รสโลหิตไม่ได้มาทันที
มันค่อย ๆ ขึ้นมาเหมือนน้ำซึมผ่านดินเผาเก่า ทีละหยด ทีละจุด จนโคนลิ้นของหลินเซวียนรับรู้รสนั้นได้ชัดเจนกว่ากลิ่นเถ้าที่ค้างอยู่ในเรือน
เขานั่งพิงฝาเรือนด้านที่ห่างจากรอยร้าว หัวเข่าสองข้างดันขึ้นชิดอก ผ้ากรองลมยังคลุมครึ่งใบหน้า ข้างนอก ฝนเถ้ากระทบหลังคาดินเผาราวกับมีใครเอาทรายหยาบเทลงจากฟ้าที่ไม่มีก้น เสียงนั้นสม่ำเสมอ หนัก และเย็นกว่าฝนทุกชนิดที่เขาเคยได้ยิน
แปลว่าฝนเข้มขึ้น
ไม่ใช่เบาลง
หลินเซวียนไม่รีบขยับ เขาเริ่มตรวจร่างกายเหมือนตรวจบัญชีที่ไม่มีสิทธิ์ผิดแม้แต่ช่องเดียว
ลำคอแน่นเหมือนมีผ้าเย็นพันอยู่ด้านใน ไม่เจ็บเฉียบ แต่กดลึกต่อเนื่อง เส้นปราณที่ไหล่ขวาชาและหนัก ปอดด้านขวาตึงกว่าซ้ายเล็กน้อย ทุกครั้งที่หายใจเข้า มีความฝืดวาบขึ้นก่อนจางลง อาการทั้งหมดไม่ได้รุนแรงพอให้ตายทันที แต่มากพอจะบอกว่าพิษเถ้าไม่ได้ผ่านเข้ามาแล้วจากไป
มันตั้งหลักอยู่ในร่างเขาแล้ว
เขาดึงผ้ากรองลมลง พลิกดูด้านที่กรองอากาศ คราบดำจางติดอยู่บนเส้นใย ไม่มาก แต่มีจริง เท่ากับว่าผ้าชิ้นนี้ดักพิษไว้ได้บางส่วน หากไม่มีมัน พิษที่เข้าไปในปอดคงมากกว่าครึ่งลมหายใจ
เขาพับผ้ากลับ วางไว้บนเข่า แล้วมองรอยร้าวบนฝาเรือนอีกฝั่ง
ผงเถ้าบางลอยเข้ามาจากรอยนั้นอย่างช้า ๆ ปริมาณน้อย แต่ต่อเนื่อง เรือนที่ควรเป็ที่หลบภัยยังมีรูพอให้ฟ้าส่งพิษเข้ามาได้ หมู่บ้านนี้จึงไม่เคยมีที่ปลอดภัยแท้จริง มีเพียงที่ที่ตายช้ากว่าเท่านั้น
เสียงเคาะที่ประตูดังขึ้นสองครั้ง
หลินเซวียนไม่ตอบทันที
ประตูเปิดแง้ม เยี่ยชิงอีก้าวเข้ามาพร้อมผ้าคลุมหน้า นางใช้ไหล่ดันบานประตูให้ปิดตามหลังเร็วพอไม่ให้ลมพัดเถ้าเข้ามามากขึ้น ดวงตากวาดมายังเขา ตรวจริมฝีปาก ลำคอ หน้าอก และมือที่กำผ้ากรองลม
“สูดเข้าไปเท่าไหร่”
“ครึ่งลมหายใจก่อนประตูปิด”
นางย่อตัวลงโดยไม่ขออนุญาต ปลายนิ้วแตะใต้คางเขาเพียงครู่เดียวแล้วถอนออก จากนั้นจึงมองรอยร้าวบนฝาเรือน
“ริมฝีปากยังไม่ม่วง แต่เ้าซีดกว่าตอนเข้ามา”
“รสโลหิตขึ้นคอ”
“แน่นตรงไหน”
“ลำคอ ไหล่ขวา ปอดขวาเล็กน้อย”
เยี่ยชิงอีไม่ได้ให้คำปลอบ นางล้วงก้อนดินสีเทาเข้มจากถุงผ้าข้างเอว เดินไปกดมันปิดรอยร้าวบนฝาเรือน ดินนั้นไม่ใช่ดินธรรมดา มันเหนียวกว่า มีกลิ่นสมุนไพรไหม้และเถ้าเปียก นางใช้ผ้าขาดแผ่นหนึ่งทับด้านนอกอีกชั้น แล้วกดจนแน่น
“ดินผนึกเถ้า” นางพูด “อยู่ได้ไม่นาน แต่อย่างน้อยรอยนี้จะไม่ฆ่าเ้าก่อนข้ากลับมา”
หลินเซวียนมองมือของนาง มือที่มีคราบขาวซึมใต้ผิว มือที่ทำงานเร็วเกินกว่าจะเป็คนที่เพิ่งเริ่มกลัวภัยพิบัติ
“คนป่วยหนักกว่า?”
