บัญชีเซียนที่ถูกลบ

    เล่มที่1 ตอนที่ 3 ฝนเถ้ากินกระดูก

    รสโลหิตไม่ได้มาทันที

    มันค่อย ๆ ขึ้นมาเหมือนน้ำซึมผ่านดินเผาเก่า ทีละหยด ทีละจุด จนโคนลิ้นของหลินเซวียนรับรู้รสนั้นได้ชัดเจนกว่ากลิ่นเถ้าที่ค้างอยู่ในเรือน

    เขานั่งพิงฝาเรือนด้านที่ห่างจากรอยร้าว หัวเข่าสองข้างดันขึ้นชิดอก ผ้ากรองลมยังคลุมครึ่งใบหน้า ข้างนอก ฝนเถ้ากระทบหลังคาดินเผาราวกับมีใครเอาทรายหยาบเทลงจากฟ้าที่ไม่มีก้น เสียงนั้นสม่ำเสมอ หนัก และเย็นกว่าฝนทุกชนิดที่เขาเคยได้ยิน

    แปลว่าฝนเข้มขึ้น

    ไม่ใช่เบาลง

    หลินเซวียนไม่รีบขยับ เขาเริ่มตรวจร่างกายเหมือนตรวจบัญชีที่ไม่มีสิทธิ์ผิดแม้แต่ช่องเดียว

    ลำคอแน่นเหมือนมีผ้าเย็นพันอยู่ด้านใน ไม่เจ็บเฉียบ แต่กดลึกต่อเนื่อง เส้นปราณที่ไหล่ขวาชาและหนัก ปอดด้านขวาตึงกว่าซ้ายเล็กน้อย ทุกครั้งที่หายใจเข้า มีความฝืดวาบขึ้นก่อนจางลง อาการทั้งหมดไม่ได้รุนแรงพอให้ตายทันที แต่มากพอจะบอกว่าพิษเถ้าไม่ได้ผ่านเข้ามาแล้วจากไป

    มันตั้งหลักอยู่ในร่างเขาแล้ว

    เขาดึงผ้ากรองลมลง พลิกดูด้านที่กรองอากาศ คราบดำจางติดอยู่บนเส้นใย ไม่มาก แต่มีจริง เท่ากับว่าผ้าชิ้นนี้ดักพิษไว้ได้บางส่วน หากไม่มีมัน พิษที่เข้าไปในปอดคงมากกว่าครึ่งลมหายใจ

    เขาพับผ้ากลับ วางไว้บนเข่า แล้วมองรอยร้าวบนฝาเรือนอีกฝั่ง

    ผงเถ้าบางลอยเข้ามาจากรอยนั้นอย่างช้า ๆ ปริมาณน้อย แต่ต่อเนื่อง เรือนที่ควรเป็๲ที่หลบภัยยังมีรูพอให้ฟ้าส่งพิษเข้ามาได้ หมู่บ้านนี้จึงไม่เคยมีที่ปลอดภัยแท้จริง มีเพียงที่ที่ตายช้ากว่าเท่านั้น

    เสียงเคาะที่ประตูดังขึ้นสองครั้ง

    หลินเซวียนไม่ตอบทันที

    ประตูเปิดแง้ม เยี่ยชิงอีก้าวเข้ามาพร้อมผ้าคลุมหน้า นางใช้ไหล่ดันบานประตูให้ปิดตามหลังเร็วพอไม่ให้ลมพัดเถ้าเข้ามามากขึ้น ดวงตากวาดมายังเขา ตรวจริมฝีปาก ลำคอ หน้าอก และมือที่กำผ้ากรองลม

    “สูดเข้าไปเท่าไหร่”

    “ครึ่งลมหายใจก่อนประตูปิด”

    นางย่อตัวลงโดยไม่ขออนุญาต ปลายนิ้วแตะใต้คางเขาเพียงครู่เดียวแล้วถอนออก จากนั้นจึงมองรอยร้าวบนฝาเรือน

    “ริมฝีปากยังไม่ม่วง แต่เ๯้าซีดกว่าตอนเข้ามา”

    “รสโลหิตขึ้นคอ”

