เย็นวันนั้นหลังจากกลับจากพระราชวังทั้งนายท่านลู่ ทั้งท่านหญิงรอง และนางหนูซานซานอายุห้าขวบจากหมู่บ้านสกุลมู่ ก็ถูกรั้งตัวไว้เพื่อกินอาหารเย็นเป็เพื่อนฮูหยินแม่เท่านั้นไม่พอยังถูกรั้งไว้ให้ค้างคืนใน จวนสกุลลู่ในเมืองหลวงหนึ่งคืน เพราะว่าฮูหยินแม่้าขาเล่นไพ่อูโน่ที่กำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนี้ นี่เป็เกมที่พี่สาวหลันหลันของเหมยฮวาคิดค้นเพื่อให้เหล่าผู้ที่ไม่มีอะไรทำ ได้มีกิจกรรมฆ่าเวลา
เหมยฮวาจริงจังมากนางหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดว่าทำไมพี่สาวอยู่ไกลถึงแดนเหนือยังจะคิดอะไร ใหม่ ๆ ออกมาไม่หยุดไม่หย่อน
“พี่สาวคนดีของข้าช่างฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ไพ่ชนิดนี้สำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นกฎ กติกาของมันดูจะซับซ้อนเกินไปหน่อย สำหรับคนที่ไม่ถนัดเื่การคำนวณ ยิ่งเห็นก็ยิ่งท้อใจแต่ทว่าหากกัดฟันฝืนทนสร้างความคุ้นเคยกับมันสักหน่อยก็จะพบว่ายิ่งเล่นก็ยิ่งสนุกสนาน ยิ่งเล่นก็ยิ่งติดพัน เหมือนดังเช่นข้าในตอนนี้”
เหมยฮวาพูดไปก็เรียงไพ่ไปด้วย อันที่จริงนางไม่ชอบเล่นการพนันนัก ยกเว้นแต่ว่ามีผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กองรออยู่ตรงหน้าอย่างเช่นการแทงพนันว่าด้วยเื่พี่ชายฉินเวยจื่อจะแต่งภรรยาเมื่อไหร่และบุคคลผู้นั้นคือใคร ส่วนการพนันเล็กๆ น้อย ๆ นางไม่เห็นอยู่ในสายตายกเว้นแต่ว่า(อีกครั้ง) จะทำเพื่อการศึกษาที่สามารถนำมาต่อยอดและพัฒนาการค้าของนางได้
ลู่จางเหว่ยปรายตามองเด็กสาวพลางอมยิ้มไม่ว่านางจะอยู่ที่ไหน ก็สร้างความสบายใจและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนปกติแล้วเขาเป็คนชอบความเงียบสงบ แต่สำหรับนางยกเว้นให้คนหนึ่งก็แล้วกัน
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เล่นไพ่กันจนดึกดื่นแต่ลู่จางเหว่ยก็จำเป็ต้องแงะสองพี่น้องจากหมู่บ้านสกุลมู่ออกจากที่นอนเพื่อเดินทางกลับสุยโจว รถม้ากว้างใหญ่ที่ถูกปรับปรุงโดยโรงประกอบรถม้าประจำหมู่บ้านสกุลมู่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ารถม้าคันปกติสองคันครึ่ง
อันที่จริงลู่จางเหว่ยคิดว่ารถม้าแบบนี้ออกจะใหญ่โตเกินไปหน่อย ไม่ค่อยปราดเปรียวนัก เห็นรถต้นแบบคราแรกชายหนุ่มก็คิดว่ามันช่างเกินไปนักคนที่จะใช้รถม้าประเภทนี้ย่อมต้องเป็คนที่ชอบอวดความร่ำรวยอย่างไม่ลืมหูลืมตา
...ข้าจะไม่ใช้รถแบบนี้เด็ดขาด...
นั่นคือคำที่ลั่นไว้ในใจของเขาต่อมาลู่จางเหว่ยเห็นคนที่ใช้รถม้าแบบกว้างพิเศษนำมาตกแต่งเสียจนน่าให้องโดยสารสารพัดประโยชน์อย่างยิ่ง มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องเอนกประสงค์ ยิ่งเห็นก็ยิ่งได้เรียนรู้ถึงความเข้าทีของมัน
แต่แน่นอนว่าหากมีเพียงเขาแค่ลำพังเท่านั้นชายหนุ่มก็ไม่คิดว่าจะมีในความ คิดถึงตรงนี้แล้ว ลู่จางเหว่ยก็กรอกตาหันไปมองร่างเล็กกับร่างใหญ่กว่าที่นอนท่าปลาดาวไม่ต่างกันนางหนูซานซานอายุห้าขวบถึงกับกรนเสียงดัง
...สภาพพวกนางแบบนี้แล้วข้าจะไม่ซื้อรถม้าขนาดใหญ่ไหวได้อย่างไร...ลู่จางเหว่ยคิด
....
.......
ณเมืองสุยโจว ที่หน้าประตูเมือง ก่อนที่คณะของเหมยฮวาจะมาถึง...
เพราะว่าในแต่ละวันจะมีคนเดินทางเข้าสุยโจวเป็อย่างมากไม่เป็ผู้คนที่เข้ามาท่องเที่ยว ก็เป็เหล่าพ่อค้าที่เข้ามารับสินค้าในเมืองเพื่อนำกลับไปขายในท้องถิ่นของตนเอง แต่เพราะหลายครั้งที่คนของทางการ และคนของหอข่าวสารไหวๆ ของเสี่ยวฮวาฮวาพบว่าคนที่เข้ามาในเมืองแต่ละคน มีจุดประสงค์แอบแฝงต่างกัน...
เื่นี้ทำให้เหมยฮวาในฐานะท่านหญิงรองผู้ช่วยผู้ควบคุเมืองรู้สึกกลุ้มใจมากนางจึงเขียนจดหมายน้อยไปปรึกษาพี่สาวท่านหญิงหลันหลันซึ่งเป็เ้าเมืองตัวจริงว่าจะทำอย่างไรดีจึงพอจะคัดกรองพวกคนพวกนี้ได้
จดหมายน้อยนั้นลงท้ายด้วยข้อความที่อัดอั้นตันใจว่า“ข้าอยากจับมัน!!” ด้วยความมุ่งมาดปรารถนาอันแรงกล้าของเหมยฮวาในครานั้นทำให้พี่สาวของนางลงทุนเขียนคัมภีร์ว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมือง
พอเหมยฮวาได้รับนางก็ตาโตอุทานด้วยความทึ่งมาก วิ่งเอาคัมภีร์ในมือไปหาคุณชายคนโปรดปรึกษางานนานราวครึ่งก้านธูปได้ ไม่นานนักหน่วยตรวจคนเข้าเมืองแห่งสุยโจวก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
นับั้แ่หน่วยตรวจคนเข้าเมืองถือกำเนิดขึ้นการจะเข้าเมืองสุยโจวได้ จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดเสียก่อนและผู้ที่รับผิดชอบในการตรวจคนเข้าเมืองก็คือกลุ่มของพวกเจงกีส...
เป็เพราะการตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้ตั้งใจจะคัดกรองคนให้เข้าเมืองได้ หรือห้ามเข้าเมืองเพียงเท่านั้นแต่ยังตั้งใจจะใช้เป็ช่องทางจับกุมพวกคนชั่วไปด้วยในตัว อนิจจา...หากใช้คนของทางการมักทำให้คนร้ายรู้ตัวเสียก่อนเป้าหมายอาจจะหนีหายไปได้
เหมยฮวาเหลือบมองพวกเจงกีสที่ตอนนี้มาทำมาหากินเปิดสำนักคุ้มภัยอย่างเป็ล่ำเป็สันทั้งยังเป็เพื่อนขี่ม้ากุ๊บกั๊บในเมืองกับนางบ่อย ๆ เสี่ยวฮวาฮวาเอาบัตรกินข้าวไข่คนข้นๆ ตลอดปีให้พวกเขาปึกใหญ่ เพื่อแลกกับการให้พวกเขาแบ่งคนไปช่วยงานตรวจคนเข้าเมือง
เจงกีสยิ้มมุมปากคว้าเอาตั๋วกินฟรีขึ้นมา
“หึ...มีตั๋วกินฟรีย่อมพูดกันง่าย!” เขาประกาศก้อง
แล้วทุกอย่างลงตัวง่ายได้ภายใต้ข้อตกลงตั๋วกินฟรีร้านข้าวไข่ข้น...
.....
.........
อันที่จริงตอนนี้พวกเจงกีส[1]มีชีวิตในแคว้นเซี่ยอย่างสุขีสุขสันต์ สุขสโมสร พวกเขาคิดว่าชีวิตตอนนี้มองไปทางไหนก็มีแต่ความรื่นเริง แถมอากาศส่วนใหญ่ก็ดีด้วยอย่างน้อยก็ไม่ต้องทนกับอากาศหนาวที่มีหิมะตกโปรยปรายตลอดครึ่งปีเหมือนทางเหนือ
พอเป็เช่นนี้...จนแล้วจนรอดพวกเจงกีสก็ไม่ได้กลับไปอยู่ทางเหนือพวกเขากลับนึกสนุกสนานกับสุยโจวจนคิดว่าจะตั้งรกรากที่เมืองนี้ ตอนนี้พวกเขาก็ถึงกับดูแลกิจการสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุดในสุยโจวแถมหลายคนก็วางแผนที่จะพาครอบครัวมาตั้งรกรากที่นี่เจงกีสอาศัยว่าตนเองเป็สหายกับเ้าเมืองสุยโจวใช้เส้นสายอีกสักหน่อยจึงทำให้มีสิทธิ์ซื้อบ้านในหมู่บ้านจัดสรรที่ท่านหญิงหลันหลันทำเอาไว้ได้
เพื่อสานฝันการโยกย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากที่สุยโจวให้เป็ความจริงพวกเจงกีสก็เลยทำเต็มที่ในทุกงาน รวมถึงงานตรวจคนเข้าเมืองด้วย...
ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับการ์ทานฮ่องเต้ของพวกซยงหนูที่ปลอมตัวมาดั่งที่กล่าวไปว่าทาร์กาน้าตักตวงผลประโยชน์มหาศาลในเมืองสุยโจวแต่ว่าตอนนี้นั้น...เขาเข้าเมืองไม่ได้
“เ้าเป็ใครมาจากไหน ไม่น่าไว้วางใจ ข้าไม่ให้เข้าเมือง” พวกของเจงกีสประกาศก้อง...
การ์ทาน “...”
[1]เจงกีสเป็ผู้นำของกลุ่มนักรบอิสระเป็พวกตาร์ตา(แขกขาว) ปรากฏตัวในตอนท้ายของภาคแรกเป็กลุ่มที่องค์ชายหกซึ่งคิดการกบฎจ้างมาคุ้มกันตัวเองแต่ภายหลังได้กลายเป็เพื่อนกับพวกหลันหลัน (นางเอกภาคแรก) และตามพวกเขากลับมาที่สุยโจวด้วยมีนิสัยห่าม ๆ เถื่อน ๆ มักถูกหลอกล่อให้ทำงานด้วยของกิน