หลังจากได้ยินคำว่า 'หนึ่งพันหินวิญญาณ' หลี่ซวนก็ต้องตระหนกอยู่ในใจไม่น้อย
จริงอยู่ว่ากระเป๋ามิติมีความสำคัญยิ่งสำหรับเขาในยามนี้ แต่หากได้หินวิญญาณมาถึงหนึ่งพันก้อน... นั่นย่อมเป็นทรัพยากรมหาศาลที่จำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเขาบรรลุเข้าสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย เพราะหินวิญญาณจำนวนมากเพียงนั้น หากให้สะสมด้วยตนเอง ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด
ในระหว่างที่หลี่ซวนกำลังครุ่นคิด หลินเซวียนที่เห็นอาการชะงักไปของอีกฝ่ายก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ากำลังลังเลสิ่งใดอยู่ แต่เจ้าคิดว่าหินวิญญาณหนึ่งพันก้อนหามาได้ง่ายดายงั้นหรือ? พวกข้าต้องลำบากสะสมมาหลายปีเพียงเพื่อหวังใช้มันทะลวงคอขวดขั้นต่อไป แต่วันนี้กลับยอมนำมาเป็นเดิมพันกับกระเป๋ามิติระดับต่ำเพียงใบเดียว เท่านี้เจ้ายังคิดว่าไม่คุ้มค่าอีกหรือ? หรือว่า... เจ้าหวาดกลัวในตัวข้าเสียแล้ว? ฮ่าๆๆ!"
สิ้นเสียงหัวเราะของหลินเซวียน เหล่าผู้ติดตามทั้งห้าคนต่างก็พากันหัวเราะร่าอย่างเย้ยหยัน
หลินเซวียนกลัวว่าหลี่ซวนจะปฏิเสธหากรู้มูลค่าที่แท้จริงของกระเป๋ามิติ เขาจึงใช้วาจายั่วยุใส่ไฟเพื่อกดดันให้หลี่ซวนรีบตอบตกลง
ทว่าหลี่ซวนกลับมิได้แยแสคำยั่วยุเหล่านั้น ในสมองของเขากำลังประเมินคู่ต่อสู้อย่างละเอียดรอบคอบ เขาแผ่กระจายจิตสัมผัสตรวจสอบระดับพลังวิญญาณ พร้อมกับใช้สายตากวาดมองกระบี่โบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอวของหลินเซวียน ซึ่งดูอย่างไรก็มิใช่อาวุธธรรมดาสามัญ
เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้น เขาก็พึมพำในใจ
'ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายงั้นหรือ... แม้พลังปราณวิญญาณของมันจะอยู่ในขั้นปลายจริง แต่ข้ากลับมิได้รู้สึกถึงความกดดันจนสู้ไม่ได้ ความรู้สึกนี้... แทบไม่ต่างจากยามเผชิญหน้ากับวานรเขี้ยวแดงเลยสักนิด หากการคาดเดาของข้าไม่ผิดพลาด พลังกายเนื้อและพลังวิญญาณของข้าในยามนี้น่าจะทัดเทียมกับผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายแล้ว แม้การเดิมพันครั้งนี้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง... แต่หินวิญญาณหนึ่งพันก้อนก็คุ้มค่าพอให้ลงแรง'
ทว่า... ตัวหลี่ซวนในยามนี้กลับคิดผิดไปอย่างมหันต์! เขาหาได้รู้ไม่ว่าผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายนั้น สามารถเรียนรู้วิชากักเก็บพลังเพื่อซ่อนเร้นระดับที่แท้จริงได้ การใช้จิตสัมผัสตรวจสอบเบื้องต้นจึงไม่สามารถรับรู้ปริมาณพลังวิญญาณทั้งหมดของอีกฝ่ายได้เลย
หลินเซวียนใช้จุดอ่อนตรงนี้หลอกล่อผู้คนมานักต่อนัก ทำให้คู่ต่อสู้ตายใจคิดว่าพลังปราณของตนมิได้ด้อยกว่าสักเท่าใด แต่หลินเซวียนเองก็ประเมินพลาดไปเช่นกัน... เพราะคนตรงหน้าเขาหาใช่ศิษย์ใหม่ธรรมดาทั่วไป ทว่าคือหลี่ซวนผู้มีห้วงลมปราณกว้างใหญ่ไพศาล สามารถกักเก็บพลังวิญญาณได้มหาศาลไม่ต่างจากผู้บรรลุขั้นปลายแม้แต่น้อย!