    “แน่นตรงไหน”

    “ลำคอ ไหล่ขวา ปอดขวาเล็กน้อย”

    เยี่ยชิงอีไม่ได้ให้คำปลอบ นางล้วงก้อนดินสีเทาเข้มจากถุงผ้าข้างเอว เดินไปกดมันปิดรอยร้าวบนฝาเรือน ดินนั้นไม่ใช่ดินธรรมดา มันเหนียวกว่า มีกลิ่นสมุนไพรไหม้และเถ้าเปียก นางใช้ผ้าขาดแผ่นหนึ่งทับด้านนอกอีกชั้น แล้วกดจนแน่น

    “ดินผนึกเถ้า” นางพูด “อยู่ได้ไม่นาน แต่อย่างน้อยรอยนี้จะไม่ฆ่าเ๽้าก่อนข้ากลับมา”

    หลินเซวียนมองมือของนาง มือที่มีคราบขาวซึมใต้ผิว มือที่ทำงานเร็วเกินกว่าจะเป็๞คนที่เพิ่งเริ่มกลัวภัยพิบัติ

    “คนป่วยหนักกว่า?”

    “เด็กฝั่งเหนือสำลักเถ้าก่อนเข้าหลุมหลบภัย” นางโยนกระบอกน้ำไม้ไผ่เล็ก ๆ มาให้ “จิบได้สองครั้ง อย่าดื่มมาก น้ำสะอาดเหลือน้อย”

    เขารับไว้ “เ๽้าควรเอาไปให้เด็ก”

    “เด็กมีคนเฝ้า เ๯้ามีแค่ตัวเอง”

    คำพูดนั้นไม่อ่อนโยน แต่เป็๲ความจริงในรูปที่ไม่เสียเวลา

    นางมองเขาอีกครั้ง “ถ้าลำคอแน่นจนหายใจไม่ได้ อย่าเอนหลัง อย่าหายใจลึกเพื่อฝืนเอาอากาศ พิษเถ้าจะเกี่ยวปอดตอนขยายเต็ม ใช้ลมหายใจสั้นและสม่ำเสมอ จนกว่าข้าจะกลับมา”

    หลินเซวียนพยักหน้า

    “ถ้าข้าตายก่อน”

    “อย่าตาย” นางตัดบท แล้วหยุดไปครึ่งลมหายใจ “ข้าไม่มีเวลาขุดหลุมเพิ่มวันนี้”

    นางออกจากเรือนไปเร็วเหมือนตอนเข้ามา ประตูปิดลง เสียงสลักไม้สั้น ๆ ดังขึ้น แล้วเขาก็อยู่กับเสียงฝนเถ้าอีกครั้ง

    หลินเซวียนตั้งหลังตรงตามคำเตือน ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักการคุมลมหายใจพื้นฐาน ศิษย์นอกสามปีทุกคนรู้ แต่สิ่งที่เยี่ยชิงอีบอกไม่ใช่หลักฝึกปราณของสำนัก มันคือวิธีเอาชีวิตรอดของคนที่เห็นพิษเถ้ากินปอดคนมาหลายครั้งเกินไป

    นั่นต่างกัน

    ห้านาทีผ่านไป ลำคอแน่นขึ้น

    สิบนาที รสโลหิตหนักขึ้น เส้นปราณที่ไหล่ขวาเริ่มชาแทนที่จะเจ็บ ซึ่งเป็๞สัญญาณเลวร้ายกว่าเดิม ความเจ็บอย่างน้อยยังบอกว่าร่างกายตอบสนอง ความชาเหมือนพื้นที่หนึ่งในร่างถูกตัดออกจากบัญชีของความรู้สึก

    หลินเซวียนจิบน้ำหนึ่งครั้ง

    น้ำเย็นลงคอและหายไปเร็วเกินไป รสโลหิตเบาลงเพียงชั่วครู่ก่อนกลับมา เขาไม่ดื่มอีก จำนวนน้ำที่เหลือสำคัญกว่าความสบายในลำคอ

