บทที่ แปดสิบสอง
แม้เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บเมื่อไม่นานมานี้แต่หลี่ผินแห่งตำหนักฟู่ตงกลับไม่ยอมปล่อยให้กายอ่อนแอลงมากไปกว่านี้ยามสายวันหนึ่งที่มีแดดอุ่นไม่หนาวเกินไป นางก็ถือกระบี่ฝึกน้ำหนักเบาเดินออกมาที่ลานด้านหลังศาลาระบายลม
ชุดฝึกสีอ่อนแนบกายพอดีตัวช่วงแขนเสื้อถูกรวบไว้ด้วยริ้วผ้าผูก เสียงกระบี่เสียดอากาศเบาๆผสานกับจังหวะฝีเท้าเปลี่ยนจากช้าเป็นเร็ว จากท่าฟาดกลายเป็นแทงสายตาของหลิวชิงเซียงมุ่งมั่นจริงจัง จึงไม่มีอะไรอาจจะขัดขวางนางได้ "หากมัวแต่นั่งๆ นอนๆ ไม่ช้าไม่เร็วข้าคงกลายเป็นคนแขนขาไร้แรง" นางพึมพำขณะพลิกกระบี่
อิงหลานผู้ยืนเฝ้าข้างศาลาระบายลมมองนายสาวอย่างกลั้นลมหายใจ เห็นท่าทางแข็งแรงขึ้นก็ดีใจ แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้มือบางของนางถือถ้วยยาบำรุงเอาไว้แน่น รอให้นายหญิงพักเหนื่อยก่อนค่อยยื่นให้
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าวิ่งเร่งฝีเท้าใกล้เข้ามาฟ่านหรูในชุดผ้าแพรสะบัดชายกระโปรงก้าวพรวดเข้ามาในสวนผมยาวถูกรวบขึ้นมีเส้นผมหลุดออกมาจากความรีบร้อนหลายเส้น หอบหายใจถี่สองแก้มแดงจัดเพราะเร่งฝีเท้ามาโดยมิได้พัก
"ฟ่านหรู เกิดอะไรขึ้นหรือ" อิงหลานเอ่ยพลางขยับตัวออกไปรับ หน้านิ่งขรึมของหลี่ผินก็หันมามองด้วยสายตาสงสัย
ฟ่านหรูค้อมตัวเร็วแล้วเอ่ยเสียงตื่นตระหนก "หม่อมฉันได้ยินมาว่า..ฝ่าบาทรับองค์หญิงสามกงเจาอวี่จากเฉาหนานให้รั้งอยู่ที่ต้าเหว่ยเพคะ!"
ปลายกระบี่ในมือหลี่ผินสะบัดค้างนางหยุดท่วงท่าลงทันที แล้วลดกระบี่ลงช้าๆ มือเรียวยาวที่สวมปลอกข้อมือมีรอยเหงื่อไหลซึมแผ่ว
"รับมาอยู่ที่ว่าคืออะไรหมายความว่าอย่างไร"น้ำเสียงของหลี่ผินเรียบนิ่งทว่าในสายตากลับไม่อาจปิดซ่อนความสงสัยได้มิด
"หม่อมฉันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดเพคะได้ยินเพียงว่าองค์หญิงสามรั้งอยู่เพียงผู้เดียว ส่วนคณะทูตเฉาหนานจะเดินทางกลับในอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลังนอกนั้นล้วนเป็นข่าวลือ ข่าวลือทั้งนั้นเพคะ.." ฟ่านหรูกล่าวอย่างร้อนรนใบหน้าซีดเซียว นางหายใจถี่อีกครั้งแล้วเร่งเล่าต่อ
"บางคนว่าอาจเกี่ยวกับการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นจินหยางของเราอาจกำลังจะผูกสัมพันธ์กับเฉาหนานด้วยการแต่งงานก็เป็นได้เพคะ" มือที่เพิ่งเก็บกระบี่ของหลี่ผินกระตุกเล็กน้อยดวงตาคู่นั้นยังสงบนิ่งทว่าแววตาเยือกเย็นขึ้นถนัด