“เด็กฝั่งเหนือสำลักเถ้าก่อนเข้าหลุมหลบภัย” นางโยนกระบอกน้ำไม้ไผ่เล็ก ๆ มาให้ “จิบได้สองครั้ง อย่าดื่มมาก น้ำสะอาดเหลือน้อย”
เขารับไว้ “เ้าควรเอาไปให้เด็ก”
“เด็กมีคนเฝ้า เ้ามีแค่ตัวเอง”
คำพูดนั้นไม่อ่อนโยน แต่เป็ความจริงในรูปที่ไม่เสียเวลา
นางมองเขาอีกครั้ง “ถ้าลำคอแน่นจนหายใจไม่ได้ อย่าเอนหลัง อย่าหายใจลึกเพื่อฝืนเอาอากาศ พิษเถ้าจะเกี่ยวปอดตอนขยายเต็ม ใช้ลมหายใจสั้นและสม่ำเสมอ จนกว่าข้าจะกลับมา”
หลินเซวียนพยักหน้า
“ถ้าข้าตายก่อน”
“อย่าตาย” นางตัดบท แล้วหยุดไปครึ่งลมหายใจ “ข้าไม่มีเวลาขุดหลุมเพิ่มวันนี้”
นางออกจากเรือนไปเร็วเหมือนตอนเข้ามา ประตูปิดลง เสียงสลักไม้สั้น ๆ ดังขึ้น แล้วเขาก็อยู่กับเสียงฝนเถ้าอีกครั้ง
หลินเซวียนตั้งหลังตรงตามคำเตือน ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักการคุมลมหายใจพื้นฐาน ศิษย์นอกสามปีทุกคนรู้ แต่สิ่งที่เยี่ยชิงอีบอกไม่ใช่หลักฝึกปราณของสำนัก มันคือวิธีเอาชีวิตรอดของคนที่เห็นพิษเถ้ากินปอดคนมาหลายครั้งเกินไป
นั่นต่างกัน
ห้านาทีผ่านไป ลำคอแน่นขึ้น
สิบนาที รสโลหิตหนักขึ้น เส้นปราณที่ไหล่ขวาเริ่มชาแทนที่จะเจ็บ ซึ่งเป็สัญญาณเลวร้ายกว่าเดิม ความเจ็บอย่างน้อยยังบอกว่าร่างกายตอบสนอง ความชาเหมือนพื้นที่หนึ่งในร่างถูกตัดออกจากบัญชีของความรู้สึก
หลินเซวียนจิบน้ำหนึ่งครั้ง
น้ำเย็นลงคอและหายไปเร็วเกินไป รสโลหิตเบาลงเพียงชั่วครู่ก่อนกลับมา เขาไม่ดื่มอีก จำนวนน้ำที่เหลือสำคัญกว่าความสบายในลำคอ
เขาล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าอย่างมีเป้าหมายกว่าเดิม ไม่ใช่เพื่อควานหาของช่วยชีวิตแบบคนตื่นตระหนก แต่เพื่อดูว่ามีสิ่งใดใช้ได้บ้าง เสบียงแห้ง ถุงน้ำ ผ้าสำรอง แผ่นป้ายส่งตัว และเศษโลหะสีเข้มชิ้นหนึ่ง
ปลายนิ้วแตะมันแล้วหยุด
เย็น
เย็นผิดกับของที่อยู่ในห่อผ้าเดียวกัน
หลินเซวียนหยิบเศษโลหะขึ้นมา
มันมีขนาดเท่าแง่มือ รูปร่างไม่สม่ำเสมอ ขอบหยักเหมือนแตกออกจากของที่ใหญ่กว่า ผิวด้านหนึ่งมีรอยสนิมเก่ากับอักขระครึ่งเส้นที่ถูกไฟเผาจนอ่านไม่ออก อีกด้านเป็รอยดำลึกเหมือนเคยติดอยู่กับพื้นเตาหลอมที่ถูกไฟกินมานาน