ในตอนนี้ หลี่ซวนที่ยืนอยู่ต่อหน้ากลุ่มของหลินเซวียนยังคงระแวดระวังอยู่ 'แต่หากอีกฝ่ายมีเบื้องหลังอันแข็งแกร่งเหมือนเจ้าพวกสามคนนั้นเล่า...'
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
'ช่างเถอะ... ก็แค่การประลองเดิมพันหินวิญญาณพันก้อนภายในสำนัก หากมันมีเบื้องหลังใหญ่โตจริงคงมีกระเป๋ามิติใช้กันแล้ว เหตุใดต้องมาท้าทายประลองเดิมพันกับข้า อีกอย่าง ที่นี่คือเขตสำนัก คงไม่มีใครกล้าทำเรื่องล้ำเส้นโจ่งแจ้งนักหรอกกระมัง'
เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนเสร็จ เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายก่อนตอบเรียบๆ
"ตกลง หากข้าจำไม่ผิด ลานประลองเดิมพันตั้งอยู่ที่ลานใหญ่ของสำนักใช่หรือไม่?"
เมื่อหลินเซวียนได้ยินเช่นนั้น ภายในใจพลันยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าใบหน้ายังคงแสร้งสงบนิ่งก่อนเอ่ยขึ้น
"ข้าจะไปแจ้งผู้อาวุโสเพื่อขอเปิดลานประลองเดิมพัน เจ้าเองก็ตามพวกข้ามา"
หลี่ซวนพยักหน้ารับคำเบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินตามไปทันที แม้ตัวเขาจะยังไม่มีวิชายุทธ์ประจำตัวอันเลิศล้ำ แต่ก็มั่นใจในพละกำลังและปฏิกิริยาของตนถึงเจ็ดส่วนว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ หากเทียบกับจางเหว่ยที่เคยนำทางเขาเข้าสำนัก จางเว่ยผู้นั้นยังดูแข็งแกร่งและรับมือยากกว่าหลินเซวียนอยู่มาก
...
ชั่วระยะเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็มาถึงลานประลองของสำนัก
ลานประลองแห่งนี้เปิดให้เหล่าศิษย์ใช้สู้รบปรบมือได้ตลอดเวลา ทว่าก่อนเริ่มการประลองเดิมพัน จะต้องแจ้งแก่ผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณผู้รับหน้าที่ดูแลเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เช่นหากมีผู้ใดเกิดจิตสังหารหมายเอาชีวิตคู่ต่อสู้ ผู้อาวุโสจะได้ยื่นมือเข้ายับยั้งได้ทันท่วงที
เวลานี้ หลินเซวียนก้าวไปเบื้องหน้าผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ชายชราผู้นั้นดูมีอายุราวหกสิบถึงเจ็ดสิบปี สวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ขณะนี้กำลังยืนสงบนิ่ง สายตาทอดมองการประลองของเหล่าศิษย์บนเวทีอย่างเรียบเฉย
หลินเซวียนประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม "เรียนผู้อาวุโส ศิษย์หลินเซวียน ขอเปิดลานประลองเดิมพันกับศิษย์ผู้นี้ขอรับ"
ชายชราเหลือบสายตามองทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบเรียบ
"สิ่งของที่พวกเจ้านำมาเดิมพัน จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้นอกจากพวกเจ้าเอง ของเดิมพันทั้งหมดจะถูกแลกเปลี่ยนที่ห้องลับตรงนั้น เมื่อผลการประลองปรากฏจึงค่อยส่งมอบ หากผู้ใดพ่ายแพ้แล้วกลับคำไม่ยอมมอบของเดิมพัน จะต้องโทษตามกฎสูงสุดของสำนัก"
กล่าวจบ ชายชราก็เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งขึ้น
"และอย่าได้คิดเล่นลิ้นโกหกข้า ว่ามอบของแล้วทั้งที่ยังไม่ได้มอบ ข้าเฝ้าลานประลองแห่งนี้มานานกว่าสามสิบปี เห็นเล่ห์เหลี่ยมของพวกเจ้ามานับไม่ถ้วน หากข้าพบว่าผู้ใดกล้าโกหกหลอกลวง... จะถูกทำลายเส้นลมปราณ และขับออกจากสำนักทันที!"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเหล่าศิษย์จึงหวาดกลัวกฎสำนักถึงเพียงนี้ เพราะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว หากเส้นลมปราณถูกทำลาย หนทางสู่ความเป็นเซียนก็เท่ากับดับสูญลงทันที
ส่วนหลินเซวียนซึ่งคุ้นเคยกับกฎนี้ดีอยู่แล้วราวกับเคยประลองมาหลายครั้ง ก็มิได้แสดงสีหน้าประหลาดใจ ทั้งสองต่างประสานมือรับคำพร้อมกัน
"รับทราบขอรับ"
ชายชราโบกมือชาๆ "เวทีประลองของพวกเจ้าอยู่ทางนั้น หากเกิดเหตุอันใดขึ้-"
ทว่ายังไม่ทันกล่าวสิ้นประโยค ร่างของชายชราพลันเลือนหายไปจากสายตาของทั้งสองอย่างสิ้นเชิง!