อิงหลานที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหลุดอุทานเสียงแผ่ว "แต่งงาน? แต่งกับใครกันหรือ?" น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความสงสัยและความร้อนใจที่เพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม
"ข้าก็ไม่รู้ ข้าได้ยินมาเท่านี้จริงๆ" ฟ่านหรูรีบส่ายหน้าเร็วตอบอิงหลานสีหน้าเหมือนใครเอาหอกจ่ออยู่กลางอก "แต่..ถ้าจะเชื่อมสัมพันธ์ก็ต้องให้คนสำคัญแต่งกับคนสำคัญ ขอเพียงอย่าให้ฝ่าบาทรับองค์หญิงสามมาเป็นชายาเป็นคนอื่นในราชวงศ์แทนก็พอแล้ว อามิตตาพุทธๆ" แล้วนางก็ยกมือขอพรจากฟ้าดิน
ประโยคนั้นกระแทกเข้าใจกลางใจของหลี่ผินราวกับพายุโหมพัดกลางทะเลทรายขอบฟ้าอันแจ่มใสตอนสายกลายกลับดูมัวหม่นในห้วงคิดของนาง
ดวงตาของหลิวชิงเซียงค่อยๆก้มลง หลุบเปลือกตาอย่างครุ่นคิด ภาพใบหน้าขององค์หญิงสามซึ่งนางเคยเห็นผ่านมาระหว่างพิธีรับรองและงานเลี้ยงต้อนรับเข้ามาในความคิดหญิงสาวจากเฉาหนานนางนั้นงามอย่างมีเอกลักษณ์ ผิวสีขาวนวลเนียนกระจ่างริมฝีปากแดงสดเหมือนผลฝานเยี่ย ฉลาดหลักแหลมและมองผู้อื่นอย่างรู้เท่าทัน มิใช่สตรีทั่วไปแน่นอน
‘ถ้าไม่ใช่ฝ่าบาท แล้วจะเป็นใครอีกเล่า..คนที่มีศักดิ์พอรับองค์หญิงจากต่างแคว้นเข้าจวนได้โดยไม่ให้เกิดข้อครหาความไม่เหมะสมได้อีก ก็มีเพียง..’
“เฉียนอ๋องหรือ?” หลี่ผินเอ่ยแผ่วเบาแต่แววตาไม่เบาบางแม้แต่น้อย คิ้วเรียวยาวขมวดชิดกันเล็กน้อยหัวใจพลันแน่นขึ้นดั่งถูกก้อนหินทับอยู่กลางอก
เฉียนอ๋องโม่เหวินจื่อ..ผู้ซึ่งมีบุคลิกสงบเยือกเย็นแต่ซ่อนความเฉลียวฉลาดหลักแหลมไว้ภายในแม้ตนจะไม่รู้แน่ชัดว่าองค์ชายสองจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนผู้นี้คิดอย่างไรกับหลี่เสวี่ยแต่ก็ใช่ว่าไม่รู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้นที่เคยมองสหายนางอย่างแฝงความหมายอยู่เงียบๆ
หากองค์หญิงสามผู้นั้นได้แต่งกับเฉียนอ๋องความหมายเบื้องหลังจะมากมายเพียงใด ก็จะเป็นการตัดชะตารักด้ายแดงของหลี่เสวี่ยทันที
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเบาๆเหมือนให้ทุกคนคลายกังวล ฟ่านหรูก้มหน้าเงียบไม่พูดอีกคำอิงหลานเองก็เพียงกำชายเสื้อแน่นพลางมองนายหญิงของตนอย่างกังวล
"ไปเถิด พวกเจ้าไปพักข้าจะซ้อมอีกสักครู่"เสียงนางเรียบแต่แผ่วลงราวกับสายธารที่ค่อยที่ไหลลงห้วงลึก
อิงหลานกับฟ่านหรูแม้ไม่อยากทิ้งนายหญิงไว้เพียงลำพังแต่เมื่อสบแววตาเย็นชานั้นก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้แต่โค้งตัวแล้วถอยหลังจากไปอย่างเงียบงัน