    เขาล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าอย่างมีเป้าหมายกว่าเดิม ไม่ใช่เพื่อควานหาของช่วยชีวิตแบบคนตื่นตระหนก แต่เพื่อดูว่ามีสิ่งใดใช้ได้บ้าง เสบียงแห้ง ถุงน้ำ ผ้าสำรอง แผ่นป้ายส่งตัว และเศษโลหะสีเข้มชิ้นหนึ่ง

    ปลายนิ้วแตะมันแล้วหยุด

    เย็น

    เย็นผิดกับของที่อยู่ในห่อผ้าเดียวกัน

    หลินเซวียนหยิบเศษโลหะขึ้นมา

    มันมีขนาดเท่าแง่มือ รูปร่างไม่สม่ำเสมอ ขอบหยักเหมือนแตกออกจากของที่ใหญ่กว่า ผิวด้านหนึ่งมีรอยสนิมเก่ากับอักขระครึ่งเส้นที่ถูกไฟเผาจนอ่านไม่ออก อีกด้านเป็๞รอยดำลึกเหมือนเคยติดอยู่กับพื้นเตาหลอมที่ถูกไฟกินมานาน

    เขาไม่ได้ลืมว่าเก็บมันมาจากไหน

    สามเดือนก่อน เขาถูกสั่งไปขนขี้เถ้าและซ่อมพื้นแตกร้าวหลังหอตำราสำนักชิงหลัว ที่นั่นมีเตาหลอมร้างเก่าใบหนึ่งถูกทิ้งไว้ใต้ผ้าใบขาด สำนักบอกว่าเป็๞ของเสียจากยุคก่อน ไม่มีค่า ใช้ไม่ได้ และไม่ควรแตะต้อง แต่ตอนเขากวาดเถ้าใต้ฐานเตา เศษโลหะชิ้นนี้หลุดออกมาจากรอยแตก

    มันเย็นเหมือนแผ่นหยกตรวจชะตา

    ไม่ใช่เย็นแบบโลหะธรรมดา

    หลินเซวียนจึงเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะรู้ว่ามันคืออะไร แต่เพราะคนที่ถูกสั่งให้กวาดของเสียในสำนักเรียนรู้เร็วว่าของที่ผู้มีอำนาจเรียกว่าไร้ค่า บางครั้งเป็๲เพียงของที่พวกเขาไม่อยากให้คนต่ำกว่าแตะ

    เขาวางเศษโลหะบนฝ่ามือขวา

    ฝนเถ้ายังตก ข้างฝาเรือนที่เยี่ยชิงอีอุดไว้ เศษเถ้าบางส่วนซึ่งเล็ดลอดเข้ามาก่อนหน้านี้กระจายอยู่บนพื้นดินเผา หลินเซวียนกำลังจะเก็บโลหะกลับเข้าห่อผ้า เมื่อเถ้าเม็ดหนึ่งขยับ

    เล็กมาก

    หากเขากำลังกลัวตาย เขาคงมองข้ามมัน แต่หลินเซวียนไม่ได้อนุญาตให้ตนเองกลัวจนหยุดสังเกต

    เถ้าเม็ดนั้นเคลื่อนเข้าหาฝ่ามือเขา

    ตามด้วยเม็ดที่สอง

    เม็ดที่สาม

    ไม่ใช่ลม ลมในเรือนไม่พอจะพาเม็ดเถ้าเคลื่อนเป็๲เส้นตรงเช่นนั้น และทิศทางของมันไม่ได้ไปหาประตูหรือรอยร้าว มันไปหาเศษโลหะในมือเขา

    หลินเซวียนกดลมหายใจให้สั้นลงกว่าเดิม

    ข้อมูลที่ยืนยันได้มีสามข้อ

    หนึ่ง เศษโลหะเย็นผิดธรรมชาติ

    สอง เถ้าดำกำลังเคลื่อนเข้าหามัน

    สาม พิษเถ้าในร่างเขากำลังแย่ลง และถ้ารอเยี่ยชิงอีกลับมา เขาอาจไม่มีแรงพอจะบอกสิ่งที่เกิดขึ้น

    เขามองนิ้วชี้ขวา แผลถลอกจากตอนถูกผลักลงจากเกวียนและวิ่งหนีฝนเถ้ายังเปิดบางส่วน เ๣ื๵๪แห้งจับอยู่ริมแผล

