ตอนที่27 นอกเขตเดเรนซ์ ป่าแดนมรณะ
ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงดาวสายลมเอนอ่อนโน้มไหว
ภูผาเมฆหมอกไร้ใจสัตว์ใดไม่อาจย่างกราย
ผืนฟ้าทับถมควันพิษอสูรหลากชนิดร้ายเหลือ
ระดับหลากดาวจุนเจือหลงไปไม่เหลือิญญา
คลื่นกดดันหลากหลายระลอกพัดไปมาดังสายลมคลั่งต้นไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบมีแต่สีดำ ทั้งลำต้น กิ่ง ใบยกเว้นก็แต่ผลที่ออกสีม่วงคล้ำ บ้างสีเหลืองแสดบ้างสีแดงทับทิม บ้างสีผสมผสานหลากหลายสีในผลเดียว ทั้งรูปแบบขรุขระ บ้างผลเรียบสนิทบ้างผลมีลักษณะเหมือนกับผลไม้ทั่วไป
สัตว์ป่าในนี้ขึ้นชื่อว่าเก่งในเื่ของการลอบสังหารเนื้อของมันเต็มไปด้วยพิษร้ายแรงที่สามารถสังหารผู้กินได้ในพริบตา แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมอนสเตอร์ที่มีระดับดาวสูงส่งซึ่งอยู่เต็มพื้นที่นักผจญภัยระดับต่ำกว่า 2 ดาวยากที่จะเอาตัวรอดในป่าได้แม้จะสามารถสู้กับมอนสเตอร์รอบนอก แต่หากเสบียงหมดต้องหอบหิ้วร่างกายตัวเองกลับไป
เมื่อหลายร้อยปีก่อนมีการบันทึกไว้ในตำราโบราณอันเก่าแก่ของผู้กล้ารุ่นเก่าว่าข้างในป่าแดนมรณะนี้มีทรัพยากรและสมบัติล้ำค่ามากมาย ส่วนหุบเขาหมอกพิษนั้นมีัโบราณที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่
หลังจากค้นพบบันทึกโบราณนั้นมีผู้คนจำนวนมากได้เข้าไปพิสูจน์ข้างในป่าแดนมรณะนี้แต่ก็ไม่มีใครรอดกลับมา กระนั้นผู้คนก็แห่กันเข้าไปพิสูจน์อยู่ร่ำไปจนกระทั่งได้มีนักผจญภัยคนหนึ่งโชคดีที่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์เื่ราวลึกลับสุดอันตรายได้ถูกเล่าผ่านประสบการณ์ของเขาแต่เื่นี้ถูกเก็บไว้เป็ความลับจวบกระทั่งปัจจุบัน มีเพียงผู้มีอำนาจที่มีสิทธิ์รู้
หากมีใครพูดถึงป่าแดนมรณะแล้วล่ะก็จะมีเพียงคำเดียวที่ได้ยินว่ามันคือป่าต้องสาป
...........................
รุ่งอรุณแห่งความสดใสไผ่ปลุกเหล่าทาสทั้ง 5 ให้ลุกขึ้นเตรียมตัวเข้าป่าอุปกรณ์ที่พึ่งออกไปซื้อมาตอนเช้ามืดถูกกองไว้กลางโรงตีเหล็ก มีอีต้อสำหรับเจาะดินหิน และขุดแร่ และเครื่องมือขนดิน ถุงเก็บแร่หลายสิบใบ
ไม่มีการอาบน้ำมีแต่การปล่อยให้ไปทำธุระส่วนตัวชั่วคราวเท่านั้น เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นไผ่แจกอุปกรณ์ให้กับเหล่าทาสคนละชุด แล้วเดินนำทางไปโดยไม่รีรอ
นานะน้อยตอนนี้เหมือนเป็ส่วนหนึ่งขอร่างกายไผ่ไปแล้วเธอนอนนิ่งไม่ไหวติงไปไหน เธอ้านอน แถมยังบอกว่า
“นานะเป็เด็กต้องกินและนอนเยอะๆ แล้วก็ถึงเวลาที่จะย่างเข้าสู่อีกวัยหนึ่งของัแล้วด้วยนานะจะหลับไป่หนึ่ง พี่ชายไม่ต้องกังวลนะว่าทำไมนานะถึงเงียบ” เธอพูดแค่นี้แล้วเงียบหลับลึกทันใด แม้จะเรียกยังไงก็ไม่ตอบ ไม่มีปฏิกิริยาใด มีเพียงเสียงลมหายใจที่ผ่อนคลายเป็จังหวะบวกกับมือปลาหมึกที่เกาะหลังอย่างแ่าทำอะไรไม่ถูก
ไผ่เดินนำเหล่าทาสทำให้หลายคนสังเกตเห็นเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่หลับสนิทบนหลังของไผ่ลมหายใจที่แ่เบาของเธอบ่งบอกให้รู้ว่าเธอหลับสนิทแต่เหตุไฉนหนอทำไมถึงไม่หลุดจากหลังเด็กหนุ่มผู้เป็นายของตนแล้วเ้านายเอาเด็กมาด้วยทำไม พวกนั้นก็ได้แต่คิดไม่มีใครกล้าถามออกมาได้แต่เดินตามฝีเท้าที่รวดเร็วของเ้านายให้ทันเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับตอนนี้แล้ว
การย่างเท้าของไผ่บัดนี้มีหญิงทาสคนเดียวในกลุ่มที่สังเกตเห็นเพราะเธอเผลอมองระหว่างที่กำลังสงสัยว่าทำไมเ้านายถึงเดินเร็วนัก
ไผ่ก้าวเท้าที่เรียบง่ายแต่ทว่าแปลกประหลาดการลงน้ำหนักเท้าเหมือนแค่ผลักก็เซได้แต่กลับมั่นคงที่เธอแปลกใจที่สุดก็ตอนที่เ้านายเดินเหยียบน้ำขังกลางทางแต่เมื่อเดินพื้นที่แห้งแล้วทำไมถึงไม่มีรอยน้ำที่ติดเท้า ยิ่งสังเกตยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งใเข้าไปอีกเมื่อเธอได้รู้ความจริงว่า
เท้าของเ้านายไม่ได้เหยียบถึงพื้นเลยสิ่งนี้เธอไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน ทุกๆ ฝีก้าวของเ้านาย เธอพยายามจดจำยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล ยิ่งอยากเรียนรู้วิชานี้แต่อย่างไรเธอก็สำนึกตนนี้ว่าตอนนี้เธอคือทาส ไม่มีสิทธิ์ใดๆไม่มีอิสระในชีวิตอีกแล้ว ได้แต่มองฝีเท้าอันน่าหลงใหลนั้น และพยายามลักจำทำตามไปด้วยเท่าที่จะทำได้
การเดินที่มีการชักจังหวะเมื่อเจอพื้นขรุขระก็มีการกระตุกเท้าไปมาอย่างไหลรื่นแต่ละฝีก้าวล้วนอ่อนโยนและมั่นคง เธอทำตามไปเรื่อยๆ
เสียงหอบแฮกๆ ของเพื่อนทาสอีก 4คนดังจนทำลายสมาธิของเธอ เหงื่อของพวกเขาที่ไหลโทรมกายพร้อมกับเท้าที่มีเืไหลอาบมองดีๆ จะเห็นรอยแผลและมวลหนามหลากชนิดทิ่มตำพวกเขาอย่างรุนแรงแต่เมื่อกลับมามองดูเท้าตัวเองถึงกับต้องลอบตื่นตระหนกใเป็รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้
ทำไมท้าวเธอถึงสะอาดสะอ้านและขณะที่ก้มมองเท้าเธอก็เห็นพุ่มหนามด้านหลังซึ่งพุ่มเ่าั้มีรอยเืติดอยู่เป็หย่อมๆ เหมือนจะเป็เืของเพื่อนอีก 4 คน
จู่ๆเ้านายตัวน้อยก็หยุดเดินแล้วนั่งลงพักผ่อนโดยไม่บอกกล่าวเมื่อท่านนั่งถึงพื้นก็อนุญาตให้พวกเธอสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย และโยนยาทาให้1 ขวด
“เอาไปทาเท้าซะจะได้บรรเทาความเจ็บ แล้วอีกเดี๋ยวก็เตรียมตัวเดินทางต่อ” ไผ่พูดห้วนๆแล้วหลับตาดิ่งเข้าสู่สมาธิ
ประสาทััถูกแผ่ออกไปเรื่อยๆจากรัศมี 10 เมตร เป็ 1 กิโลเมตร แผ่กว้างไปเรื่อยๆ ทั่วทิศทาง