เขาไม่ได้ลืมว่าเก็บมันมาจากไหน
สามเดือนก่อน เขาถูกสั่งไปขนขี้เถ้าและซ่อมพื้นแตกร้าวหลังหอตำราสำนักชิงหลัว ที่นั่นมีเตาหลอมร้างเก่าใบหนึ่งถูกทิ้งไว้ใต้ผ้าใบขาด สำนักบอกว่าเป็ของเสียจากยุคก่อน ไม่มีค่า ใช้ไม่ได้ และไม่ควรแตะต้อง แต่ตอนเขากวาดเถ้าใต้ฐานเตา เศษโลหะชิ้นนี้หลุดออกมาจากรอยแตก
มันเย็นเหมือนแผ่นหยกตรวจชะตา
ไม่ใช่เย็นแบบโลหะธรรมดา
หลินเซวียนจึงเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะรู้ว่ามันคืออะไร แต่เพราะคนที่ถูกสั่งให้กวาดของเสียในสำนักเรียนรู้เร็วว่าของที่ผู้มีอำนาจเรียกว่าไร้ค่า บางครั้งเป็เพียงของที่พวกเขาไม่อยากให้คนต่ำกว่าแตะ
เขาวางเศษโลหะบนฝ่ามือขวา
ฝนเถ้ายังตก ข้างฝาเรือนที่เยี่ยชิงอีอุดไว้ เศษเถ้าบางส่วนซึ่งเล็ดลอดเข้ามาก่อนหน้านี้กระจายอยู่บนพื้นดินเผา หลินเซวียนกำลังจะเก็บโลหะกลับเข้าห่อผ้า เมื่อเถ้าเม็ดหนึ่งขยับ
เล็กมาก
หากเขากำลังกลัวตาย เขาคงมองข้ามมัน แต่หลินเซวียนไม่ได้อนุญาตให้ตนเองกลัวจนหยุดสังเกต
เถ้าเม็ดนั้นเคลื่อนเข้าหาฝ่ามือเขา
ตามด้วยเม็ดที่สอง
เม็ดที่สาม
ไม่ใช่ลม ลมในเรือนไม่พอจะพาเม็ดเถ้าเคลื่อนเป็เส้นตรงเช่นนั้น และทิศทางของมันไม่ได้ไปหาประตูหรือรอยร้าว มันไปหาเศษโลหะในมือเขา
หลินเซวียนกดลมหายใจให้สั้นลงกว่าเดิม
ข้อมูลที่ยืนยันได้มีสามข้อ
หนึ่ง เศษโลหะเย็นผิดธรรมชาติ
สอง เถ้าดำกำลังเคลื่อนเข้าหามัน
สาม พิษเถ้าในร่างเขากำลังแย่ลง และถ้ารอเยี่ยชิงอีกลับมา เขาอาจไม่มีแรงพอจะบอกสิ่งที่เกิดขึ้น
เขามองนิ้วชี้ขวา แผลถลอกจากตอนถูกผลักลงจากเกวียนและวิ่งหนีฝนเถ้ายังเปิดบางส่วน เืแห้งจับอยู่ริมแผล
การแตะเืกับของที่ไม่รู้จักเป็ความเสี่ยง
การไม่ทำอะไรเป็ความตายที่กำลังนับถอยหลัง
หลินเซวียนเลือกความเสี่ยง
เขาใช้ขอบหยักของเศษโลหะกดแผลถลอกเบา ๆ พอให้เืซึมออกมาใหม่ ไม่มาก เพียงจุดหนึ่งบนผิว แล้วแตะเืนั้นลงบนรอยดำลึกของเศษโลหะ