    การแตะเ๧ื๪๨กับของที่ไม่รู้จักเป็๞ความเสี่ยง

    การไม่ทำอะไรเป็๲ความตายที่กำลังนับถอยหลัง

    หลินเซวียนเลือกความเสี่ยง

    เขาใช้ขอบหยักของเศษโลหะกดแผลถลอกเบา ๆ พอให้เ๣ื๵๪ซึมออกมาใหม่ ไม่มาก เพียงจุดหนึ่งบนผิว แล้วแตะเ๣ื๵๪นั้นลงบนรอยดำลึกของเศษโลหะ

    ไม่มีแสง

    ไม่มีเสียง๱ะเ๤ิ๪

    ไม่มีปาฏิหาริย์ที่ประกาศตนต่อฟ้า

    มีเพียงความร้อนเส้นเล็กมาก แทรกขึ้นมาจากโลหะผ่านฝ่ามือ ไม่ใช่ความร้อนของไฟ แต่เป็๲ความร้อนที่มีทิศทาง มันไม่กระจาย มันไหลเข้าตามเส้นปราณที่ฝ่ามือ ขึ้นสู่ข้อมือ แขน และไหล่ขวา

    หลินเซวียนแข็งตัว

    ไม่ดึงมือกลับ

    ความร้อนไหลถึงเส้นปราณที่ชาอยู่ ๱ั๣๵ั๱มันสักครู่ แล้วดึงบางอย่างออกมา

    ไม่ใช่ดึงปราณของเขาออกจากร่าง แต่เหมือนมีมือเล็ก ๆ งัดสิ่งแปลกปลอมที่เกาะอยู่ในเส้นปราณออกจากเนื้อ สิ่งนั้นไม่ยอมออกง่าย ๆ มันขูดผ่านด้านในของไหล่ ผ่านลำคอ และลากรสโลหิตขึ้นมาหนักกว่าเดิมชั่วขณะ

    หลินเซวียนกัดฟัน

    มือซ้ายกำขอบเสื่อจนเส้นฟางขาด เขาไม่ร้อง ไม่ปล่อยเศษโลหะ เพียงนับจังหวะการเปลี่ยนแปลงในร่างแทนการนับความเจ็บ

    ลำคอแน่นขึ้นก่อน

    แล้วคลายลงเล็กน้อย

    ไหล่ขวาจากชากลับมาเจ็บ

    ความเจ็บนั้นสะอาดกว่าเดิม

    ปอดขวายังตึง แต่หายใจเข้าได้ลึกขึ้นครึ่งส่วน

    น้ำตาไม่ได้ไหลเพราะอารมณ์ มันไหลเพราะร่างกายถูกบางสิ่งลากพิษออกจากที่ที่ไม่ควรถูกแตะ

    ความร้อนในฝ่ามือเริ่มเย็นลง ไม่หายทันที แต่ค่อย ๆ ถอยออกเหมือนน้ำลดจากหิน

    หลินเซวียนหายใจเข้า

    อากาศเข้าไปได้ทั้งสองข้าง

    เขาหายใจออกช้า ๆ

    ยังไม่หายดี

    แต่ยังไม่ตาย

    ความต่างระหว่างสองอย่างนี้ สำหรับคนที่ถูกสำนักส่งมาหมู่บ้านเถาดำ นับว่ามากพอแล้ว

    เขายกเศษโลหะขึ้นมอง ผิวด้านที่เ๣ื๵๪แตะไม่มีคราบแดงเหลืออยู่ เ๣ื๵๪หายเข้าไปในร่องดำลึกหมดสิ้น รอยอักขระครึ่งเส้นบนผิวโลหะดูชัดขึ้นเล็กน้อยหรืออาจเป็๲เพราะสายตาเขามืดลงจากความเจ็บ

    หลินเซวียนไม่ได้สรุป

    เขาเพียงวางข้อเท็จจริงไว้ในใจ

    เ๧ื๪๨ทำให้มันตอบสนอง

    เถ้าดำถูกมันดึงดูด

    พิษในร่างลดลงบางส่วน

    ราคาคือความเจ็บในเส้นปราณ และความอ่อนแรงที่ตามมาทันที

    ข้างนอก ฝนเถ้าบนหลังคาเบาลงอย่างช้า ๆ ไม่หยุดทันที แต่บางลงจากเสียงกรวดเป็๞เสียงผงละเอียด แล้วกลายเป็๞ความเงียบที่ยังมีกลิ่นพิษค้างอยู่

    หลินเซวียนยังนั่งอยู่กับที่ เขาไม่ขยับเพราะยังไม่แน่ใจว่าถ้าลุกขึ้น ร่างจะรับน้ำหนักได้หรือไม่ เส้นปราณที่ไหล่ขวายังเจ็บอยู่ แต่เป็๲ความเจ็บหลังเอาหนามออกจากแผล ยังมีเ๣ื๵๪ ยังปวด แต่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมกดลึกเท่าเดิม

    เถ้าดำบนพื้นเริ่มเคลื่อนอีกครั้ง

    คราวนี้มีมากกว่าสามเม็ด

    พวกมันไหลช้า ๆ จากรอยแตกใต้ฝาเรือน จากขอบเสื่อ จากร่องพื้นดินเผา เข้าหาฝ่ามือของหลินเซวียนเหมือนฝุ่นถูกเรียกด้วยเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน เขาไม่ขยับมือ ไม่เร่ง ไม่ช่วย เพียงดู

    เม็ดเถ้าแตะผิวเศษโลหะ

    แล้วหายเข้าไป

    หนึ่งเม็ด

    อีกหนึ่งเม็ด

    อีกสามเม็ด

    มากกว่านั้นไม่ขยับต่อ เหมือนสิ่งในโลหะกินได้เพียงเล็กน้อย หรือยังอ่อนแอเกินกว่าจะดึงทุกอย่างเข้ามา

    จากด้านในเศษโลหะ มีเสียงเบามากดังขึ้น

    กริก

    ไม่ใช่เสียงแตก ไม่ใช่เสียงสั่นของโลหะธรรมดา มันเหมือนกระดูกชิ้นเล็กสองชิ้นกระทบกันในกล่องที่ปิดสนิท เหมือนสิ่งที่หักมานานพยายามจำรูปร่างเดิมของตนเอง

    หลินเซวียนยกมือขึ้นใกล้หู

    เสียงนั้นดังอีกครั้ง

    กริก

    เบา

    แต่มีอยู่จริง

    เขามองเศษโลหะในมือ ความเย็นของมันลึกขึ้นกว่าเดิม รอยดำบนผิวดูเหมือนปากแผลเก่าที่เพิ่งถูกกระตุ้นให้เ๣ื๵๪ไหลอีกครั้ง

    ถ้าสิ่งนี้เป็๞ของเสียจากเตาหลอมร้างจริง เหตุใดมันจึงกินเถ้า

    ถ้ามันเป็๲ของไร้ค่า เหตุใดมันจึงดูดพิษออกจากเส้นปราณ

    ถ้ามันตอบสนองต่อเ๧ื๪๨ของเขา เหตุใดสำนักจึงปล่อยมันไว้ใต้รอยแตกหลังหอตำรา

    คำถามทั้งสามไม่มีคำตอบในคืนนี้

    หลินเซวียนปิดฝ่ามือช้า ๆ กำเศษโลหะไว้แน่นพอไม่ให้มันหล่น แต่ไม่แน่นพอให้เ๧ื๪๨ออกเพิ่ม

    เขาไม่รู้ชื่อของมัน

    ยังไม่รู้กลไก

    แต่รู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็๲ของตาย

    ข้างนอก ฝนเถ้าหยุดแล้ว กลิ่นพิษยังลอยอยู่ในอากาศ เรือนยังปิด และหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านยังกลั้นหายใจใต้ฟ้าที่เพิ่งพยายามฆ่าพวกเขา

    หลินเซวียนนั่งอยู่ในความมืดกับเศษโลหะเย็นจัดในมือ

    เสียงในนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

    กริก

    เหมือนเตาหลอมที่แตกหักมานาน กำลังตื่นจากใต้เถ้า