ฝูงมอนสเตอร์ เส้นทางและข้อมูลพื้นที่ในรัศมีที่พลังแผ่ถึงต่างอยู่ในััของไผ่ทั้งหมด
ลึกเข้าไปอีกหลายสิบกิโลเมตรนั้นมีสถานที่หนึ่งซึ่งมีม่านหมอกครอบคลุมอยู่ยากที่จะตรวจสอบได้ละเอียดด้วยความสามารถตอนนี้ไผ่เพียงตรวจสอบได้คร่าวๆ เท่านั้นอีกทั้งการขยายััก็ถึงขีดสุดแล้วจึงไม่ได้เจาะผ่านกลุ่มหมอกเข้าไป
รอบนอกที่นั่นมีแร่ที่ไผ่้าอยู่ไผ่ััได้ราง ๆ ถึงแร่โลหะชนิดหนึ่ง มันสามารถนำมาทำเป็อาวุธเฉพาะได้อาวุธที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาและสร้างยากที่สุด ขั้นตอนก็ละเอียดที่สุดตอนนี้คงจะมีแต่เพียงเขาเท่านั้นที่จะใช้สิ่งนั้นสร้างอาวุธประเภทนั้นได้อาวุธที่เมื่ออยู่ในมือคนอื่นจะกลายเป็อาวุธที่ไม่สมบูรณ์ แต่เมื่ออยู่ในมือของผู้ที่มีวิชาต่อสู้แขนงหนึ่งมันจะกลายเป็สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
การพักผ่อนใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแม้จะดูสั้นแสนสั้นกับการเดินทางไกลที่แสนเหนื่อย แต่สำหรับพวกทาสครึ่งชั่วโมงนั้นถือว่ามากพอแล้ว
ไผ่เรียกให้ทุกคนมารวมตัวแล้วเดินนำต่อการเดินนำในครั้งนี้ไม่ได้เดินเป็เส้นตรงแบบแต่ก่อนแต่จะมีบางจุดที่ไผ่พาอ้อมไปตรงนั้นบ้างลัดตรงนี้บ้างแตกต่างกันไปและไม่มีใครสามารถเดาความคิดของชายหนุ่มได้
“อืมตรงหน้านี้เป็ดงดอกหนามพิษงั้นพาอ้อมไปอีกทางก็แล้วกัน”
“ข้างหน้านี้มีสัตว์อสูรที่อันตรายอยู่พาลัดไปอีกทางหนึ่ง แม้จะมีแต่ดงหนามแต่ก็ไม่ได้อันตรายถึงตาย”
“มอนสเตอร์ข้างหน้ามีอยู่ฝูงหนึ่งน่าเสียดายที่ไม่มีส่วนไหนนำมาใช้ประโยชน์ได้รอพวกมันผ่านไปก่อนก็แล้วกันค่อยเดินทางต่อ”
คำพูดและการกระทำของไผ่นั้นไม่มีใครรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังจะพาไปไหนการเดินทางบางครั้งก็ต้องโดนเถาวัลย์พัน บางครั้งก็โดนสัตว์เล็กๆ ไล่กัดบ้างแต่สำหรับป่าลึกแบบนี้มันเรียกว่าปลอดภัยยิ่งกว่าอะไรเสียอีกสำหรับเหล่าทาสอาจเรียกได้ว่าการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยอันตรายแต่สำหรับคนคนหนึ่งการเดินทางตามชายหนุ่มนั้น เป็สิ่งที่ปลอดภัยที่สุด
หญิงสาวคนหนึ่งสะพายเป้กลางหลังเธอเป็รองหัวหน้ากิลด์กุหลายสีเื โรส อายส์ เธอค่อยๆ เร่งฝีเท้าตามกลุ่มของไผ่เมื่อผ่านไปในบางพื้นที่เธอลอบตื่นตระหนกภายในใจ เธอรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้อันตรายแค่ไหน เนื่องจากในอดีตเธอเคยนำเหล่าสมาชิกกิลด์มาตายที่นี่หลายหมื่นคนแล้วสถานที่ซึ่งเธอได้ตั้งชื่อให้กับมันว่า “ดงหนามมรณะ”กิลด์ของเธอเดินทางมาถึงแค่ตรงนี้เท่านั้นไม่สามารถไปไกลกว่านี้ได้อีกแล้ว
แต่เมื่อแอบตามไผ่ ยิ่งทำให้เธอประหลาดใจการเดินทางที่อาจดูเหมือนวกไปวนมาดูเชื่องช้าไปบ้างในบางครั้งแต่มันก็เต็มไปด้วยความปลอดภัย บางที่อาจมีมอนสเตอร์ไล่โจมตีเล็กๆ น้อยๆแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่ นอกจากนี้มีมอนสเตอร์บางตัวที่อ่อนแอแต่ทำไมเด็กหนุ่มคนนั้นถึงะโลั่นให้รีบหนีและห้ามพรรคพวกแตะต้องพวกมันแม้แต่ปลายนิ้ว
แม้โรสจะไม่เข้าใจแต่เมื่อผ่านดงหนามมรณะมาแล้วเธอก็ไม่อยากจะเสี่ยง เด็กหนุ่มตรงหน้าเดินไปทางไหนเจออะไรแล้วทำอย่างไรเธอก็ทำตามทั้งหมด แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำแบบนั้นก็ตาม
หลังจากผ่านดงหนามมรณะก็เจออะไรแปลกๆมากมาย ทั้งต้นเถาวัลย์ที่มีชีวิต ดอกไม้ที่พ่นพิษได้ แล้วมันยังใช้รากพุ่งไล่กัดอีกต่างหาก
ไผ่พาเหล่าพรรคพวกที่เท้าของหลายคนชุ่มไปด้วยเืเดินไปถึงจุดจุดหนึ่งจุดที่ไม่สามารถมองเข้าไปข้างในได้เพราะติดกับม่านหมอกสีเทาพลันพวกเขาก็หยุดฝีเท้ากันถ้วนหน้าไผ่โยนห่ออาหารให้คนละ 2 ห่อ พร้อมกับน้ำอีกคนละกระบอก
“เราจะเดินทางกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ตอนนี้จงพักผ่อนให้เต็มที่ อีกอย่างที่จะขอบอกไว้ก่อนก็คือพวกคุณอาจจะไม่ได้พักกันอีก 2-3 วันเมื่อก้าวเข้าสู่อาณาเขตเขาหมอกวงกต” เสียงของไผ่พูดแล้วทิ้งตัวลงนั่งหลับไปทั้งอย่างงั้นทำเอาเหล่าพรรคพวกต้องงงไปตามๆ กัน
เหล่าทาสทั้งห้าเมื่อเอนกายถึงพื้นก็หลับเป็ตายไปด้วยความเหนื่อยแม้พวกทาสจะใช้พลังเวทจากธรรมชาติในการหล่อเลี้ยงชีวิตแต่การกินข้าวนั้นช่วยเพิ่มพลังกายได้เร็วกว่า
ค่ำคืนอันเงียบสงัดเมื่อทุกคนหลับสนิทไผ่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พลันกวาดมองไปรอบๆ สายตาของสัตว์ร้ายหลากชนิดค่อยๆ ออกมาจากม่านหมอกสีเทานั้นพลันแรงกดดันค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลยิ่งมันได้สบตากับไผ่ก็ปล่อยรังสีฆ่าฟันอันรุนแรงขนาดที่แม้แต่ใบไม้ไม่สามารถทนไหวต้องสลายกลายเป็เศษฝุ่นไป
ทาสที่กำลังหลับอยู่ไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติเหล่านี้นั่นเพราะบาเรียเวทสีดำสนิทที่ไผ่กางครอบคลุมพื้นที่หน้าม่านหมอก
สัตว์พวกนั้นเมื่อเห็นว่าเเรงกดดันของมันไม่สามารถผ่านม่านสีดำนั้นได้ก็ค่อยๆล่าถอยเข้าไปท่ามกลางหมอกนั้น มันไม่ได้พุ่งมาจู่โจมแต่อย่างใดแต่มันรอให้เหยื่อเข้าไปในพื้นที่ซึ่งเป็อาณาเขตของมันต่างหาก และจากสายตาที่เด็กนั่นมองมามันมั่นใจได้เลยว่าเ้านั่นต้องเข้ามาในอีกไม่กี่อึดใจนี้
เมื่อแรงกดดันของสัตว์ร้ายหายไปไผ่ก็สลายบาเรียทิ้งรอยยิ้มบังเกิดขึ้นที่มุปาก
“พวกลูกจ๊อกยังขนาดนี้แล้วหัวหน้าจะขนาดไหนเหมือนว่าในหมอกนั่นจะมีอะไรที่ยอดเยี่ยมซ่อนอยู่ รอก่อนเถอะอีกไม่กี่อึดใจหรอก”
...............................