ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 124 ลัทธิหมื่นวิญญาณ

            ถึงเป้ยเค่อจะพูดด้วยท่าทางสบายๆ ก็ตามแต่ผู้คนที่ใกล้ชิดกับเขาก็จะรู้ว่าเขาเพียงแค่แกล้งทำเป็นใจเย็นเท่านั้นแท้จริงแล้วภายในใจของเชื้อพระวงศ์ผู้นี้นั้นรู้สึกตื่นเต้นกังวลมากยิ่งกว่าผู้ใด

            พอพูดจบแล้ว เขาก็ขยับนิ้วเบาๆ หนึ่งครั้ง ฝาขวดของขวดเล็กๆ นั่นก็ลอยขึ้นฟ้าเองโดยที่ไม่มีใครไปขยับของเหลวที่อยู่ในนั้นพลันส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปทั่วบริเวณนั้น

            นั่นมันอะไรน่ะ?

            เซวี่ยเทียนขยี้จมูกไปมา

            หอมดีจัง?

            หลินหยางเองก็ได้กลิ่นเหมือนกันจึงขมวดคิ้วขึ้น

            เขาแทบจะสามารถยืนยันได้ในทันทีว่าของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นมันคือ ชุ่ยหลิงจี้ (ตัวเร่งปฏิกิริยา)ที่ผสมขึ้นจากวัตถุดิบระดับสี่และระดับห้าหลายชนิดรวมกันมันมีลักษณะที่คล้ายกับยาหลอมฟ้าที่หลินหยางเคยสร้างไว้เมื่อก่อนหน้านี้

            เพียงแต่ชุ่ยหลิงจี้ตัวนี้มีมูลค่าสูงกว่ายาหลอมฟ้าของเขาหลายเท่าวัตถุดิบระดับสูงทั้งหลายที่ใช้นั้นมีมูลค่าที่สูงจนแทบจะไม่สามารถใช้เงินทองมาวัดค่าของมันได้แล้ว

            ในโลกนี้เกรงว่าคงมีแค่มหาเศรษฐีอย่างราชอาณาจักรเทียนฉางเท่านั้นที่สามารถใช้เงินทุ่มลงไปกับการสร้างชุ่ยหลิงจี้แบบนี้ได้พวกเขาคิดจะใช้คุณสมบัติในการกัดกร่อนของมันมาหลอมละลายม่านป้องกันสุดทรงพลังตรงหน้านี้ทิ้ง

            แนวคิดใช้ได้....

            แต่น่าเสียดายที่มันคงจะเป็นการละลายวัตถุดิบชั้นสูงหลายชิ้นที่ใช่ในการสร้างชุ่ยหลิงจี้นี้ไปแบบเปล่าประโยชน์

            หลินหยางสีหน้าเงียบขรึม ในใจมีแผนวางไว้แล้ว

            ส่วนเป้ยเค่อผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้นั้นตอนนี้เขากำลังขยับนิ้วไปมา ใช้พลังจิตในการประคองขวดเล็กนั่นเอาไว้ให้ลอยอยู่บนอากาศเหมือนกับว่าเขากำลังทำการแสดงมายากลอันน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ก็ไม่ปาน

            ของเหลวราคาแพงที่ทอแสงอ่อนๆ ออกมานั้นแต่ละหยดของมันนั้นมีมูลค่าพอๆ กับทองคำหลายหมื่นแท่ง แต่ในสายตาของเป้ยเค่อแล้วมันกับเป็นเพียงสิ่งของธรรมดาทั่วไปเท่านั้นเขาปั้นของเหลวนี่ให้ขึ้นรูปเป็นดาบยาวเล่มหนึ่งลอยอยู่บนอากาศ พอสะบัดมือออกไป

            ฟิ้ว

            ดาบยาวเล่มนั้นพลันพุ่งทะยานออกไปทางม่านพลังป้องกันบริเวณประตูหลักของป้อมโบราณจนกลายเป็นสายรุ้งเส้นหนึ่ง

            พริบตาที่ดาบเล่นนั้นปะทะเข้ากับม่านพลังป้องกันก็เกิดเสียงดังซู่ๆ ขึ้น ทั่วทั้งม่านพลังป้องกันพลันเกิดการสั่นสะเทือน

            “ท่านเป้ยเค่อ!! กำลังจะทำสำเร็จแล้ว!!!!”

            เหล่าทหารองครักษ์ของราชอาณาจักรเทียนฉางนั้น ต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดีออกมาเพราะพวกเขาเห็นว่าดาบยาวที่ปั้นจากของเหลวนั่นมันกำลังค่อยๆเสียบแทงทะลุม่านพลังป้องกันที่เคยแข็งแกร่งจนชวนให้สิ้นหวังนั่นเข้าไปได้ทีละน้อยเกิดควันสีขาวจางๆ ลอยออกมา

            ชุ่ยหลิงจี้ที่มีมูลค่ามหาศาลนั่น มีบางหยดที่ถูกดีดกระเด็นออกมาจนตกลงสู่พื้นซึ่งทันทีที่มันสัมผัสกับพื้นบริเวณนั้นพลันถูกกัดกร่อนจนเกิดเป็นรูลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งทันทีแสดงให้เห็นว่าฤทธิ์กัดกร่อนของมันนั้นมีอานุภาพมากแค่ไหน

            “ดูสิ มันถูกเจาะได้แล้ว!!!!”

            ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งบริเวณนั้นล้วนตาลุกวาว

            เห็นได้ชัดว่า ดาบยาวเล่มนั้นเหมือนจะสามารถแทงทะลุม่านพลังป้องกันนั่นจนทะลุไปถึงอีกฝั่งได้จริงๆ

            “ไม่จริงน่า... อย่าบอกนะว่าม่านพลังจะถูกนางนั่นพังทิ้งได้ในครั้งเดียวน่ะ?”

            พวกของเซวี่ยเทียนถึงกับส่ายหัว

            เพียงแต่สายตาของผู้คนทั้งหมดตอนนี้ต่างก็ไปรวมกันอยู่ที่บริเวณที่ดาบยาวกำลังแทงม่านพลังป้องกันนั่นอยู่มีเพียงหลินหยางเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่าเป้ยเค่อที่กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนฐานรองนั่งนั้นตอนนี้ได้ลุกขึ้นมานั่งเต็มตัวแล้ว ใบหน้าที่แต่เดิมดูอ่อนหวานราวกับสตรีเพศตอนนี้ดูซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

            มาได้แค่นี้แหละ...

            หลินหยางลอบถอนหายใจออกมา

            และก็เป็นอย่างว่า หลังจากเวลาผ่านไปอีกเพียงครู่เดียว

            ดาบที่ปั้นจากของเหลวที่ซึ่งแบกรับความคาดหวังของผู้คนทั่วทั้งบริเวณนั้นเอาไว้พลันแตกสลายไปท่ามกลางเสียงร้องตกใจที่ดังขึ้นทั่วบริเวณจากรูปร่างดาบพลันกลับกลายเป็นของเหลวกองหนึ่งสาดซัดเข้าใส่ม่านพลังป้องกันนั้น

            ซ่า

            ควันขาวอีกกลุ่มหนึ่งพลันลอยขึ้น

            แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งแล้วม่านพลังป้องกันก็ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิม รอยแผลเล็กๆ ที่เมื่อครู่นี้อุตส่าห์สร้างขึ้นอย่างยากลำบากก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยนานแล้ว

            “เหอะ... ปล่อยให้ดีใจเก้อ!!”

            “โห ล้มเหลวอีกแล้ว”

            “อะไรนี่...”

            ฝูงชนพลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นด้วยความไม่พอใจ

            เพียงแต่เป้ยเค่อที่เพิ่งพบกับความล้มเหลวไปนั้นกลับทำเพียงแค่สะบัดผมยาวสลวยสีทองอย่างสง่างามไปทีหนึ่งพร้อมกับประสานมือไว้ที่ท้ายทอยแล้วเอนตัวลงนอนไปด้วยความหงุดหงิด

            “พลาดอีกแล้ว... โถ่สวรรค์ พวกท่านกำลังริษยาในความงามของข้าอยู่รึอย่างไร?ช่างมันไปก็แล้วกัน ข้าก็พอเข้าใจได้อยู่ เพราะโลกนี้มันยุติธรรมดังนั้นความงามและความสำเร็จคงมิอาจมาพร้อมกันได้...แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังรู้สึกเจ็บใจอยู่ดีแฮะ... โถ่เอ๊ย...”

            แหวะ...

            ผู้คนจำนวนมากที่ทนดูภาพตรงหน้าไม่ไหวพลันรีบเบือนหน้าหนีทันที

            เชื้อพระวงศ์เป้ยเค่อที่นอนอยู่ก็ถูกเหล่าองครักษ์แบกกลับไปพร้อมฐานรองนั่งทั้งอย่างนั้น

            คนต่อไปคือโม่เชาหยันแห่งเผ่าฝูโป

            ยอดฝีมือท่านนี้เองก็ออกโรงพร้อมผมที่ยาวปลิวไสวแต่เทียบกับคนก่อนหน้านี้แล้ว โม่เชาหยันดูสบายตากว่าเยอะ

            โม่เชาหยันเป็นคนที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นอิสระจากทุกสรรพสิ่งแล้วก็ไม่ปาน

            ก่อนหน้านี้หลินหยางเคยสังเกตเห็นว่าแม้แต่ตอนที่อยู่ในวงล้อมของอสูรทะเลที่เกิดคลั่งขึ้นมาแล้วชายวัยกลางคนผู้นี้ก็ยังคงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพรากชีวิตให้ได้มากที่สุดอยู่ดีส่วนมากแล้วเขาจะทำร้ายให้บาดเจ็บโดยที่ไม่ได้ลงมือฆ่า เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี

            แต่หลินหยางเองก็ไม่ได้ตัดสินอะไรอีกฝ่ายเพราะแต่ละคนต่างก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

            หลินหยางรู้สึกสงสัยเรื่องวิธีทำลายม่านพลังของผู้ใช้อสูรคนนี้มากกว่าว่าเขาจะใช้วิธีแบบไหนกันแน่

            โม่เชาหยันก้าวเดินออกไปข้างหน้าเพียงคนเดียว

            ทั่วทั้งบริเวณพลันตกลงสู่ความเงียบสงบ

            เห็นได้ชัดว่าภาพลักษณ์ที่คนอื่นๆ มีต่อยอดฝีมือผู้นี้ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวพวกเขาต่างก็รอคอยว่ารอบนี้เขาจะงัดไม้เด็ดแบบไหนออกมา

            “ออกมาเถอะ ชิงหลี”

            โม่เชาหยันส่งเสียงเรียกออกมาทีหนึ่งทันใดนั้นบริเวณไหล่ของเขาก็พลันเปล่งแสงสีขาวที่สูงประมาณสองเมตรกว่าออกมา

            อสูรประจำกายอย่างนั้นหรือ?

            หลินหยางขมวดคิ้ว

            ผู้ใช้อสูรทุกคนจะสามารถเลี้ยงสัตว์อสูรในถุงอสูรได้หลายตัวแต่อสูรประจำกายนั้นจะสามารถมีได้แค่ตัวเดียวเท่านั้นโดยมันจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้เป็นนายของมัน โดยที่มันจะถูกเลี้ยงดูจนเติบโตในร่างกายของเจ้านายมันด้วย

            ทันทีที่อสูรประจำกายของโม่เชาหยันปรากฏตัวขึ้นก็เกิดเสียงประหลาดใจดังขึ้นทั่วบริเวณ

            “นั่นมัน เสือดำแห่งดวงดารา!!!!”

            มันคือสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเสือดำทั่วทั้งตัวมีลายเป็นรูปผลึกสีขาว

            ซึ่งภายในลวดลายเหล่านั้นล้วนมีพลังแห่งกาลอวกาศสุดพิสดารแอบแฝงอยู่มันดูเหมือนกับธารดาราที่ล่องลอยอยู่บนจักรวาลอันกว้างใหญ่ ทั้งดูงดงามพิศวง แต่ก็ดูแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทานด้วยเช่นกัน

            ถึงกับสามารถค้นพบอสูรพิเศษแบบนี้ได้เลยหรือนี่?

            หลินหยางเองก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย

            เพราะเสือดำแห่งดวงดาราเองก็เป็นหนึ่งในสัตว์อสูรแบบพิเศษที่แข็งแกร่งมากชนิดหนึ่งพลังที่เป็นที่เลื่องลือที่สุดของมันก็คือพลังที่สามารถฉีกกระชากมิติเวลาได้ซึ่งเป็นพลังเฉพาะตัวที่ได้มาตั้งแต่กำเนิด

            เสือดำแห่งดวงดาราตัวเต็มวัยนั้นได้ยินมาว่ามันจะสามารถเข้าออกช่องว่างแห่งกาลเวลาได้อย่างง่ายดายกรงเล็บอันแหลมคมของมันสามารถฉีกกระชากได้ทุกสิ่งเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งมากๆ ของหลายภพภูมิเลยทีเดียว

            แต่น่าเสียดาย...

            ที่หลินหยางเห็นอยู่ตรงหน้าคือเสือดำแห่งดวงดาราที่มีอายุน้อยมากเกินไปทำให้ยังไม่สามรถใช้พลังเฉพาะตัวสุดแข็งแกร่งนั่นได้เต็มที่นักไม่อย่างนั้นโม่เชาหยันคงใช้มันเพื่อทำลายม่านพลังนี่ไปนานแล้ว

            ดูท่าว่าจะยังไม่ไหวนะ...

            หลินหยางได้ทำการตัดสินใจไว้แล้วว่าครั้งนี้จะต้องล้มเหลวแน่นอน

            และก็เป็นไปอย่างที่คิด เสือดำแห่งดวงดาราของโม่เชาหยันที่ถูกกล่าวขานว่าสามารถฉีกกระชากช่องว่างมิติได้แต่เป็นเพราะยังไม่โตเต็มวัยจึงทำได้แค่พุ่งเข้าไปสร้างรอยบาดแผลบนม่านพลังได้แค่ประมาณสิบเซนติเมตรเท่านั้นหลังจากนั้นมันก็เดินคอตกกลับไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

            เจ้าตัวน้อยรู้สึกผิดเป็นอย่างมากตอนที่มันกลับไปถึงข้างตัวของโม่เชาหยันมันยังคงก้มหัวลงต่ำพร้อมส่งเสียงครางอย่างเศร้าสร้อย

            “ไม่เป็นไรหรอก ชิงหลีอีกไม่นานเจ้าก็จะเติบโตขึ้นจนแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอนวันนี่ถือว่ามาแค่ฝึกฝนอย่างเดียวก็แล้วกัน...”

            โม่เชาหยันยิ้มอ่อนๆ พลางลูบหัวปลอบโยนเจ้าเสือดำตัวนี้ดูสบายๆ ไร้ซึ่งความเครียดแม้แต่น้อย

            อ้าววว...

            เผ่าฝูโปก็ล้มเหลวแล้ว

            ผู้คนจึงพากันส่งเสียงตกใจขึ้นมาอีกครั้ง

            ตอนนี้มีสองขุมอำนาจที่ลงมือไปแล้วแต่ก็ยังล้มเหลวอยู่ดีซึ่งมันทำให้ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของเหล่านักผจญภัยนั้นพลันหม่นหมองลงทันที

            เพราะว่าจากประสบการณ์ครั้งก่อนๆ ของพวกเขาแล้วถ้าหากรอบแรกไม่สามารถทำได้ละก็รอบที่สองที่ต้องลงมือร่วมกันก็ย่อมไม่สามรถทำอะไรได้อยู่แล้วความแข็งแกร่งของม่านพลังนี้ มันอยู่เหนือจินตนาการของผู้คนมากเกินไป

            กลุ่มต่อไป

            ถึงเวลาของกลุ่มราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยแล้ว

            ผู้คนทั้งหมดพลันหันไปมองยังชายฉกรรจ์ที่ดูดุร้ายดุจหมาป่าผู่อาหมาน

            แต่ว่าผู้คนทั้งหลายก็ต่างก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะผู่อาหมานไม่ได้เดินออกไปแต่เป็นทหารแห่งทุ่งหญ้าที่สวมใส่หนังของสัตว์อสูรไว้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ กายเขาเป็นคนเดินออกมาแทนพร้อมกับกล่าวขึ้นมาประโยคสั้นๆ ว่า

            “พวกเราสละสิทธิ์”

            ฝูงชนย่อมต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นอยู่แล้ว

            แต่พอคิดตามหลักเหตุผลแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้อยู่

            เพราะราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยถึงแม้จะทรงพลังมากก็ตามแต่ด้วยความที่อาณาจักรตั้งอยู่ในเขตที่มีพื้นที่เป็นทะเลทรายเป็นส่วนมากทำให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ นั้นเป็นไปได้ยาก

            ไม้เด็ดที่มีอยู่ทั้งหมดก็ได้งัดออกมาใช้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วพวกเขาย่อมไม่เหลือวิธีอะไรใหม่ๆ ให้ทดลองอีกต่อไป

            แต่ถึงแม้ว่าเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้าทั้งหลายจะยอมแพ้ไปแล้วแต่ผู้คนก็ยังไม่วางใจในตัวของพวกนั้นอยู่ดี

            พวกเขาต่างก็รู้ว่า พวกหมาป่าฝูงนี้มันก็แค่เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ชั่วคราวก็เท่านั้นเมื่อไหร่ที่ม่านพลังป้องกันถูกทำลายไปใครจะรู้ว่าพวกคนที่ฆ่าคนจนเคยชินไปแล้วเหล่านี้มันจะยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้หรือเปล่า...

            บรรยากาศของทีมสำรวจทั้งหมดยิ่งตกต่ำลงมากกว่าเดิม

            ความหวังที่จะสามารถทำลายม่านพลังป้องกันได้ก็ยิ่งริบหรี่ลงเรื่อยๆเช่นกัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่การเดินทางครั้งนี้มันจะสูญเปล่าอีกครั้ง

            ในตอนนั้นเอง พวกลัทธิหมื่นวิญญาณก็ก้าวออกมา

            คนที่ดูเหมือนกับภูตผีในรูปร่างมนุษย์อย่างผู้อาวุโสยินจิ่วโยวคนนั้นค่อยๆเดินออกมาจากฝูงชนพร้อมกับยอดฝีมืออีกสี่คนที่สวมใส่เสื้อคลุมสีดำเอาไว้

            ฟู่...

            ทุกครั้งที่คนของลัทธิหมื่นวิญญาณปรากฏตัวขึ้นนั้นก็มักจะมาพร้อมกับบรรยากาศวังเวงชวนขนลุกทุกครั้ง อยู่ๆ ก็มีลมหนาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพัดผ่านใส่พวกเขาจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

            “ไอ้ผีแก่นั่นมันไม่น่าจะไหวกระมัง...ก่อนหน้านี้พวกมันก็สละสิทธิ์ไปตั้งหลายครั้งไม่ใช่หรือ? ทำไมรอบนี้ถึงได้พาคนมาด้วยล่ะนี่?”

            “ไม่รู้สิ...”

            ในขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้น ยินจิ่วโยวก็ได้หยุดยืนนิ่งพร้อมกับที่ค่อยๆล่วงไปในปกเสื้อเพื่อล้วงสิ่งของบางอย่างที่มีสีดำสนิทออกมา

            สายตาของหลินหยางพลันถูกสิ่งของนั่นดึงดูดสายตาเอาไว้ในทันที

            มันคือโลงศพที่ถูกย่อขนาดลงจนเท่ากับนิ้วมือของคนมีสีดำสนิทตลอดทั้งตัว เปล่งประกายแวววับราวกับหยกบนฝาของมันนั้นมีตัวอักษรสีแดงเข้มถูกสลักเอาไว้ซึ่งไม่สามารถดูภายในโลงศพนั่นได้อย่างชัดเจนด้วยรู้แค่ว่าข้างในนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยของเหลวเหนียวหนืดสีแดงเข้มชนิดหนึ่ง มันเปล่งประกายแสงสีแดงจางๆออกมาตลอดเวลา

            เจ้าสิ่งนี่แหละ!!

            สิ่งที่ปล่อยรัศมีแห่งความชั่วร้ายและดำมืดออกมาที่หลินหยางเคยเห็นเมื่อก่อนหน้านี้มันคือสิ่งเดียวกับที่อยู่ในโลงศพจิ๋วนั่นเลย

            สิ่งที่ลัทธิหมื่นวิญญาณแอบซ่อนมาตลอดทางนั้น บัดนี้มันก็ได้ถูกนำออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว!!

            ในตอนที่ยินจิ่วโยวยื่นเจ้าโลงศพจิ๋วนี่ออกมานั้นเหมือนว่าดวงตาสีขาวสนิททั้งสองข้างของมันนั้นกำลังเปล่งแสงสีแดงออกมาก็ไม่ปานเขายื่นมือซ้ายอันเหี่ยวย่นออกมาขณะเดียวกันก็ใช้เล็บของมือขวากรีดลงไปบนมือซ้ายจนเกิดเป็นรูเล็กๆ ขึ้นมารูหนึ่งจากนั้นก็เค้นเอาเลือดแก่ๆ ที่เกือบจะเป็นสีดำสนิทไปแล้วออกมาหนึ่งหยด

            “ไอ้ผีแก่นั่น เลือดของมันคงใกล้จะหมดตัวแล้วกระมัง”

            พวกของเซวี่ยเทียนนั้นไม่ชอบยินจิ่วโยวเลยแม้แต่น้อย ทุกคำที่พูดออกไปจึงมีแต่คำจิกกัด

            แต่ในวินาทีต่อมาหลังจากที่เลือดสีดำของยินจิ่วโยวหยดลงบนโลงศพหยกดำขนาดเล็กนั่นแล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอันน่าตกตะลึงขึ้นทันที

            ตูม

            โลงศพจิ๋วนั่นได้ดูดเลือดของยินจิ่วโยวเข้าไปจนเกือบจะหมดตัวในเสี้ยวพริบตาพร้อมกับที่มันขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นโลงศพที่มีขนาดประมาณสองเมตรกว่าในเวลาเพียงชั่วครู่เดียว

            พลังอันชั่วร้ายและดำมืดของมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดอยู่ๆ บริเวณนั้นก็เกิดลมพายุขึ้นอย่างไร้สาเหตุ มันมาพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของภูตผีที่ฟังดูน่าสะพรึงกลัวจนชวนให้ผู้คนทั้งหมดต่างก็ขนลุกขึ้น

            “ขอบูชาด้วยเลือดสดๆ ขอกราบไหว้ด้วยดวงวิญญาณศิษย์น้องเอ๋ย... เชิญเจ้าลิ้มรสความสุขให้เต็มที่เถอะ”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน