พลิกเกมล่า ท้ามฤตยู

    ตอนที่ 25 เริ่มแผนดับเครื่องชน

           จัดการฝั่งลูกน้องนายอำนาจทั้งสามคนแล้ว ขุน ชัย พราน ผู้กองเดชาและกระแต ก็นั่งร่วมกันคิดว่าแผนจัดการพวกนายอำนวย และพวกพ้องทั้งหมด โดยชัย จุ๋ม กระแต ปราง ณิชาและตำรวจตระเวณชายแดนอีกหกนาย ช่วยกันหาทางจับเป็นเลขานุกูลกับ ส.ส.พิชาญ ขุนกับพรานพร้อมตำรวจตระเวณชายแดนสิบสองนาย เตรียมถล่มนายอำนาจและพวกตำรวจชั่วข้างกาย "ส่วนนายพลตำรวจเอกคนนั้น เดี๋ยวผมจัดการเอง ขอสางแค้นที่ส่งพวกผมให้ไปตายกันหลายสิบ ทั้งที่ขอกำลังเสริมมันกลับบอกว่าให้ดูแลชีวิตตัวเองอีก พอพวกเรารอดมาได้จำนวนหนึ่ง มันก็หาทางทำเรื่องให้พวกผมเข้าไปอยู่ในป่า โดยไม่เคยได้ย้ายไปไหนกันเลย ครั้งนี้ได้ท่านผู้การภาค6หรอก ถึงได้มีโอกาสมาเห็นเมืองกัน" ผู้กองเดชาพูดระบายความในใจที่เก็บไว้มานาน "อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเกิดของเขานี่ครับ ผมสั่งเค้กอวยพรส่งให้เขาแล้วด้วย" ชัยบอกกับทุกคน "ถ้าเราจะส่งเขาไปในวันเกิดเลย ผู้กองพอไหวหรือเปล่าครับ" ขุนถามผู้กองเดชา กระแตนั่งฟังมาโดยตลอดก็เอ่ยขึ้นบ้าง "ชั้นตรวจเช็คดูแล้วว่าเขาจัดงานที่โรงแรมของพี่ชายเพื่อน แต่คงจะยากถ้าจะเข้าไปจัดการในงาน วันนั้นคงจะมีตำรวจไม่น้อยที่มาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย" เธอออกความเห็นเป็นแนวทาง "ยิงจากที่อื่นสิ แต่เราต้องไปดูทิศทางและมุมต่างๆในห้องที่จัดงาน" ขุนเสริม ชัยก็เห็นด้วยแล้วถาม "ผู้กองเคยเป็นสไนเปอร์เก่านี่ครับ ลองไปดูจุดและทิศทางดีหรือเปล่าครับ" ผู้กองพยักหน้าตอบ "ก็ดีเหมือนกันนะครับหมวด" กระแต่เปิดโน๊ตบุ๊คเชื่อมต่อเข้าจอทีวีห้าสิบนิ้ว เปิด กูเกิ้ล เอิร์ธ แล้วบอกให้ทุกคนดู เธอชี้จุดที่ตั้งโรงแรมและบริเวณใกล้เคียงว่ามีตึกอะไรบ้าง เธออธิบายว่านายพลตำรวจคนนั้น จองห้องประชุมในโรงแรมชั้นไหนและอยู่ด้านไหน "ชั้นก็คิดว่าควรจะใช้สไนเปอร์ จึงถามเพื่อนมาอย่างละเอียด ว่าห้องอยู่ตรงไหนตรงกับตึกไหนบ้าง ที่พอจะได้คือตึกนี้ห่างกันร่วมๆแปดร้อยเมตร แต่เราจะขึ้นไปบนดาดฟ้าได้ยังไงเท่านั้นเอง" เธอชี้และอธิบายให้ทุกคนฟังคร่าวๆ พรานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองจอทีวีอย่างพินิจพิจารณา "ถ้ามีช่องให้สไนเปอร์เห็นเป้า เราก็ต้องหาทางเข้าไปจัดสถานที่ในห้องนั้น เวลาจะเป่าเค้กก็ต้องมีคนคอบแอบเปิดม่าน ให้สไนเปอร์เห็เป้าได้อย่างชัดเจน" ทุกคนหันไปฟังพรานอย่างตั้งใจ พรานยกน้ำดื่มแล้วพูดต่อ "ทีมของผู้กองก็ต้องหาแท็กซี่มาวิ่งรับ และส่งให้ลงตามจุดต่างๆที่อับมุมกล้อง แท็กซี่ต้องมีอย่างน้อยสามคัน คันสุดท้ายต้องเตรียมชุดไว้ให้เปลี่ยนด้วย ซึ่งเราจะต้องไปตรวจเช็คเส้นทางให้ดีก่อน ส่วนจะขึ้นไปบนดาดฟ้าเราคงต้องใช้ พารามอเตอร์สองที่นั่งสองเครื่อง ส่งมือปืนกับผู้ชี้เป้าขึ้นไปพร้อมกัน ขาลงก็โรยตัวลงมาด้วยเชือก ส่วนปืนไรเฟิ่ลต้องไม่มีทะเบียนใช้เสร็จทิ้งทันที" เป็นแผนที่ทุกคนเห็นด้วย เพราะถ้าเป็นไปตามแผนจะไม่มีใครต้องเสี่ยงมาก ยกคนคนที่จะต้องไปเปิดม่านในห้องประชุมโรงแรม ประชุมกันอยู่นานพอสมควร ก็สรุปว่าใครจะทำหน้าที่อะไรบ้าง งานนี้กลายเป็นต้องช่วยกันทุกฝ่าย จากที่ประชุมกันครั้งแรกว่าจะแยกกันทำภารกิจ


           "ไอ้สามคนนั่นหายเงียบไปเลยหรือครับ คุณอำนวย" ผู้กำกับชาติชายถาม "มันส่งรูปผู้หญิงมาให้ดูบอกว่าเจอตัวแล้ว มันก็ขาดการติดต่อไปเลย" นายอำนวยตอบแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ผู้กองเชษไม่เคยชอบหน้าลูกน้องนายอำนวยทุกคน "มันคงจับไปได้แล้วหล่ะ แต่ไม่ยอมเอามาส่งให้ป่านนี้พวกมันคงเคลมกันเพลินไปแล้ว มันถึงได้ปิดเครื่องไม่ยอมติดต่อมาเลย" ไอ้สังข์ก็ไม่เคยชอบหน้าผู้กองเชษเหมือนกัน "ไอ้สามคนนั้นมันไม่เหมือนคุณหรอกผู้กอง ที่ชอบหน้าไหวหลังต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง เหมือนลิงหลอกเจ้า" ผู้กองเชษชักปืนหันไปทางไอ้สังข์ แต่ไอ้ยอดรอจังหวะอยู่แล้ว เตะข้อมือผู้กองเชษจนปืนหลุดมือ "มึงจะยิงกูเหรือไอ้สัตว์" ไอ้สังข์สบถแล้วชักปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวไก "หยุด .. กัดกันเหมือนหมา" นายอำนวยตะคอกเสียงดัง พวกมันจึงหยุดแต่ผู้กองเชษมองตาขวาง "งานเสร็จเมื่อไหร่ สองคนมึงเจอกูแน่" ไอ้สังข์ยักคิ้วตอบ "สำหรับมึงกูได้ทุกเวลา" จากที่เคยเรียกตามยศกลายเป็นมึงกูไปแล้ว ผู้กำกับชาติชายมองผู้กองเชษเขม็ง "มึงพอเถอะเชษ พวกเดียวกันทั้งนั้น" ผู้กองเชษถอนหายใจแบบขุ่นเคือง ยกแก้วเหล้าดื่มรวดเดียวหมดแก้ว นายอำนวยสั่งไอ้สังข์กับไอ้ยอด ให้พาลูกน้องอีกหลายๆคน ไปดักซุ่มดูที่ตลาดเดิมตรงที่ผู้กำกับจับอิ๋วและวิภา "กูเชื่อว่ามันยังต้องอยู่แถวนั้น" นายอำนวยบอก แต่รองผู้กำกับเทิดศักดิ์ไม่เห็นด้วย "พวกมันรู้ตัวแล้ว ยังไงมันก็ไม่โผล่หัวมาให้เห็นหรอก ถึงมันจะยังอยู่แถวนั้นก็ตาม เวลาเสบียงมันหมดมันก็ต้องไปหาซื้อที่อื่นแน่นอน" คำโต้แย้งนี้ผู้กำกับชาติชายเห็นด้วย ไอ้ยอดมันเห็นด้วยกับนายอำนวย "ถ้าตามวิธีการของตำรวจ มันคงทำแบบที่ท่านรองพูด แต่เท่าที่เห็นมันใช้วิธีการแบบโจรตอบโต้มาตลอด ผมเชื่อว่ามันยังอยู่แถวนั้น และยังซื้อของที่ตลาดนั้นเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนคนออกมาซื้อและอาจจะไม่ใช่ผู้หญิง เราต้องไปเฝ้าสังเกตุดูว่ามีผู้ชายคนไหนซื้อของไปทีละมากๆ อาจจะเป็นพวกมันก็ได้นะครับ" นายอำนวยพยักหน้าเห็นด้วย แต่ผู้กองเชษยังไม่หายโมโหในเรื่องก่อนหน้านี้ "มึงกำลังคิดว่าตำรวจโง่กว่าโจรหรือวะ นี่มึงกำลังดูถูกตำรวจอย่างพวกกูนี่หว่า" เสียงของผู้กองเชษใครฟังก็รู้ว่าหาเรื่อง ต้องการที่จะมีเรื่องให้ได้ ไอ้สังข์ได้ยินทุกคำพูดมันก็เติมเชื้อไฟทันที "มึงแน่ใจหรือวะว่าพวกมึงเป็นตำรวจ กูเห็นมีแต่โจรทั้งนั้น" ... ฉาดดดด ... นายอำนวยลุกขึ้นตบหน้าไอ้สังข์อย่างแรง "กูบอกยังไงมึงเชื่อกูบ้างมั้ย" ไอ้สังข์เงียบไม่ตอบอะไร นายอำนวยหันมาทางผู้กองที่กำลังนั่งยิ้มอย่างสะใจ "ผู้กองก็เหมือนกัน พูดแขวะแกว่งปากหาตีน เหมือนพวกจิ๊กโก๋ขี้ตีนแถวปากซอย" คำที่นายอำนวยตำหนิ ทำให้ผู้กองถึงกับหน้าแดงด้วยความอาย ไอ้สังข์ยิ้มที่มุมปากด้วยความสะใจ นายอำนวยบอกกับผู้กำกับเสียงเรียบ "ผมคิดว่าผูกำกับต้องสั่งให้ลูกน้องของคุณ ตามล่าไอ้พวกนั้นบ้างจะดีกว่า จะได้รู้ยังไงล่ะว่ามีฝีมือจริงหรือแค่ราคาคุย ไอ้ยอดกับไอ้สังข์มันต้องคอยติดตามผม ถ้าผู้กำกับทำได้สำเร็จหัวละล้านยังคงจ่ายเหมือนเดิม ส่วนผู้หญิงในกลุ่มนั้นจับเป็นมาได้ผมให้หัวละล้านห้า แต่ต้องจับแล้วส่งมาให้ผมทันทีนะ ไม่ใช่แอบไปกินก่อนแล้วส่งมามันจะไม่แฟร์" ผู้กำกับมองหน้าผู้กองเชษ "เชษมึงคิดว่ามึงพอจะมีปัญญาจัดการหรือเปล่าวะ จริงๆแล้วก็อยากเห็นฝีมือเหมือนกันว่ะ เพราะที่ผ่านๆมาเคยแต่ยิงทิ้งพวกที่ไม่มีระดับ" ผู้กำกับชาติชายพูดอย่างไม่ไว้หน้าลูกน้องคนสนิท เหมือนถีบหัวเอาตัวเองรอดก็ไม่ผิดนัก "ได้ครับ ผมขอลูกน้องห้าคน ไม่เกินห้าวันต้องได้ข่าวดีแน่นอน" ผู้กองเชษประกาศและการันตีว่าต้องทำได้ตามที่พูด 


            ผู้กองเดชาสั่งให้ลูกน้องที่จะขับแท็กซี่ วิ่งดูลู่ทางแล้วแบ่งกันว่าจะรับแล้วไปส่งตรงไหน เพื่อให้คันต่อไปรับแล้วไปอีกที่ คนอื่นที่เหลือทั้งหมดก็ออกไปดูแนวกล้อง ดูว่าจุดอับของกล้องอยู่จุดไหนบ้าง แต่แทบจะไม่มีมุมอับของกล้องเลย ถึงเวลาทุกคนก็กลับมารวมตัวกันที่บ้าน เพื่อเอาข้อมูลมาคุยกันต่อ เพราะถ้าพลาดมีหวังพังทั้งขบวน "งานนี้ยากแล้วว่ะเรื่องกล้องวงจร จุดอับจุดบอดของกล้องมีเป็นบางจุด การรับส่งแบบไร้ร่องรอยคงยากกว่าที่คิด" ผู้กองเดเชาพูดออกมากลางวงในห้องประชุม แล้วมองหน้าขอความเห็นจากทุกคน "ถ้าอย่างนั้นเตรียมผ้าเปลี่ยนในรถทุกคัน เปลี่ยนเสร็จก็จอดส่งคนลงตามจุดที่เป็นมุมอับของกล้อง คันที่ตามมารับก็รับไปคนเดียวพอ ส่วนอีกคนให้เดินข้ามถนนไปขึ้นย้อนกลับทางเดิม แต่อาจต้องเลี้ยวก่อนถึงจุดที่ขึ้นครั้งแรก แล้วไปส่งที่มุมอับอีกครั้งเพื่อขึ้นคันสุดท้ายไปลงที่ไหนก็ได้ ที่จอดรถเตรียมไว้ขับกลับเอง อย่าลืมเปลี่ยผ้าทุกครั้งที่เปลี่ยนรถ ใส่หมวกหรือวิกบ้างไม่ใส่บ้างสลับกันไป" พรานออกความเห็นซึ่งก็ไม่มีใครโต้แย้ง "นี่คือหลังจากที่เราลงจากตึกแล้วตอนขึ้นดาดฟ้าล่ะคะ ใครจะบังคับ พารามอเตอร์ขึ้นไปส่ง" กระแตถามบ้าง "ผมกับขุนขับขึ้นไปส่งเอง ผมขับผาดโผนเล่นกันบ่อยๆ" ชัยตอบอย่างมั่นใจขุนยกนิ้วโอเคให้เพื่อน "เราต้องจัดการหัวหน้าตำรวจชั่วนี่ก่อน ส่วนหางแถวค่อยตามเก็บทีละตัว" ขุนบอกกับเพื่อนร่วมภารกิจ 


           ลูกน้องของผู้กองเดชาหกคนออกไปซื้อเสบียง ทั้งหกคนแยกกันไปซื้อโดยไปรถคนละคัน และซื้อคนละไม่มากให้เป็นจุดสังเกตุ พรานส่งรูป(ุ้กองเชษให้กับทุกคนในทีม เขาถ่ายมาตอนที่เข้าไปช่วยวิภาในบ้านของผู้กำกับแถวบางใหญ่ หนึ่งในลูกน้องของผู้กองเดชาเห็นผู้กองเชษ กำลังนั่งกินกาแฟกับลูกน้องที่มารอดักสังเกตุการณ์ พรานรับสายจากคนที่แจ้งมาก็บอกให้ซื้อของมากๆ ให้ดูผิดสังเกตุสักหน่อยให้พวกนั้นเห็น แล้วล่อพวกมันให้ไปตามที่เขาบอก พรานชวนขุนกับชัยและปรางไปด้วยกัน ไปรอตะครุบเหยื่อที่ล่อมาได้ เป็นไปตามคาดลูกน้องผู้กองเดชาล่อให้พวกนั้นตามมาจริงๆ พวกมันจอดรถอยู่ห่างจากรถที่ขนกับข้าวร่วมๆแปดสิบเมตร พวกมันลงจากรถแล้วเดินลัดไปทางรถที่ซื้อกับข้าวคันนั้น พวกมันเห็นปรางเดินออกมายืนคุยกับคนที่ซื้อกับข้าวมา แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปทางเดิมเพื่อไม่ให้มองเห็นได้อีก พวกมันรีบวิ่งไปตรงที่รถคันนั้นจอด เปรี้ยง ๆ  เปรี้ยง ๆ  เปรี้ยง ๆ  เปรี้ยง ๆ ลูกน้องที่มากับผู้กองเชษห้าคน ร่วงลงนอนจมกองเลือดตายสนิท "หยุด แล้วยกมือขึ้น" เสียงชัยตะโกนลั่น ผู้กองเชษรีบทำตามโดยไม่อิดออดแต่อย่างใด ขุนปราดเข้าไปล็อคแขน แล้วพรานก็เอาสายเคเบิ้ลไทร์รัดมือไพล่หลังไว้ ปรางกับตำรวจตระเวณชายแดนที่ซื้อกับข้าวมา รีบขึ้นรถแล้วขับออกไปอีกทางเพื่อกลับที่พัก ขุน ชัย พราน พาผู้กองเชษขึ้นรถอีกคันวิ่งลึกเข้าไปในป่า แล้วจอดที่ใต้ไทรใหญ่ที่แตกพุ่มสาขากิ่งก้านร่มครึ้ม "มึง มึงจะทำอะไรกู กูเป็นตำรวจ" ผู้กองเชษตะโกนลนลาน ชัยเดินเข้าไปตบปากอย่างแรง ฉาดดด "ถ้ามึงเป็นตำรวจ แล้วกูจะเป็นอะไรได้ล่ะวะ ตำรวจเลวๆอย่างพวกมึง ไม่มีใครตายดีสักคนหรอกว่ะ" ขุนมันมัดโยงแขนขึ้นกับกิ่งไทร พรานตอกหลักสองหลักแล้วมัดขามันติดกับหลักทั้งสองข้าง ทำให้ขามันถ่างออกพอประมาณ แขนก็มัดตรึงกับกิ่งไทรมันโดนมัดในท่ายืนถ่างขา พรานปลดกระดุมกางเกงมันออกแล้วรูดกาเกงลงถึงหัวเข่า มันเปลือยเห็นน้องชายมันที่กำลังหดตัวอยู่ ผู้กองเชษหน้าซีดด้วยความกลัว "อย่าทำอะไรผมเลยครับ ผมเป็นตำรวจ" มันพูดเสียงสั่น พรานยิ้มเหี้ยมให้มัน "อย่างมึงจะเรียกว่าตะกวด ก็จะเป็นการให้เกียรติเกินไปว่ะ" พูดจบพรานเดินไปเปิดประตูรถหยิบของที่เตรียมไว้ มาวางให้ผู้กองเชษเห็นชัดๆ มีกระป๋งจารบีเอ็นตกปลาเส้นเล็ก ลูกดิ่งก่อสร้างหนักประมาณครึ่งกอโกกรัม และสากกระเบือไม้ขนาดกลางๆ พรานเปิดกระป๋องจารบีควักทาสากแล้วเงยหน้ามองผู้กองเชษ "มึงเคยทำกับผู้หญิงยังไง มึงก็ต้องได้รับอย่างนั้น" ผู้กองเชษหน้าซีดหนักกว่าเก่า "อย่า ๆ ๆ ผมกลัวแล้ว กลัวแล้วครับกลัวแล้ว อย่าทำผมเลย" มันร้องเสียงสั่นลนลานด้วยความกลัว "เวลาผู้หญิงเขาร้องขอ มึงเคยไหมที่จะเห็นใจพวกเขา มึงช่วยกันรุมเขาจนตายโดยที่ไม่เคยปราณีใคร ฉะนั้นมึงอย่าคิดว่าจะได้รับความเมตตาจากกู" พรานกัดฟันพูดตอบกลับ แล้วเดินไปข้างหลังมัน โอ๊ยยยยยยยยยย อ๊าคคคคคคคคค เลือดที่ก้นมันไหลออกมาเป็นทาง เมื่อพรานเอาสากกระเบือทาจารบียัดใส่ก้นมันอย่างแรง มันร้องด้วยความเจ็บปวดตาเหลือก พรานเอาเชือกมัดด้ามสากติดกับเอวของมัน ขุนกับชายเบือนหน้าหนีไม่อยากมองการกระทำอันโหดเหี้ยมของพราน ในชีวิตก็เพิ่งเคยเห็นคนที่ดูเหมือนจะใจดีกับทุกคน แต่เวลาโหดขึ้นมาป่าเถื่อนอย่างได้ใจ พรานเดินมาด้านหน้าของผู้กองเชษ เอาเอ็นตกปลาผูกติดกับลูกดิ่งก่อสร้าง แล้วมัดติดกับโคนงวงช้างน้อยของมันอย่างแน่น ปล่อยลูกดิ่งหนักครึ่งกิโลกรัม ให้ห้อยโตงเตงกับงวงชั้างน้อยของมัน มันสลบไปตั้งแต่ตอนโดนสากแล้ว พรานเดินไปเอาน้ำในรถมาสาดหน้าให้มันฟื้น เขาเอามือถือของปรางถ่ายคลิปเดินไปรอบๆตัวมัน แล้วส่งให้นายอำนวยมางไลน์พิมพ์ข้อความว่า ทำกรรมใดไว้ย่อมรับกรรมนั้นทุกคน จาก ยมฑูต นายอำนวยยิ้มเมื่อเห็นไลน์ของปรางส่งมา พอเปิดดูถึงกับหน้าซีดเผือด ใจก็เกิดอาการกลัวขึ้นมาทันที แต่นายอำนาจก็ยังตั้งสติส่งต่อให้กับทุกคนในขบวนการ เพื่อจะได้ไม่รู้สึกหวาดผวาคนเดียว คลิปที่สุดแสนจะอำมหิตนั้น ทำให้ทุกคนถึงกับอกสั่นขวัญหายไปตามๆกัน เวลาผ่านไปร่วมๆสามชั่วโมง ผู้กองเชษสลบแล้วสลบอีกแทบจะขาดใจ พรานก็โทรบอกกู้ภัยให้ไปช่วยผู้กองเชษ คลิปก็ถูกแชร์ว่อนไปทั่วโดยระบุสเตตัสว่า ตำรวจชั่วชอบข่มขืนแล้วฆ่าผู้หญิงนามว่า ผู้กองเชษ คล่องศาสตรา กำลังรับกรรมที่ก่อไว้ ยังเหลือผู้ร่วมกันทำกรรมดังกล่าวอีกหลายคน เรากำลังนำกรรมไปส่งให้ทุกคน ..ยมฑูต.. ผู้กองเชษถูกนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ช่วยจนพ้นขีดอันตรายแต่ต้องตัดช้างน้อยทิ้ง เพราะสายเอ็นตกปลามันบาดจนเกือบจะขาดรอมร่อ ผู้กองเชษนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล ไม่มีใครไปเยี่ยมแม้แต่คนเดียว ผู้กองเชษนอนหลับด้วยความสบายใจ เพราะคิดว่ายังไงก็รอดตายแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวว่าช้างน้อยไม่อยู่แล้ว "ผู้กองเชษ ผู้กองคะ" ผู้กองเชษลืมตาขึ้นก็เห็นหน้าเด็กสาววัยรุ่นหน้าตาสดใสยิ้มให้ "มีอะไรหรือครับ" ผู้กองเชษถามเสียงแหบเบา "ตอนนี้ผู้กองเป็นตำรวจที่ดังที่สุดในประเทศไทยเลยนะคะ คลิปเดียวยอดวิวเกือบสิบล้านแล้วค่ะ" เสียงสาววัยรุ่นคนนั้นตอบ ทำให้ผู้กองเชษสงสัย เพราะคลิปจับคนค้ายาที่ลงไว้คนดูไม่กี่ร้อย "คลิปอะไรหรือครับ" เธอรีบเอาไอแพทเปิดให้ดูเมื่อถูกถามถึงคลิป ผู้กองเชษเห็นคลิปถึงกับสตั๊นอย่างเต็มลิมิต "ปิด ๆ ๆ ออกไป ออกไป" ... "เห็นหมอบอกว่าผู้กองเป็นขันทีแล้วค่ะตอนนี้ ดีใจด้วยนะคะ" เธอตอกย้ำเรื้องที่ผู้กองไม่รู้ว่าโดนตัดทิ้งแล้ว เพราะแขาทั้งสองข้างให้ทั้งเลือดและน้ำเกลือ "ไป ออกไป ไปให้พ้น" พอโดนไล่เสียงดังมากขึ้นเธอก็รีบเดินออกไป เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเธอก็เดินเข้าไปหาผู้กองเชษอีก ผู้กองเชษเห็นหน้าเธอก็โกรธจัดแต่ทำอะไรไม่ได้ "ผู้กองคะ ยอดวิวขึ้นเร็วมากค่ะ ตอนนี้เกือบยี่สิบล้านแล้ว คอมเม้นท์มากมาหลายแสนเลยค่ะ มีคนสมน้ำหน้าเกินครึ่งค่ะ ดูอีกรอบมั้ยคะ" พูดจบเธอก็เดินออกไปที่จอดรถ "เรียบร้อยค่ะ" เธอบอกกับพรานที่จอดรถรอเธอ "น้องหมวยเก่งมากครับ"


                                                   โปรดติดตามตอนต่อไป ( ตอนที่ 26 )

















    .

    นิยายแนะนำ