จ้าวตงหยาง นั่งสงบต่อหน้าป้ายบรรพชนที่เรียงรายอยู่รอบตัว ภายในห้องมีเพียงแสงสว่างจากเปลวประทีปน้ำมัน ด้านนอกยังคงความโกลาหลปั่นป่วน ด้วยข้าศึกที่เริ่มบุกเข้ามาถึงด้านในเขตพระราชฐานชั้นนอก
หลิวหยุนเริ่มอยู่ไม่เป็สุข เดินวนไปมาด้วยความร้อนใจ เมื่อเสียงที่วุ่นวายดูเหมือนกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครหน้าไหน ต้านทานข้าศึกที่ถาโถมเข้ามาได้
“องค์ชาย ข้าคิดว่าที่นี่หาใช่สถานที่ที่ปลอดภัยไม่ เรารีบออกจากที่นี่กันเถอะเพคะ”
“ไม่มีคำสั่งข้าจะไปได้เช่นไรพี่หลิวหยุน”
“องค์ชาย เวลานี้ข้าศึกบุกเข้ามาถึงด้านในแล้ว ไม่มีขันที ไม่มีผู้นำสาส์น ใครกันจะรู้ได้ว่า คำกล่าวรายงานออกคำสั่ง จะมาถึงที่นี่หรือไม่ องค์ชาย…การเป็ผู้อยู่ในระเบียบวินัยเป็สิ่งที่พึ่งกระทำ แต่กับเวลาเช่นนี้การรักษาชีวิตเอาไว้เพื่อวันข้างหน้า จะมิใช่ทางออกที่ดีกว่าหรือ ได้โปรดไตร่ตรองแล้วไปกับหม่อมฉันเถอะเพคะ”
จ้าวตงหยางเงยหน้าขึ้นมองดูป้ายบรรพชน ที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า “บรรพบุรุษทุกท่าน ข้าจ้าวตงหยางขอคำนับพวกท่าน หากมีชีวิตรอด สักวันข้าจะกลับมาทำพิธีบูชาพวกท่านที่นี่”
ประตูตำหนักบูชาบรรพชนกำลังถูกเปิดออก แต่ผู้ที่เดินสวนเข้ามากลับเป็อ๋องจ้าวหว่าง เขาสวมชุดเกราะแลดูองอาจผิดจากที่ตงหยางเคยเห็น เด็กชายและหลิวหยุนที่กำลังจะออกจากตำหนักบูชาบรรพชน ถึงกับหยุดชะงัก รีบคุกเข่าลงทำความเคารพในทันที
“ตงหยางเหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่”
“เสด็จพ่อ ท่านมีคำสั่งให้ข้ามาที่นี่เองมิใช่รึ”
“เวลาเช่นนี้ข้ารึจะมีเวลาออกคำสั่งใคร เ้าควรไปอยู่กับแม่ของเ้า เวลานี้นางคงร้อนใจมาก เ้าควรรีบไปสมทบกับพี่น้องและเสด็จแม่ หากเกิดเหตุคับขันให้ออกไปทางประตูตะวันตก องครักษ์จูจะรอพวกเ้าอยู่ทางนั้น หลิวหยุนเ้ารีบพาเขาออกไป และจงดูแลเขาให้ดี” คำสั่งสุดท้ายทรงหันไปมองดูหญิงสาวนางกำนันพี่เลี้ยงข้างกาย แม้นางจะดูตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่ในยามคับขันก็ยังมีสติมากพอที่จะไม่ทอดทิ้งตงหยาง
ตงหยางมองดูท่าทีของพระบิดา ที่แม้จะวางท่าสุขุมเช่นที่เคยเป็ แต่มือที่สั่นเทาอยู่นั้น ก็พอเดาได้ว่าภายในจิตใจของเขาตอนนี้ออกจะร้อนรนและตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย ผิดกับสิ่งที่แสดงออกมา หลิวหยุนไม่รอช้านางรีบคว้าแขนองค์ชายแล้วออกแรงดึงเขา หมายใจมุ่งหน้าออกจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ตงหยางกลับสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของนางพี่เลี้ยง รีบวิ่งเข้าสวมกอดผู้เป็บิดา ด้วยรู้ดีว่า นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ลูกจะได้แสดงความรักต่อผู้เป็พ่อ
“ท่านพ่อ ข้าจะได้พบท่านอีกใช่หรือไม่”
ชายในชุดเกราะหันหลังกลับมามองดูบุตรชายของเขา ที่เวลานี้เอาแต่กอดรั้ง และซบหน้าร้องไห้ นานเท่าใดแล้ว ที่กษัตริย์เช่นเขาไม่เคยได้สวมกอดผู้เป็บุตร “ลูกข้า ฟังพ่อให้ดี เราถูกทรยศ พวกเ้าต้องหนีออกไปจากที่นี่รักษาชีวิตของตนเองไว้ อย่าให้ใครจับตัวเ้าไปได้” แล้วเขาก็หันหน้ากลับไปมองดูบางสิ่งบนหิ้งบูชา แล้วหันกลับมามองดูบุตรชาย พร้อมยกมือสั่นเทาขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของผู้เป็บุตร “ตงหยาง เ้ารอพ่ออยู่ตรงนี้”
“ขอรับ…เสด็จพ่อ”
จ้าวตงหยางมองเห็นผู้เป็บิดา จับหยกสลักรูปัสีดำประดับหิ้งบูชา แค่ออกแรงบิดหันตัวมันเปลี่ยนทิศทาง พลันชั้นวางแผ่นป้ายบรรพบุรุษก็เลื่อนออก เปิดช่องทางเล็ก ๆ เป็อุโมงค์ลับที่ลึกดำมืดลงสู่ใต้ดิน
“ห้องลับ…” หลิวหยุนและตงหยาง ถึงกับหลุดปากออกมา เมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่ยืนดูสิ่งที่เห็นด้วยอาการตกตะลึง
“ตามข้ามา…”
ทั้งสองไม่รอช้า รีบตามอ๋องเ้าแคว้นเข้าไปในห้องลับแห่งตำหนักบรรพชน กลางโถงลับ มีแท่นวางตราประทับรูปันอนขดตัวในท่วงท่าองค์อาจงดงาม จักรพรรดิแคว้นจ้าวตรงเข้าไปหยิบมันมาห่อด้วยผ้าแพรสีทอง แล้วหันมามองหน้าบุตรชายเพียงหนึ่งเดียว ที่ยืนอยู่กับเขาในห้องแห่งนี้
“ตงหยางรับคำสั่ง”
เด็กชายทำความเคารพพร้อมคุกเข่าลงน้อมรับบัญชา
“ข้าขอมอบตราประทับนี้ให้เ้า จงรักษามันเท่าชีวิตของเ้าเอง ห้ามให้กวงไฮแย่งชิงไปได้เป็อันขาด รับปากข้า”
“ข้าจ้าวตงหยาง น้อมรับพระบัญชา จะเก็บรักษาตราประทับแผ่นดินแคว้นจ้าว เท่าชีวิต”
“ไป รีบไปได้เแล้ว”
หลิวหยุนรีบเข้าไปคว้าแขนเด็กชาย หมุนตัวตั้งใจกลับตามทางเก่าที่เดินเข้ามา แต่เวลานี้ด้านนอกเหมือนมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งปิดล้อมทางออกอุโมงค์ลับเอาไว้
“พวกเ้าออกทางนั้น” ตงหยางและหลิวหยุนมองดูเส้นทางเล็ก ๆ จากโถงลับ ที่มืดหายไปตามช่องทางขนาดเล็กจนต้องคลานออกไปทีละคน ตงหยางเอาตราประทับยัดใส่ไว้ในปกเสื้อเพื่อป้องกันสูญหาย
“ท่านพ่อรักษาตัวด้วย ข้าจะรอท่านตามออกไป”
จ้าวตงหยางทำได้เพียงะโพูดคุยกับผู้เป็บิดา ด้วยเพราะตัวเขาเอง ก็กำลังถูกหลิวหยุนกึ่งลากกึ่งจูง นางบังคับผลักเขาให้มุดเข้าไปในอุโมงค์ แต่แท้จริง ทั้งคู่กลับใช้มุมมืดหยุดรั้งรอเพื่อดูเหตุการณ์สำคัญ ด้วยหวังเพียงว่า อ๋องแคว้นจ้าวจะปลอดภัยและออกไปจากที่นี่พร้อมพวกตน
แต่ภาพที่เห็นทำเอาทั้งสองแทบสติหลุด ดีที่หลิวหยุนมีสติดีกว่า รีบปิดปากองค์ชายข้างกาย ก่อนที่เขาจะะโเรียกบิดาที่โดนทำร้ายและถูกคุมตัวออกไป นางพี่เลี้ยงทำได้แค่กอดเขาเอาไว้ ทำทุกทางเพื่อปกป้องไม่ให้เขาต้องเสียขวัญ ต่อภาพที่เห็น
“พี่หลิวหยุน วันนั้นหากไม่ใช่ท่าน ที่ลากข้าออกมา เราสองคงเป็ศพเฝ้าห้องบูชาบรรพชน เสียดายก็เพียงแต่ข้าอ่อนแอเกินกว่าจะออกไปช่วยพระบิดาได้ จนตอนนี้ก็หารู้ไม่ ว่าท่านทั้งสองตลอดจนพี่น้องทุกคน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
“องค์ชาย…ท่านอย่าโทษตนเอง ท่านไม่ได้อ่อนแอ สถานการณ์เช่นนั้นการรักษาตัวรอดเป็เื่ดีที่สุด ฝ่าาเพื่อ้ารักษาชีวิตของท่าน ถึงต้องยอมต่อสู้กับพวกมัน ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่มีทางรอด เื่นี้หากจะโทษเราคงต้องโทษไอ้สารเลวกวงไฮ ไอ้คนทรยศไอ้ขี้ข้าแคว้นฉิน องค์ชายท่านไม่ต้องเสียใจ ตราบใดที่เรายังมีโอกาส สักวันข้าจะเอาหัวไอ้คนทรยศมามอบให้ท่าน” ลี่ฉุนกล่าวปลอบใจ ด้วยสีหน้าแววตาที่มุ่งมั่น
“นั่นสิ องค์ชายท่านแค่สิบขวบเองนะ คนพวกนั้นมาเป็สิบเป็ร้อย อย่างไรแล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
“ท่านพี่ลี่ฉุนหลายวันมานี้พวกท่านยังคงจัดเวรยามออกลาดตระเวณอยู่หรือไม่”
“มีอยู่ขอรับ ท่านแม่ทัพยังไม่วางใจ กับพวกข้าศึกที่จะผ่านมาทางนี้ เลยยังไม่ได้ถอดงานส่วนนี้ออก”
“ดีมาก แล้วมีใครพบพี่น้องข้าที่รอดชีวิตบ้างหรือไม่”
ลี่ฉุนส่ายหน้าช้า ๆ แล้วหลบสายตาลงต่ำ “เท่าที่ข้ารู้มา บรรดาองค์ชายบ้างถูกจับตัวบ้างถูกสังหาร ผู้ใดที่หนีรอดออกไปได้ ก็ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่เราอาจตามหาข่าวของฮองเฮาจีได้ เพราะข้าได้ยินมาว่าพระนางอาจถูกกุมตัวกลับแคว้นหานหรืออาจเป็แคว้นฉิน”
“แคว้นหาน แคว้นฉิน ไกลจากที่นี่มากไหม ข้าไปได้หรือไม่”
“ไกลมากองค์ชาย ท่านไปได้ ก็ต่อเมื่อตัวโตกว่านี้ ขี่ม้าเป็ ใช้อาวุธคล่องและมีวรยุทธ”
เ้าตงหยางยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะรอดไรฟัน “พี่ลี่ฉุน ท่านคิดจะประลองกับข้าไหมเล่า”
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu