จากการเล่าของหัวหน้าตึกหมื่นเทพได้สร้างเงาทะมึนขึ้นมาในใจของเล้งปวยเป็นอย่างยิ่ง“หลินซีเจ้าฟังดูแล้วคิดเห็นอย่างไรบ้าง ลองบอกมาฟังดู”
“หึ! ขนาดอัจฉริยะน้อยเช่นเจ้ายังคิดไม่ออกแล้วข้าจะคิดได้ไง” นางกลับรู้จักหยอกเย้าเด็กหนุ่มขึ้นมาแล้วค่อยพูดต่อ “แต่ข้ามักรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับอาจารย์ของเจ้าที่โผล่ออกมาหลังเหตุการณ์นั้น ยังมีที่ไป๋เทียนหยูบอกว่าเจ้าสำนักหมื่นบรรพตก็หายไปในเวลาไล่เลี่ยกันคิดว่า…” “เจ้าก็คิดเช่นนั้นสินะ อือ ! เช่นนั้นคงค่อยหาโอกาสถามอาจารย์ทีหลัง ช่วงนี้ข้าว่าคงถึงเวลาที่จะเพิ่มพลังทางกายภาพให้ไล่ตามพลังทางจิตวิญญาณขึ้นอีกบ้างนะหลินซี” เขาบอกอีฝ่าย ซึ่งเขาได้บอกอาจารย์ไว้เช่นกันว่าจะขอเวลาพักหลายวัน
จานั้นจึงได้เข้านั่งบ่มเพาะพลัง เขาหยิบเอาโอสถพลังแห่งมังกรระดับ7 กลืนลงไปหนึ่งเม็ดแล้วเริ่มเดินลมปราณเพื่อดูดซับพลังทั้งจากธรรมชาติและโอสถผสมผสานกัน ย่อมบังเกิดผลยิ่งกว่าปกติเกือบเท่าตัว แต่ครานี้นอกจากไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้วยังรู้สึกสบายอย่างยิ่งเขาเดินพลังรอบแล้วรอบเล่า จนกระทั่งผ่านไปหลายวันทุกอย่างค่อยสงบลง
แต่เขาไม่หยุดลงเพียงแค่นั้น เขากลืนโอสถพลังแห่งมังกรระดับ7ลงไปอีกเป็นเม็ดที่สอง ครานี้การย่อยสลายและดูดซับพลังเป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือนคนกระหายน้ำในทะเลทรายทีพลันมาพบเจอบ่อน้ำขนาดใหญ่
ทำให้พลันบังเกิดคลื่นพลังขนาดใหญ่ลูกใหม่ทะลุทะลวงไปตามขอบเขตแห่งทะเลปราณของเขาทันที เห็นเช่นนั้นเขายิ้มขึ้นมาอย่างพอใจรีบชักนำให้เกิดหมุนเวียนไม่หยุดยั้ง เวลาผ่านไปหลายอีกหลายวันก็บังเกิดเสียงแห่งการเลื่อนระดับดังขึ้น
ปัง! ระดับ 1 แห่งลมปราณขั้น นภา
ปัง! ระดับ 2 แห่งลมปราณขั้น นภา
ปัง! ระดับ 3 แห่งลมปราณขั้น นภา
ปัง! ระดับ 4 แห่งลมปราณขั้น นภา
ปัง! ระดับ 5 แห่งลมปราณขั้น นภา
ปัง! ระดับ 6 แห่งลมปราณขั้น นภา
การเลื่อนขั้นพลังแบบก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีมาก่อนพลันบังเกิดขึ้น แม้คนอื่นจะเห็นว่าเขาอยู่แค่เพียงระดับ3ขั้นนภาเท่านั้นก็ตาม แต่จริงๆแล้วเขาอยู่ที่ระดับ 6 และด้วยผลึกโลหิตมังกร 3 หยดนั้นเขาสามารถต้านรับผู้ที่อยู่ระดับต้นของขั้นเซียนจุติได้อย่างปกติ เล้งปวยไม่ได้หยุดลงเขารีบปรับสมดุลแห่งพลังแห่งกายภาพและพลังทางจิตวิญญาณให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด
ซูม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แล้วทุกอย่างก็เริ่มเงียบสงบ เขาเดินพลังผ่านไปอีกสิบกว่าวัน จึงลุกขึ้นมา ก็พบว่าเวลาได้ล่วงเลยมาถึง เดือนเศษๆ เขารีบอาบน้ำชำระคราบเหงื่อไคล เปลี่ยนชุดใหม่
“คงหาใครที่จะเป็นตัวประหลาดเยี่ยงเจ้าไม่ได้อีกแล้วหละเล้งปวย ข้าว่าหนะ” หลินซีทักทายเขา
“หลินซี ! ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆนั้นล้วนบีบบังคับให้ต้องเร่งรีบจัดการด้วยสถานะเดิมแค่นั้นของข้าย่อมไม่สามารถจะไปจัดการเรื่องต่างๆนั้นลงได้ ข้าจึงไม่อาจใจเย็นรออีกต่อไป ตอนนี้เราไปหาอาจารย์กันเลย
…
โอ้วเทียนที่อยู่ในคราบของชายหลังค่อมตู้ก่ายที่เสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน กำลังจมอยู่กับห้วงคิดคำนึงของมัน “ตอนนี้ข้าก็ได้ศิษย์ที่จะสืบทอดปะนิธานแล้ว หากมันก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้สืบไปคาดว่าคงไม่นาน มันก็จะสามารถแบกรับภาระต่อจากเราได้แล้ว เวลานี้มันคงใกล้จะออกจากกรรมฐานมาแล้วกระมัง คงใกล้เวลาที่จะให้มันได้รับทราบบางเรื่องเพิ่มขึ้นแล้ว …หึอ!” ขณะที่คิดอยู่นั้นเขาพลันพบเห็นสิ่งผิดปกติขึ้นมา
“ผู้ใด?…” เขาตวาดขึ้นมา ทันทีที่มันทราบว่าผู้มานั้นไม่ใช่เล้งปวยแน่ เพราะฝีเท้าของผู้มานั้นแผ่วเบากว่ามาก แสดงว่าวรยุทธของมันสูงกว่าศิษย์ของเขา มิคาดพอเขาเปิดประตูออกไปถึงกับตกตะลึงลานอย่างแตกตื่นขึ้นมา
“ลู่ ลู่…ซิงเทียน! จะ จะ เจ้า มิใช่ มิใช่…ว่า…” มันหาคำพูดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้ที่พลันเห็นคนที่ตายแล้วมาปรากฏ มันตะลึงจนแทบจะช็อคไป แต่ทันใดนั้นการเปลี่ยนแปลงพลันเกิดขึ้นอีกครา
“ฮา ๆ ๆ………ท่านอาจารย์!………ศิษย์ต้องขอกราบอภัยที่ล้อท่านเล่นจนท่านแตกตื่นขึ้นมาจริงๆ เฮ้อ อย่าให้ศิษย์มีบาปกรรมเลย ” พลันมีเสียงกระดูกลั่นดังเกรียวกราว แล้วร่างของลู่ซิงเทียนก็พลันเปลี่ยนเป็นเล้งปวยขึ้นมาแทนแล้ว มันรีบคุกเข่าลงขอรับผิด
“มัน มัน เป็นเจ้าไปได้อย่างไร ปวยเอ๋อ นี่วิชาของเจ้า พลังของเจ้า” ทั้งวิชาย้ายร่างเปลี่ยนกระดูกที่พึ่งจะฝึกฝนได้ไม่นาน ไม่น่าจะใช้ออกได้แนบเนียนขนาดนี้ ทั้งระดับพลังของเล้งปวยก็ยังไม่ถึงระดับนี้ และเล้งปวยก็ยังไม่เคยพบเห็นลู่ซิงเทียนมาเลย แล้วไฉนจะไม่ทำให้ชายชราไม่แตกตื่นได้ ขาย่อมนึกไม่ถึงว่าคนที่ปรากฏตัวมาจะเป็นมันไปได้ “หรือข้าเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ” มันยังงุนงงอยู่ไม่น้อย
“เรียนท่านอาจารย์ ท่านมิได้เป็นไร เพียงฝีมือของศิษย์รุดหน้าไม่น้อยเท่านั้นเอง และวันก่อนที่ศิษย์ขึ้นไปห้องโถงนั้นเผอิญได้เห็นรูปของท่านอาจารย์แซ่ลู่ บนตึกหมื่นเทพมาแล้วก็เท่านั้น ใยท่านถึงแตกตื่นป่านนี้ด้วยเล่า
“อืมฮ่า ๆ ๆ จริงสิปวยเอ๋อ ที่เจ้าหลอกอาจารย์ได้ที่แท้ระดับพลังของเจ้า…โอ้สวรรค์!!เจ้าเลื่อนระดับพลังคราวละ 6 ขั้นเป็นไปได้อย่างไร”
จากนั้นเล้งปวยจึงเล่าที่เขาเป็นนักปรุงยาและได้ใช้โอสถระดับ 7 ในการกระตุ้นการเลื่อนพลังของของตนเองให้อาจารย์ได้ทราบ ซึ่งทำให้ท่านมีแววตาที่ลิงโลดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“อาจารย์ว่าในโลกนี้คงหาคนอย่างเจ้าไม่ได้อีกเป็นแน่ปวยเอ๋อ” เขากล่าวอย่างจริงจัง
ต่อมาเล้งปวยได้เล่าเรื่องที่เขาไปพบและพูดคุยกับหัวหน้าตึกหมื่นเทพให้อาจารย์เขาฟัง และในตอนท้ายได้ถามขึ้นมาว่า
“ท่านอาจารย์เมื่อครู่ที่อาจารย์ตกใจมากเกินกว่าเหตุนั้น ศิษย์ว่าย่อมมีสาเหตุมาจากอาจารย์นั้นได้รู้จักกันกับอาจารย์แซ่ลู่ผู้นั้นเป็นอย่างดีอยู่แล้วแน่ๆเลยถูกไหมขอรับท่านอาจารย์
“เจ้าพูดเช่นนี้แล้ว ประกอบกับสถานะของเจ้าในตอนนี้ ปวยเอ๋ออาจารย์จะไม่ปิดบังเจ้าอีกแล้ว…… เจ้าพูดถูกต้อง …เราอาจารย์ย่อมรู้จักกับลู่ซิงเหอเป็นอย่างดีเพราะมันเป็นศิษย์ผู้น้องของอาจารย์เอง………”
จากนั้นชายชราก็ได้เล่าเรื่องอันพิลึกพิลั่นให้เขาฟัง ทำให้ปมในสมองของเล้งปวยได้รับการคลี่คลายลงไปอีกไม่น้อย ที่แท้อาจารย์ของมันถึงกับเป็นอดีตเจ้าสำนักหมื่นบรรพตที่ยิ่งใหญ่ นี่ย่อมทำให้เล้งปวยตกตะลึงอยู่นาน และได้ทำให้เขาหายข้องใจในอีกหลายปมในใจ
หากมีคนบอกว่าแท้จริงแล้ว ชายชราหลังค่อมนามตู้ก่ายผู้ดูแลสวนที่ไร้พลังวรยุทธ นั้นคือ โอ้วเทียน อดีตเจ้าสำนักหมื่นบรรพตที่ยิ่งใหญ่นั้นรับรองต้องไม่มีคนเชื่ออย่างนแน่นอน ขณะที่จะเล่าถึงเรื่องการตายของอาจารย์ลู่ซิงเทียนนั้นอาจารย์ได้พาเขาไปยังป่าต้องห้ามด้านหลังที่เล้งปวยเคยไปมาก่อนนั้นครั้งหนึ่ง และต่อมาไม่ได้ไปอีกเพราะอาจารย์ห้ามเขาไว้
ทางเข้าไปในป่าแม้จะกว้างอยู่บ้างแต่รกไปด้วยมวลเถาวัลย์ที่เริ่มเกิดจากการที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาเป็นเวลานาน ทั้งอาจารย์และศิษย์จึงพุ่งขึ้นเหินไปตามไหล่เขาด้วยวิชาตัวเบาจนปรากฏเพียงเงาจางๆสองสายลัดเลาะวนไปตามทางที่คดเคี้ยวราวชั่วน้ำเดือดตะบึงมาได้ระยทางเกือบร้อยลี้ ข้างหน้าปรากฏเป็นทางสองแพ่ง อาจารย์ชี้ไปทางด้านซ้ายมือ บอกเขา
“ปวยเอ๋อ หากตรงไปตามทางลาดจะลงไปยังตึกพักของศิษย์สายตรงที่อยู่ในหุบเขามังกรหมอบด้านล่างนั่น” เห็นทางเล็กๆที่รอบๆมีแต่ป่าไม้แน่นขนัดไปหมด
…