี้จึงยอมรับเรื่องนี้ตามตรง
ทว่าตอนนั้นเมอร์ลินก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ดูเหมือนว่าฉันกับนายจะอยู่ในสถานะที่ไม่ต่างกันมากนัก”
เคลบี้เปลี่ยนสีหน้าเป็นมึนงง หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
“นายหมายความว่ายังไง?”
เมอร์ลินยิ้มและเอ่ย “นายไม่ใส่ใจว่าฉันเป็นใครเลยหรอ?”
เคลบี้ส่ายศีรษะแล้วทำหน้าน่าเกลียด
“หรือว่านายก็เป็นคนของเจเฮริสเหมือนกัน”
ตระกูลเจเฮริสเป็นตระกูลที่ร่ำรวย นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้สืบสายเลือดออกมามากมาย ทั้งตระกูลสายตรงและตระกูลสายย่อย
การที่เด็กน้อยผมสีเงินตรงหน้านี้จะเป็นอัจฉริยะจากตระกูลย่อยแล้วถูกตระกูลหลักส่งเสริมนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
เมอร์ลินที่ได้ยินดังนั้นก็เหลือกตามองบน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย
“นายคิดว่าโลกนี้มีแค่ตระกูลเจเฮริสที่ยิ่งใหญ่หรอ?”
“นายไม่ใช่?”
“เห้อ! นายทำให้ฉันพูดไม่ออกเลยจริงๆ ... ฉันเมอร์ลิน พริสตัน สถานการณ์ของพ่อนายกับพ่อฉันดูเหมือนจะไม่ต่างกันมากนักที่มีปัญหากับตระกูล” เมอร์ลินกล่าว
ทว่าเคลบี้ยังคงทำหน้ามึนงงอยู่อย่างนั้น
“พริสตัน? พริสตันเป็นตระกูลที่ใหญ่มากเลยหรอ?”
คำถามของเคลบี้ทำให้เมอร์ลินถึงกับต้องอึ้งไป
คนคนนี้ไม่รู้จักตระกูลพริสตันจริงๆ หรอ? หรือว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยพริสตันเลย?
สิ่งที่เมอร์ลินคิดนั้นเป็นความจริง ผู้ชายคนนี้ไม่ได้สนใจมหาวิทยาลัยในฮันเดดลีกจริงๆ ไม่ต้องเอ่ยถึงตระกูลใหญ่อื่นๆ ของโลก ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน
“ฉันล่ะหมดคำพูดกับนายจริงๆ นี่นายเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยจริงๆ รึเปล่าถึงไม่รู้อะไรในโลกวิชาการเลย” เมอร์ลินพูดอย่างจนใจ
แม้เคลบี้จะไม่สนใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอื่นนอกจากมหาวิทยาลัยสาขาเวทมนตร์ที่ดังๆ แต่มหาวิทยาลัยพริสตันก็ยังมีชื่อที่โดดเด่นด้านรูนศาสตร์อยู่ในอันดับแรกก็น่าจะได้ยินชื่ออยู่บ้าง
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เมอร์ลินเจอคนที่ไม่รู้จักตระกูลพริสตัน
“โอเคๆ ฉันรู้แล้วว่าตระกูลของนายก็ไม่ธรรมดา นายเลิกมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นซะที” เคลบี้แม้จะรู้สึกละอายในความไม่รู้ของตนเอง แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก
โลกนี้มีตระกูลที่สูงส่งมากมาย ทำไมเขาต้องจดจำตระกูลทั้งหมดด้วย
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพูดมากเลย ฉันจะอธิบายเนื้อหาในหนังสือให้ รีบๆ ติว รีบๆ แยกกัน ฉันไม่อยากปวดหัวกับนายแล้ว”
“โถ่ เด็กน้อยนายก็ไม่ได้หัวล้านซะหน่อย ทำน้อยใจไปได้”
“ฉันไม่ได้น้อยใจ!”
