เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่43 ก้าวสู่ขั้นนภาจุติ





          จากการเล่าของหัวหน้าตึกหมื่นเทพได้สร้างเงาทะมึนขึ้นมาในใจของเล้งปวยเป็นอย่างยิ่ง“หลินซีเจ้าฟังดูแล้วคิดเห็นอย่างไรบ้าง ลองบอกมาฟังดู”
    “หึ!   ขนาดอัจฉริยะน้อยเช่นเจ้ายังคิดไม่ออกแล้วข้าจะคิดได้ไง”   นางกลับรู้จักหยอกเย้าเด็กหนุ่มขึ้นมาแล้วค่อยพูดต่อ   “แต่ข้ามักรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับอาจารย์ของเจ้าที่โผล่ออกมาหลังเหตุการณ์นั้น  ยังมีที่ไป๋เทียนหยูบอกว่าเจ้าสำนักหมื่นบรรพตก็หายไปในเวลาไล่เลี่ยกันคิดว่า…”      “เจ้าก็คิดเช่นนั้นสินะ   อือ !  เช่นนั้นคงค่อยหาโอกาสถามอาจารย์ทีหลัง   ช่วงนี้ข้าว่าคงถึงเวลาที่จะเพิ่มพลังทางกายภาพให้ไล่ตามพลังทางจิตวิญญาณขึ้นอีกบ้างนะหลินซี”   เขาบอกอีฝ่าย ซึ่งเขาได้บอกอาจารย์ไว้เช่นกันว่าจะขอเวลาพักหลายวัน  
       จานั้นจึงได้เข้านั่งบ่มเพาะพลัง   เขาหยิบเอาโอสถพลังแห่งมังกรระดับ7 กลืนลงไปหนึ่งเม็ดแล้วเริ่มเดินลมปราณเพื่อดูดซับพลังทั้งจากธรรมชาติและโอสถผสมผสานกัน  ย่อมบังเกิดผลยิ่งกว่าปกติเกือบเท่าตัว  แต่ครานี้นอกจากไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้วยังรู้สึกสบายอย่างยิ่งเขาเดินพลังรอบแล้วรอบเล่า  จนกระทั่งผ่านไปหลายวันทุกอย่างค่อยสงบลง  
       แต่เขาไม่หยุดลงเพียงแค่นั้น  เขากลืนโอสถพลังแห่งมังกรระดับ7ลงไปอีกเป็นเม็ดที่สอง  ครานี้การย่อยสลายและดูดซับพลังเป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือนคนกระหายน้ำในทะเลทรายทีพลันมาพบเจอบ่อน้ำขนาดใหญ่    
        ทำให้พลันบังเกิดคลื่นพลังขนาดใหญ่ลูกใหม่ทะลุทะลวงไปตามขอบเขตแห่งทะเลปราณของเขาทันที   เห็นเช่นนั้นเขายิ้มขึ้นมาอย่างพอใจรีบชักนำให้เกิดหมุนเวียนไม่หยุดยั้ง  เวลาผ่านไปหลายอีกหลายวันก็บังเกิดเสียงแห่งการเลื่อนระดับดังขึ้น
     ปัง!    ระดับ    1   แห่งลมปราณขั้น นภา
    ปัง!    ระดับ   2    แห่งลมปราณขั้น นภา
    ปัง!    ระดับ   3    แห่งลมปราณขั้น นภา
    ปัง!    ระดับ   4    แห่งลมปราณขั้น นภา
    ปัง!    ระดับ   5     แห่งลมปราณขั้น นภา
    ปัง!    ระดับ   6   แห่งลมปราณขั้น นภา
      การเลื่อนขั้นพลังแบบก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีมาก่อนพลันบังเกิดขึ้น  แม้คนอื่นจะเห็นว่าเขาอยู่แค่เพียงระดับ3ขั้นนภาเท่านั้นก็ตาม  แต่จริงๆแล้วเขาอยู่ที่ระดับ 6  และด้วยผลึกโลหิตมังกร 3 หยดนั้นเขาสามารถต้านรับผู้ที่อยู่ระดับต้นของขั้นเซียนจุติได้อย่างปกติ  เล้งปวยไม่ได้หยุดลงเขารีบปรับสมดุลแห่งพลังแห่งกายภาพและพลังทางจิตวิญญาณให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด
    ซูม     ๆ          ๆ            ๆ            ๆ                 ๆ                            ๆ      
       แล้วทุกอย่างก็เริ่มเงียบสงบ  เขาเดินพลังผ่านไปอีกสิบกว่าวัน  จึงลุกขึ้นมา  ก็พบว่าเวลาได้ล่วงเลยมาถึง เดือนเศษๆ  เขารีบอาบน้ำชำระคราบเหงื่อไคล เปลี่ยนชุดใหม่
    “คงหาใครที่จะเป็นตัวประหลาดเยี่ยงเจ้าไม่ได้อีกแล้วหละเล้งปวย  ข้าว่าหนะ”  หลินซีทักทายเขา
    “หลินซี ! ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆนั้นล้วนบีบบังคับให้ต้องเร่งรีบจัดการด้วยสถานะเดิมแค่นั้นของข้าย่อมไม่สามารถจะไปจัดการเรื่องต่างๆนั้นลงได้  ข้าจึงไม่อาจใจเย็นรออีกต่อไป  ตอนนี้เราไปหาอาจารย์กันเลย

    …

        โอ้วเทียนที่อยู่ในคราบของชายหลังค่อมตู้ก่ายที่เสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน  กำลังจมอยู่กับห้วงคิดคำนึงของมัน      “ตอนนี้ข้าก็ได้ศิษย์ที่จะสืบทอดปะนิธานแล้ว  หากมันก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้สืบไปคาดว่าคงไม่นาน  มันก็จะสามารถแบกรับภาระต่อจากเราได้แล้ว   เวลานี้มันคงใกล้จะออกจากกรรมฐานมาแล้วกระมัง  คงใกล้เวลาที่จะให้มันได้รับทราบบางเรื่องเพิ่มขึ้นแล้ว   …หึอ!”   ขณะที่คิดอยู่นั้นเขาพลันพบเห็นสิ่งผิดปกติขึ้นมา
      “ผู้ใด?…”   เขาตวาดขึ้นมา  ทันทีที่มันทราบว่าผู้มานั้นไม่ใช่เล้งปวยแน่  เพราะฝีเท้าของผู้มานั้นแผ่วเบากว่ามาก  แสดงว่าวรยุทธของมันสูงกว่าศิษย์ของเขา   มิคาดพอเขาเปิดประตูออกไปถึงกับตกตะลึงลานอย่างแตกตื่นขึ้นมา
      “ลู่  ลู่…ซิงเทียน!  จะ  จะ เจ้า มิใช่  มิใช่…ว่า…”   มันหาคำพูดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้ที่พลันเห็นคนที่ตายแล้วมาปรากฏ  มันตะลึงจนแทบจะช็อคไป  แต่ทันใดนั้นการเปลี่ยนแปลงพลันเกิดขึ้นอีกครา
    “ฮา ๆ  ๆ………ท่านอาจารย์!………ศิษย์ต้องขอกราบอภัยที่ล้อท่านเล่นจนท่านแตกตื่นขึ้นมาจริงๆ เฮ้อ  อย่าให้ศิษย์มีบาปกรรมเลย ”   พลันมีเสียงกระดูกลั่นดังเกรียวกราว  แล้วร่างของลู่ซิงเทียนก็พลันเปลี่ยนเป็นเล้งปวยขึ้นมาแทนแล้ว   มันรีบคุกเข่าลงขอรับผิด
    “มัน  มัน  เป็นเจ้าไปได้อย่างไร ปวยเอ๋อ  นี่วิชาของเจ้า  พลังของเจ้า”  ทั้งวิชาย้ายร่างเปลี่ยนกระดูกที่พึ่งจะฝึกฝนได้ไม่นาน ไม่น่าจะใช้ออกได้แนบเนียนขนาดนี้  ทั้งระดับพลังของเล้งปวยก็ยังไม่ถึงระดับนี้  และเล้งปวยก็ยังไม่เคยพบเห็นลู่ซิงเทียนมาเลย แล้วไฉนจะไม่ทำให้ชายชราไม่แตกตื่นได้  ขาย่อมนึกไม่ถึงว่าคนที่ปรากฏตัวมาจะเป็นมันไปได้   “หรือข้าเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ”   มันยังงุนงงอยู่ไม่น้อย
    “เรียนท่านอาจารย์   ท่านมิได้เป็นไร  เพียงฝีมือของศิษย์รุดหน้าไม่น้อยเท่านั้นเอง  และวันก่อนที่ศิษย์ขึ้นไปห้องโถงนั้นเผอิญได้เห็นรูปของท่านอาจารย์แซ่ลู่ บนตึกหมื่นเทพมาแล้วก็เท่านั้น ใยท่านถึงแตกตื่นป่านนี้ด้วยเล่า
    “อืมฮ่า  ๆ   ๆ     จริงสิปวยเอ๋อ  ที่เจ้าหลอกอาจารย์ได้ที่แท้ระดับพลังของเจ้า…โอ้สวรรค์!!เจ้าเลื่อนระดับพลังคราวละ 6 ขั้นเป็นไปได้อย่างไร”  
        จากนั้นเล้งปวยจึงเล่าที่เขาเป็นนักปรุงยาและได้ใช้โอสถระดับ 7 ในการกระตุ้นการเลื่อนพลังของของตนเองให้อาจารย์ได้ทราบ   ซึ่งทำให้ท่านมีแววตาที่ลิงโลดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
        “อาจารย์ว่าในโลกนี้คงหาคนอย่างเจ้าไม่ได้อีกเป็นแน่ปวยเอ๋อ”  เขากล่าวอย่างจริงจัง
      ต่อมาเล้งปวยได้เล่าเรื่องที่เขาไปพบและพูดคุยกับหัวหน้าตึกหมื่นเทพให้อาจารย์เขาฟัง   และในตอนท้ายได้ถามขึ้นมาว่า
    “ท่านอาจารย์เมื่อครู่ที่อาจารย์ตกใจมากเกินกว่าเหตุนั้น   ศิษย์ว่าย่อมมีสาเหตุมาจากอาจารย์นั้นได้รู้จักกันกับอาจารย์แซ่ลู่ผู้นั้นเป็นอย่างดีอยู่แล้วแน่ๆเลยถูกไหมขอรับท่านอาจารย์ 
      “เจ้าพูดเช่นนี้แล้ว  ประกอบกับสถานะของเจ้าในตอนนี้  ปวยเอ๋ออาจารย์จะไม่ปิดบังเจ้าอีกแล้ว…… เจ้าพูดถูกต้อง …เราอาจารย์ย่อมรู้จักกับลู่ซิงเหอเป็นอย่างดีเพราะมันเป็นศิษย์ผู้น้องของอาจารย์เอง………”
          จากนั้นชายชราก็ได้เล่าเรื่องอันพิลึกพิลั่นให้เขาฟัง   ทำให้ปมในสมองของเล้งปวยได้รับการคลี่คลายลงไปอีกไม่น้อย   ที่แท้อาจารย์ของมันถึงกับเป็นอดีตเจ้าสำนักหมื่นบรรพตที่ยิ่งใหญ่  นี่ย่อมทำให้เล้งปวยตกตะลึงอยู่นาน  และได้ทำให้เขาหายข้องใจในอีกหลายปมในใจ
         หากมีคนบอกว่าแท้จริงแล้ว  ชายชราหลังค่อมนามตู้ก่ายผู้ดูแลสวนที่ไร้พลังวรยุทธ นั้นคือ โอ้วเทียน  อดีตเจ้าสำนักหมื่นบรรพตที่ยิ่งใหญ่นั้นรับรองต้องไม่มีคนเชื่ออย่างนแน่นอน         ขณะที่จะเล่าถึงเรื่องการตายของอาจารย์ลู่ซิงเทียนนั้นอาจารย์ได้พาเขาไปยังป่าต้องห้ามด้านหลังที่เล้งปวยเคยไปมาก่อนนั้นครั้งหนึ่ง และต่อมาไม่ได้ไปอีกเพราะอาจารย์ห้ามเขาไว้   
         ทางเข้าไปในป่าแม้จะกว้างอยู่บ้างแต่รกไปด้วยมวลเถาวัลย์ที่เริ่มเกิดจากการที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาเป็นเวลานาน      ทั้งอาจารย์และศิษย์จึงพุ่งขึ้นเหินไปตามไหล่เขาด้วยวิชาตัวเบาจนปรากฏเพียงเงาจางๆสองสายลัดเลาะวนไปตามทางที่คดเคี้ยวราวชั่วน้ำเดือดตะบึงมาได้ระยทางเกือบร้อยลี้  ข้างหน้าปรากฏเป็นทางสองแพ่ง  อาจารย์ชี้ไปทางด้านซ้ายมือ บอกเขา
       “ปวยเอ๋อ   หากตรงไปตามทางลาดจะลงไปยังตึกพักของศิษย์สายตรงที่อยู่ในหุบเขามังกรหมอบด้านล่างนั่น”  เห็นทางเล็กๆที่รอบๆมีแต่ป่าไม้แน่นขนัดไปหมด

    …

      

             






    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน