“ไม่น่าเชื่อจริงๆว่านายจะทำได้ถึงขนาดนี้”การต่อสู้อันดุเดือดผ่านไปเพียงวันเดียว ไทสันและแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือก็กลับมาปรากฏที่ฐานที่มั่นของพวกเขาอีกครั้งพร้อมกับชายสวมหน้ากากที่กลับมาอยู่ในสภาพดีกว่าเดิม
วาสยังสวมหน้ากากจันทร์เสี้ยวอยู่ตลอดเวลาเพราเขาคิดว่าเขายังต้องใช้มันอีกและไม่กล้าถอดออก เนื่องจากกลัวว่าหากใส่เข้าไปใหม่อีกรอบเขาอาจกลับไปมนุษย์คลั่งกระหายเลือดอีกครั้ง
อาการบาดเจ็บของวาสทุเลาไปมาก ตอนนี้วาสสามารถใช้แรงได้ราวๆครึ่งหนึ่งเท่านั้นเนื่องจากกระดูกที่แตกร้าวไปทั่วร่างพึ่งเริ่มสมานตัว หากไม่ใช่เพราะค่าสถานะฟื้นฟูและการรักษาด้วยยาพิเศษของผู้เฒ่าเวนก้า น่ากลัวตอนนี้เขาคงได้แต่นอนเป็นผักอยู่บนเตียง
แต่ความสามารถที่ลดลงก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับวาส เพราะยังไงในเมืองนี้ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้อยู่แล้ว
“ฉันแค่โชคดีนะ อีกอย่างพวกนั้นนะขี้ขลาดเกินไป”ถ้าศัตรูของวาสทุ่มพลังเต็มร้อยมาฆ่าเขา วาสก็คงลำบากมากเช่นกันในการฆ่าพวกเขาทั้งหมด แต่ความจริงมีไม่ถึง3ใน10ที่กล้าที่จะเข้ามาหาวาส ที่เหลือล้วนเต่าหัวหดรอโอกาสรอดอย่างเดียว
เมื่อไทสันและแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือกลับมาเห็นว่าบ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยซากศพกองพะเนิน ทุกคนขยี้ตาตบหน้าตัวหน้าตัวเองคิดว่าฝันไป
แต่ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ทั้งหมดเป็นของจริง!
ตอนที่วาสส่งพวกเขาไปรออยู่ในโลกมิติ ไทสันได้เล่าเรื่องราวของวาสให้ฟังย่อๆแล้ว สหายของไทสันผู้เป็นผู้อาวุโสของแก๊งกะโหลกเลือดหลายคนตกใจ ในหมู่พวกเขามีบางคนรู้จักวาสตอนอยู่โลกเดิมเช่นกัน
พวกเขาไม่คิดว่าชายสวมหน้ากากที่โผล่มาช่วยพวกเหลบหนีจะเป็นเพื่อนสนิทชาวเอเชียของไทสัน
และยิ่งไทสันบอกว่าวาสคือวีรบุรุษสงคราม เหล่าผู้อาวุโสแห่งแก๊งกะโหลกเลือดรวมถึงโทมัส ต่างตื่นตกใจแทบสิ้นสติ
ไทสันที่เห็นเช่นนั่นก็สงสัย น่าเสียดายที่เขาบาดเจ็บสาหัสอยู่ในช่วงสงครามระหว่างมนุษย์ก็อบลินและออร์ค ทำให้เขาไม่ได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับวีรบุรุษสงครามสักเท่าไหร่ ในความคิดเขามันคงเป็นการต่อสู้ระหว่างมนุษย์และก็อบลินกลุ่มใหญ่ๆเท่านั้น และเป็นมนุษย์พลาดท่าเสียทีจึงเสียเมืองกรีนวู้ดไป
แต่โทมัสและเหล่าผู้อาวุโสแห่งแก๊งกะโหลกเลือดได้ช่วยกันอธิบายแก้ไขความคิดของไทสัน ทุกๆคำพูดทำให้ไทสันตะลึง ความสามารถของวีรบุรุษสงครามมันเกินกว่าที่เขาจินตนาการไปมาก และยิ่งมาเห็นซากศพมนุษย์เป็นพันกองทับถมกันยิ่งตอกย้ำถึงความสามารถของวีรบุรุษสงครามที่สมคำร่ำลือ
“แล้วเราจะเอายังไงกับศพพวกนี้ละเนี่ย”โทมัสพึมพำ ตั้งแต่รู้ว่าวาสคือวีรบุรุษสงครามโทมัสก็ไม่กล้าสบตากับวาสแม้แต่แวบเดียว
“ไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวฉันสั่งซากทัพขนศพพวกนี้ไปทิ้งเป็นปุ๋ยที่โลกมิติเอง”ทุกคนที่ได้ยินคำตอบของวาสสะดุ้ง คนปกติที่ไหนเขาเอาร่างเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ไปเป็นปุ๋ยกัน
“แต่ก่อนอื่น ฉันมีเรื่องจะถามนายไทสัน”
“เรื่องอะไรงั้นหรอ?”
“นายอยากจะปกครองเมืองอัมมอร์หรือเปล่า”ไทสัน โทมัสและเหล่าผู้อาวุโสแห่งแก๊งกะโหลกเลือดตัวสั่นสะท้าน
ปกครองเมืองอัมมอร์!
อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้แก๊งใหญ่ทั้ง3เรียกได้ว่าล่มสลายไปแล้ว ดังนั้นเร็วๆนี้จะต้องเกิดการต่อสู้ในทุกบริเวณของเมืองอัมมอร์เพื่อชิงอำนาจความเป็นใหญ่ การที่วาสถามคำถามนี้ก็แสดงว่าหากไทสันต้องการปกครองเมืองนี้เขาจะเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อไทสัน
แววตาไทสันวาวโรจน์ไม่มีใครไม่อยากเป็นใหญ่แต่ไม่นานแววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนไปและตอบคำถามของวาสด้วยคำถาม
“วาส นายสนใจจะมาเป็นหัวหน้าแก๊งกะโหลกเลือดไหม?”โทมัสและเหล่าผู้อาวุโสแห่งแก๊งกะโหลกเลือดหันขวับมองไทสันอย่างไม่เชื่อหู แต่ไม่นานพวกเขาก็เข้าใจ ถ้าไม่มีวาสพวกเขาคงเป็นหนึ่งในศพที่นอนเรียงรายอยู่ตรงนี้ วาสจึงเรียกได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้แก๊งกะโหลกเลือดยังไม่ล่มสลายไปอย่างสมบูรณ์ และในเมื่อเขาเป็นคนที่ไทสันเชื่อใจต่อให้เขากลายมาเป็นหัวหน้าแก๊งกะโหลกเลือดก็ไม่มีใครคัดค้าน
“ฉันไม่สน”ชายสวมหน้ากากบอกปัดทันที เขาแทบไม่เคยไว้ใจใครและไม่ต้องการสุงสิงกับคนอื่น การต้องมาเป็นหัวหน้าคนไม่ใช่ความต้องการของเขา
“งั้นฉันก็ไม่ต้องการปกครองเมืองอัมมอร์เหมือนกัน”ไทสันปฏิเสธยิ้มๆการถูกทรยศจากคนในแก๊งทำให้ไทสันไม่อยากไว้ใจใครอีก แต่วาสขมวดคิ้ว
“แต่ฉันอยากให้นายปกครองเมืองนี้”วันเวลาสอนให้วาสเข้าใจโลก โอกาสไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไทสันไม่ฉกฉวยโอกาสตอนนี้จะมีแก๊งใหญ่แก๊งใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่แก๊งเดิม
“ไทสัน ไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจความรู้สึกนาย แต่ตอนนี้นายไม่มีอำนาจอะไรเหลือในมืออีกแล้ว สำหรับมนุษย์ด้วยกันนายอาจจะไม่กลัวใคร แต่โลกใบนี้ไม่ใช่โลกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ยังมีเผ่าพันธุ์อีกมากมายที่เราไม่รู้จัก ตอนที่มนุษย์ทำสงครามกับพวกก็อบลิน นายยังนอนนิ่งอยู่ในห้องนายเลยไม่รู้ว่าพวกมันน่ากลัวแค่ไหน โชคดีที่พวกมันเลือกบุกเมืองกรีนวู้ด ถ้าพวกมันเลือกบุกเมืองอัมมอร์ฉันบอกได้เลยว่าจะไม่มีใครรอด แล้วถ้าวันใดวันหนึ่งพวกมันบุกเข้ามา นายคิดว่านายจะทำยังไง หนีเอาตัวรอดพร้อมพรรคพวกที่เหลืองั้นหรอ กองทัพพวกมันมีเป็นแสน นายคิดว่าจะหนีไปไหนรอด หากนายไม่คิดถึงตัวนายก็ต้องคิดถึงตัวลูกชายนายบ้าง”วาสร่ายยาวโน้มน้าวไทสันหยิบยกโทมัสขึ้นมาอ้าง อำนาจการปกครองก็ถือเป็นพลังอย่างหนึ่ง ตอนนี้เพื่อนเขาอ่อนแอเกินไป
ชายแขนเดียวลังเล ที่วาสพูดก็ถูก ไทสันรับรู้ถึงความน่ากลัวของโลกใบนี้เป็นอย่างดี คราแรกที่เดินทางมาถึงโลกนี้พวกเขาได้แต่วิ่งหนีเอาชีวิตรอด แค่ก็อบลินไม่กี่ตัวก็สามารถฆ่าพวกเขาได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงจำนวนนับแสนตัว สุดท้ายชายแขนเดียวก็พ่นลมออกมายาวเหยียดเอ่ยว่า
“ตกลง! ถึงไม่อยากจะไว้ใจใครอีกอย่างน้อยฉันก็ต้องการอำนาจไว้ในมือบ้าง บางทีอำนาจในมือฉันอาจจะสามารถช่วยเหลือนายในอนาคตได้สักนิดก็ยังดี”สิ้นคำ วาสก็ฉีกยิ้มออกมาแต่หารู้ไม่ว่ารอยยิ้มนั้นคือจุดเริ่มหายนะในเมืองอัมมอร์!
เช้าวันต่อมาเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเมืองอัมมอร์ แต่มันไม่ใช่การต่อสู้ชิงอำนาจอย่างที่ทุกคนคิด มันคือการข่มขู่และการสังหารเพียงฝ่ายเดียว!
วาสขอรายชื่อและถิ่นที่อยู่แก๊งน้อยใหญ่ในเมืองอัมมอร์จากเหล่าผู้อาวุโสแห่งแก๊งกะโหลกเลือด เขาสวมหน้ากากจันทร์เสี้ยวและแบกดาบยักษ์สีดำเดินทางอย่างโจ่งแจ้งในเมืองอัมมอร์ไปเคาะประตูถึงหน้าบ้านแก๊งน้อยใหญ่เหล่านั้นพร้อมบอกให้ยอมสวามิภักดิ์กับแก๊งกะโหลกเลือดแต่โดยดี
มีหลายแก๊งที่ผู้นำคือหนึ่งในผู้สังเกตการณ์วันนั้น ทันทีที่เห็นชายสวมหน้ากากเดินเข้ามาเหยียบในถิ่นพวกเขา หัวใจตกไปอยู่แทบเท้า เหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ยังฝังติดตาพวกเขาอยู่
ยิ่งกริมม์เมื่อเห็นชายสวมหน้ากากโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวถึงกับช็อคตาตั้งสลบเหมือดไปรอบหนึ่ง ก่อนจะตื่นขึ้นมาเมื่อโดนวาสสาดน้ำใส่หน้า ชายโจรป่ารีบควักคอร์20ล้านดิลยื่นให้วาสพร้อมกับยอมสวามิภักดิ์ในทันที
ส่วนเหล่าผู้สังเกตการณ์ที่เหลือก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อแก๊งกะโหลกเลือดอย่างไม่มีข้อแม้ เดิมทีหากเป็นไทสันมาเองคงไม่มีใครยอมแน่แต่กลับวีรบุรุษสงครามมันต่างกัน
พวกเขามั่นใจว่าแก๊งกะโหลกเลือดจะต้องมีวีรบุรุษสงครามเป็นหัวหน้าแก๊งอย่างแน่นอน และการได้กลายมาเป็นลูกน้องของวีรบุรุษสงครามย่อมเป็นโชควาสนาอันสูงสุด ต่อไปในเมืองอัมมอร์ ไม่สิ ในเผ่าพันธุ์มนุษย์คงไม่มีใครกล้าหือกับพวกเขาแน่!
แน่นอนว่ามีคนยอมก็ต้องมีคนไม่ยอมและนั่นก็ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้น!
วาสไม่เคยให้โอกาสใครซ้ำสอง ทันทีที่โดนปฏิเสธเขาก็จะฆ่าล้างแก๊งพวกมันทันที!
วีรบุรุษสงครามผู้ยิ่งใหญ่ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการรวมเมืองอัมมอร์เป็นหนึ่ง ความแข็งแกร่งของเขาไม่มีมนุษย์หน้าไหนในเมืองอัมมอร์สามารถต่อกรได้
สัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์กลายเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองอัมมอร์ที่มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งเมืองมา!
เลือดสีแดงคล้ำย้อมไปทุกหัวมุมถนน หลายแก๊งล่มสลายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากมองเมืองอัมมอร์จากเบื้องสูงจะเห็นว่าตอนนี้ทุกจุดในเมืองอัมมอร์เต็มไปด้วยเลือดสีแดงจากศพมนุษย์และเลือดสีดำจากร่างของซากทัพผสมปนเปกัน คนจำนวนมากที่ไม่ต้องการสวามิภักดิ์ต่อแก๊งกะโหลกเลือดต้องหลบหนีอพยพออกจากเมืองอัมมอร์
ข่าวการปรากฏตัวของวีรบุรุษสงครามแผ่กระจายไปทั่วเมืองอัมมอร์ เหล่าผู้นำมหาอำนาจต่างส่งคนเข้ามาอัมมอร์เพื่อยืนยันข่าวนี้และพบว่ามันเป็นจริง!
วีรบุรุษสงครามที่หายสาบสูญมานานกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับกำลังล้างบางอาชญากรในเมืองอัมมอร์เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว!
และในที่สุดเมืองอัมมอร์ผนวกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และเป็นเมืองแรกที่มีขั้วอำนาจเดียวอยู่ปราศจากขั้วอำนาจอื่นอย่างสิ้นเชิง
แก๊งกะโหลกเลือดกลายเป็นหนึ่งในขั้วมหาอำนาจใหม่แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์!