“โอเคๆ นายไม่ได้น้อยใจ ฉันก็จะรีบติวเหมือนกัน”
เมอร์ลินพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะเปิดหน้าแรกของหนังสือแล้วเริ่มอธิบายหลักการเบื้องต้นสำหรับการคำนวณรูนศาสตร์
ทว่า ...
เขาอธิบายได้ไม่เท่าไหร่ สายตาก็เหลือบเห็นใบหน้าของเคลบี้ที่ขมวดคิ้วมุ่น
“นายไม่เข้าใจตรงไหนทำไมไม่ถามฉัน?”
“หน้าก่อนก่อนหน้านี้ ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์อะไร?”
“นายว่ายังไงนะ! นายไม่รู้จักอักขระรูนบาร์บาทอสหรอ?”
เคลบี้พยักหน้ารัวๆ
เมอร์ลินยิ่งขมวดคิ้วมุ่น “แล้วตัวนี้ล่ะ”
เขาชี้ไปที่อักขระรูนอีกตัวหนึ่ง
“ไม่รู้” เคลบี้ตอบเสียงเบาด้วยรอยยิ้ม
“แล้วสัญลักษณ์นี้ล่ะ”
ครั้งนี้เคลบี้ไม่พูดแต่เขาส่ายศีรษะไปมาด้วยรอยยิ้ม
จนเมอร์ลินต้องแผดเสียงออกมา
“นายอยู่ปีสามแล้วนะ! ทำไมนายไม่รู้จักอักขระรูน สัญลักษณ์รูน! นี่นายท่องอักขระรูน 108 ตัว กับสัญลักษณ์รูน 44 ตัวได้ไหมเนี้ย?”
เคลบี้ตอบด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อ “ฉันจำพวกมันไม่ได้หรอก”
เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นพยายามสงบอารมณ์ของตนเอง นิ้วมือของเขาเคาะไปที่โต๊ะอย่างเป็นจังหวะ
เสียงเคาะโต๊ะนั้นสร้างความกดดันให้กับเคลบี้เป็นอย่างมาก
ผู้ชายคนนี้อายุยี่สิบกว่าแล้ว เขาเรียนมหาวิทยาลัยมาสามปีแล้ว แต่กลับไม่รู้จักอักขระรูนและสัญลักษณ์รูนทั้งหมด นี่ทำให้เมอร์ลินรู้สึกจนใจเป็นอย่างมาก
ต้องรู้ไว้ว่าเคลบี้ไม่ใช่คนเดียวที่เป็นเช่นนี้ นักศึกษาในสาขานักเวทก็เป็นแบบนี้อยู่ไม่น้อย
“นายจบโรงเรียนเวทมนตร์มาได้ยังไง?” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“ก็เรียนผ่านๆ พอสอบเสร็จฉันก็คืนความรู้เหล่านี้ไปให้อาจารย์หมดแล้ว”
“แต่มันจำเป็นต้องใช้ในการยกระดับวงเวทหรือสร้างคาถาเวทนะ ทำไมนายถึงสร้างวงเวทที่สามได้ทั้งๆ ไม่รู้อะไรได้เนี้ย”
“แหะๆ ฉันแค่จำพวกมันเท่านั้น ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้จักพวกมันไปทั้งหมดเลย” เคลบี้ตอบตามตรง
“ฉันล่ะเชื่อเลย นายมันพวกนักเวทที่กล้าได้กล้าเสี่ยงจริงๆ ไม่กลัวการยกระดับวงเวทล้มเหลวเลยรึไง?”
“ไม่ต้องห่วงฉันมันคนโชคดีอยู่แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยจารึกเวทหรือยกระดับวงเวทพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เคลบี้กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อเห็นท่าทางนี้เมอร์ลินก็อดคิดในใจขึ้นมาไม่ได้ มันมีประโยคหนึ่งที่เขียนในหนังสือที่ว่า ...
‘คนโง่นั้นมีโชคของคนโง่จริงๆ’