ตูม!!
เสียงระเบิดกึกก้องกังวานไปทั่วบริเวณ!
ยามที่ทุกคนหันไปมองตามต้นเสียง ก็พบว่าร่างของชายชราไปปรากฏอยู่บนเวทีประลองอีกแห่งหนึ่งแล้ว มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งกำลังกุมข้อมือของศิษย์ผู้หนึ่งที่กำลังเกิดอาการคลั่งไว้แน่น หากช้าไปเพียงเสี้ยวอึดใจ หมัดที่อัดไปด้วยพลังวิญญาณของศิษย์ผู้นั้นคงสังหารคู่ต่อสู้ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นไปแล้ว
ดวงตาของหลี่ซวนหดเล็กลงทันที!
'มองไม่ทัน... ไม่สิ แม้แต่จิตสัมผัสก็ยังจับร่องรอยไม่ได้เลยสักนิด! รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ... หากการโจมตีเมื่อครู่มุ่งเป้ามาที่ข้า เกรงว่าหัวของข้าคงหลุดจากบ่าก่อนจะได้ทันตั้งท่าเสียอีก'
หลินเซวียนเองก็ตื่นตกใจจนหน้าซีดไปครู่หนึ่ง ความเร็วระดับฐานวิญญาณ มิใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับลมปราณแรกเริ่มอย่างพวกเขาจะจินตนาการถึงได้เลย
ชายชรากุมข้อมือของศิษย์ผู้คลั่งไว้มั่น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พอได้แล้ว เจ้าเป็นฝ่ายชนะ"
สิ้นเสียงลง ศิษย์ผู้นั้นก็สลบทรุดลงกับพื้นทันที ชายชราจึงสั่งการให้ศิษย์รับใช้ใกล้เคียงนำตัวคนทั้งสองออกไปรักษาพยาบาล "รอให้พวกเขาฟื้นคืนสติเสียก่อน แล้วค่อยทำการแลกเปลี่ยนของเดิมพัน"
หลังจากนั้น ชายชราก็ลอยกลับมายังลานประลองตรงหน้าหลี่ซวนและหลินเซวียน แล้วเอ่ยเตือน
"พวกเจ้าขึ้นไปเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อข้าให้สัญญาณจึงค่อยเริ่มประลอง หากเกิดเหตุวิกฤตข้าจะเป็นผู้ลงมือหยุดการต่อสู้เอง"
"ขอรับ" ทั้งสองประสานมือตอบรับ
จากนั้น ทั้งคู่ก็ก้าวขึ้นสู่เวทีประลองด้วยความมั่นใจ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยินยอมแสดงท่าทางว่าตนจะแพ้ออกมา
เมื่อประจันหน้ากัน หลินเซวียนก็ชักกระบี่ออกจากฝักทันที เสียงกระบี่กังวานกึกก้องบาดหู ส่วนหลี่ซวนก็ชักกระบี่เหล็กที่ได้มาจากเหล่ามือสังหารทั้งสามคนในป่าตอนนั้นออกมาเตรียมพร้อม
ทันใดนั้น ค่ายกลคุ้มกันรอบเวทีประลองก็ขยายตัวครอบคลุมขึ้นมาทันที!
แทบจะในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ทั้งสองต่างปลดปล่อยพลังวิญญาณปะทะกัน
ครืน...
กระแสคลื่นพลังปราณที่สูสีกันปะทะเข้าหากันกลางอากาศจนเกิดเสียงหึ่งๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่ว แต่ด้วยพันธนาการของค่ายกล คลื่นพลังเหล่านั้นจึงถูกกักขังไว้ภายในเวที ไม่สามารถรั่วไหลออกไปรบกวนภายนอกได้แม้แต่น้อย แม้หลินเซวียนจะแปลกใจที่พลังวิญญาณของหลี่ซวนอยู่ใกล้เคียงกับเขา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด เพราะอย่างไรเสียระดับขั้นของเขาก็สูงกว่าฝั่งตรงข้ามอยู่แล้ว
เมื่อเหล่าศิษย์โดยรอบเห็นว่าหลินเซวียนกำลังจะลงมือประลอง ก็รีบกรูเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ เพราะในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอก ศิษย์ระดับขอบเขตลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายนั้นมีอยู่ไม่มาก ยิ่งหลินเซวียนที่ถือว่าอยู่ในระดับกลางในบรรดาคนระดับเดียวกันแล้วด้วย
ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น "เฮ้ ดูนั่นสิ! ศิษย์พี่หลินกำลังจะประลองยุทธ์!"
"เอ๊ะ... ชายหนุ่มผู้นั้น มิใช่ศิษย์ใหม่ที่อยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดหรอกหรือ?" ศิษย์อีกคนรีบเอ่ยทัก
"ใช่แล้ว! ศิษย์ใหม่ผู้นั้นจริงๆ ด้วย แต่แปลก เหตุใดเขาถึงกล้ารับคำท้า ทั้งที่ระดับพลังต่ำกว่าหนึ่งขั้นกันเล่า?"
ไม่นานนัก ผู้คนที่มารวมตัวรอบเวทีประลองก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งศิษย์หญิงหลายคนที่เคยพบหน้าหลี่ซวน และประทับใจในรูปลักษณ์ของเขา ก็ยังมายืนส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจอยู่ข้างเวที
ยามที่เหล่าศิษย์ชายเห็นภาพศิษย์น้องหญิงต่างพากันส่งตาหวานให้หลี่ซวน หลายคนก็แทบจะกัดลิ้นด้วยความริษยา พลางส่งเสียงตะโกนเชียร์ลั่นลาน
"ศิษย์พี่หลิน! สั่งสอนมันให้รู้สำนึกเลย!"
"เหอะ! ก็แค่หน้าตาดีนิดหน่อยเท่านั้น พี่หลินเอาชนะมันให้ได้!"
"เล่นมันให้พ่ายแพ้ไปเลย!"
เสียงเชียร์อื้ออึงไปทั่วบริเวณ ทว่าโดยรวมแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเทใจให้หลินเซวียนเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
เมื่อหลินเซวียนได้ยินเสียงสนับสนุนเหล่านั้น ความฮึกเหิมและมั่นใจในอกก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น เขายิ้มเย้ยหยันพลางเอ่ยขึ้น
"เจ้าพร้อมหรือยัง? ฮ่าๆๆ!"
หลี่ซวนมิได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับ เขาเพียงยกกระบี่ในมือขึ้นมาตั้งท่าพร้อมรบด้วยความสงบนิ่งราวกับสายน้ำ ในขณะเดียวกัน ดวงตาสีครามของเขาก็ค่อยๆ ทอประกายเปลี่ยนเป็นครามเข้มอย่างฉับพลัน!
ปฏิกิริยาของร่างกายและประสาทสัมผัสพุ่งสูงขึ้นครึ่งเท่า! มวลอากาศรอบกายเริ่มสั่นสะเทือนพร่ามัวจากพลังปราณวิญญาณที่เอ่อล้นออกมาภายนอก
ทันใดนั้น เสียงอันทรงพลังของผู้อาวุโสก็ดังสะท้อนก้องเวที
"เริ่มการประลองได้!"