ไม่มีแสง
ไม่มีเสียงะเิ
ไม่มีปาฏิหาริย์ที่ประกาศตนต่อฟ้า
มีเพียงความร้อนเส้นเล็กมาก แทรกขึ้นมาจากโลหะผ่านฝ่ามือ ไม่ใช่ความร้อนของไฟ แต่เป็ความร้อนที่มีทิศทาง มันไม่กระจาย มันไหลเข้าตามเส้นปราณที่ฝ่ามือ ขึ้นสู่ข้อมือ แขน และไหล่ขวา
หลินเซวียนแข็งตัว
ไม่ดึงมือกลับ
ความร้อนไหลถึงเส้นปราณที่ชาอยู่ ััมันสักครู่ แล้วดึงบางอย่างออกมา
ไม่ใช่ดึงปราณของเขาออกจากร่าง แต่เหมือนมีมือเล็ก ๆ งัดสิ่งแปลกปลอมที่เกาะอยู่ในเส้นปราณออกจากเนื้อ สิ่งนั้นไม่ยอมออกง่าย ๆ มันขูดผ่านด้านในของไหล่ ผ่านลำคอ และลากรสโลหิตขึ้นมาหนักกว่าเดิมชั่วขณะ
หลินเซวียนกัดฟัน
มือซ้ายกำขอบเสื่อจนเส้นฟางขาด เขาไม่ร้อง ไม่ปล่อยเศษโลหะ เพียงนับจังหวะการเปลี่ยนแปลงในร่างแทนการนับความเจ็บ
ลำคอแน่นขึ้นก่อน
แล้วคลายลงเล็กน้อย
ไหล่ขวาจากชากลับมาเจ็บ
ความเจ็บนั้นสะอาดกว่าเดิม
ปอดขวายังตึง แต่หายใจเข้าได้ลึกขึ้นครึ่งส่วน
น้ำตาไม่ได้ไหลเพราะอารมณ์ มันไหลเพราะร่างกายถูกบางสิ่งลากพิษออกจากที่ที่ไม่ควรถูกแตะ
ความร้อนในฝ่ามือเริ่มเย็นลง ไม่หายทันที แต่ค่อย ๆ ถอยออกเหมือนน้ำลดจากหิน
หลินเซวียนหายใจเข้า
อากาศเข้าไปได้ทั้งสองข้าง
เขาหายใจออกช้า ๆ
ยังไม่หายดี
แต่ยังไม่ตาย
ความต่างระหว่างสองอย่างนี้ สำหรับคนที่ถูกสำนักส่งมาหมู่บ้านเถาดำ นับว่ามากพอแล้ว
เขายกเศษโลหะขึ้นมอง ผิวด้านที่เืแตะไม่มีคราบแดงเหลืออยู่ เืหายเข้าไปในร่องดำลึกหมดสิ้น รอยอักขระครึ่งเส้นบนผิวโลหะดูชัดขึ้นเล็กน้อยหรืออาจเป็เพราะสายตาเขามืดลงจากความเจ็บ
หลินเซวียนไม่ได้สรุป
เขาเพียงวางข้อเท็จจริงไว้ในใจ
เืทำให้มันตอบสนอง
เถ้าดำถูกมันดึงดูด
พิษในร่างลดลงบางส่วน
ราคาคือความเจ็บในเส้นปราณ และความอ่อนแรงที่ตามมาทันที
ข้างนอก ฝนเถ้าบนหลังคาเบาลงอย่างช้า ๆ ไม่หยุดทันที แต่บางลงจากเสียงกรวดเป็เสียงผงละเอียด แล้วกลายเป็ความเงียบที่ยังมีกลิ่นพิษค้างอยู่
หลินเซวียนยังนั่งอยู่กับที่ เขาไม่ขยับเพราะยังไม่แน่ใจว่าถ้าลุกขึ้น ร่างจะรับน้ำหนักได้หรือไม่ เส้นปราณที่ไหล่ขวายังเจ็บอยู่ แต่เป็ความเจ็บหลังเอาหนามออกจากแผล ยังมีเื ยังปวด แต่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมกดลึกเท่าเดิม
เถ้าดำบนพื้นเริ่มเคลื่อนอีกครั้ง
คราวนี้มีมากกว่าสามเม็ด
พวกมันไหลช้า ๆ จากรอยแตกใต้ฝาเรือน จากขอบเสื่อ จากร่องพื้นดินเผา เข้าหาฝ่ามือของหลินเซวียนเหมือนฝุ่นถูกเรียกด้วยเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน เขาไม่ขยับมือ ไม่เร่ง ไม่ช่วย เพียงดู
เม็ดเถ้าแตะผิวเศษโลหะ
แล้วหายเข้าไป
หนึ่งเม็ด
อีกหนึ่งเม็ด
อีกสามเม็ด
มากกว่านั้นไม่ขยับต่อ เหมือนสิ่งในโลหะกินได้เพียงเล็กน้อย หรือยังอ่อนแอเกินกว่าจะดึงทุกอย่างเข้ามา
จากด้านในเศษโลหะ มีเสียงเบามากดังขึ้น
กริก
ไม่ใช่เสียงแตก ไม่ใช่เสียงสั่นของโลหะธรรมดา มันเหมือนกระดูกชิ้นเล็กสองชิ้นกระทบกันในกล่องที่ปิดสนิท เหมือนสิ่งที่หักมานานพยายามจำรูปร่างเดิมของตนเอง
หลินเซวียนยกมือขึ้นใกล้หู
เสียงนั้นดังอีกครั้ง
กริก
เบา
แต่มีอยู่จริง
เขามองเศษโลหะในมือ ความเย็นของมันลึกขึ้นกว่าเดิม รอยดำบนผิวดูเหมือนปากแผลเก่าที่เพิ่งถูกกระตุ้นให้เืไหลอีกครั้ง
ถ้าสิ่งนี้เป็ของเสียจากเตาหลอมร้างจริง เหตุใดมันจึงกินเถ้า
ถ้ามันเป็ของไร้ค่า เหตุใดมันจึงดูดพิษออกจากเส้นปราณ
ถ้ามันตอบสนองต่อเืของเขา เหตุใดสำนักจึงปล่อยมันไว้ใต้รอยแตกหลังหอตำรา
คำถามทั้งสามไม่มีคำตอบในคืนนี้
หลินเซวียนปิดฝ่ามือช้า ๆ กำเศษโลหะไว้แน่นพอไม่ให้มันหล่น แต่ไม่แน่นพอให้เืออกเพิ่ม
เขาไม่รู้ชื่อของมัน
ยังไม่รู้กลไก
แต่รู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็ของตาย
ข้างนอก ฝนเถ้าหยุดแล้ว กลิ่นพิษยังลอยอยู่ในอากาศ เรือนยังปิด และหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านยังกลั้นหายใจใต้ฟ้าที่เพิ่งพยายามฆ่าพวกเขา
หลินเซวียนนั่งอยู่ในความมืดกับเศษโลหะเย็นจัดในมือ
เสียงในนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
กริก
เหมือนเตาหลอมที่แตกหักมานาน กำลังตื่นจากใต้เถ้า