ช่วงสายของหลายวันถัดมาที่ท้องฟ้าโปร่งใสไม่มีฝนอากาศเย็นสมเป็นฤดูสารท ภายในตำหนักฟู่ตงดูสงบเงียบกว่าทุกวันเสียงนกร้องประสานกันเป็นระยะบนกิ่งต้นไม้ที่เปลี่ยนสีอยู่ริมศาลา
หลี่ผินในชุดสีครามนั่งอยู่ใต้ชายคาศาลาเล็กเวลาผ่านมาเกือบสองเดือนนับแต่เหตุการณ์ในเขาล่าสัตว์ราวกับเงามืดที่เคยปกคลุมกำลังเลือนรางหายไปทีละชั้นแม้ข่าวคราวขององค์หญิงสามยังไม่กระจ่างแต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ใดกระเพื่อมให้เห็นชัดเจนพรุ่งนี้คณะทูตเฉาหนานจะออกเดินทางกลับแล้ว ส่วนนางก็ยังอาศัยอยู่ในวังและยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
‘ฮ่องเต้จะจัดการอย่างไรกันแน่หรือว่าทรงมีแผนในใจอยู่แล้ว แต่ยังไม่เอ่ยออกมา’ ขณะที่ความคิดวนเวียนอยู่ในหัวเสียงร้องเรียกรับราชโองการก็ดังขึ้นจากลานหน้าตำหนักอย่างกะทันหัน
"หลี่ผิน รับราชโองการ!"
เสียงขันทีดังแว่วก้องกังวานทั่วตำหนักหลิวชิงเซียงสะดุ้งเล็กน้อย รีบลุกขึ้นยืนโดยมีฟ่านหรูกับอิงหลานช่วยจัดชายกระโปรงจากนั้นก็เร่งสาวเท้าไปยังลานด้านหน้าสีหน้าแม้สงบนิ่งแต่ในใจกลับเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
ในลานหินอ่อนมีเหล่าขันทีและนางกำนัลตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบหลี่ต้ากงในชุดคลุมยาวสีเขียวก้มหน้าถือพระราชโองการบนผืนแพรทองไว้ในมือ
หลิวชิงเซียงคุกเข่าลงฝ่ามือแนบพื้นเยียบเย็นท่ามกลางความเงียบงันนั้นเสียงของหลี่ต้ากงก็เริ่มต้นขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกังวาน
"ราชโองการเทียนหลงฮ่องเต้แห่งจินหยาง" เสียงของหลี่ต้ากงก้องชัดถนัดถนี่จังหวะช้าและมั่นคง "มอบแก่หลี่ผินแห่งตำหนักฟู่ตง สตรีผู้เฉลียวฉลาดหาญกล้า มิยอมพ่ายต่อโชคชะตา มีสติไหวพริบชาญฉลาด มิหวั่นต่ออันตรายในยามศึกมิได้ลังเลสละตนเข้าสู่กลางภัย สร้างคุณความดีอุทิศกายปกป้องราชบัลลังก์ด้วยความภักดี ทั้งยังเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนสุภาพงามสง่า นำเกียรติมาสู่ตำหนักฝ่ายใน"
เสียงของหลี่ต้ากงหยุดชั่วครู่ก่อนจะอ่านต่อด้วยถ้อยคำที่ปลุกหัวใจให้สั่นสะเทือน
"สมควรแก่การเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเฟยแห่งจินหยางและด้วยเหตุว่าสตรีผู้นี้ดวงชะตาสมพงศ์ เสริมหนุนชะตาบัลลังก์สมควรเคียงข้างฐานันดรจักรพรรดิ จึงประทานนามว่า ‘ชิง’ หมายถึงบริสุทธิ์สงบ อ่อนโยนสง่างามและมั่นคง เพื่อเป็นสิริมงคล ประกาศโดยทั่วกัน ชิงเฟย"
คำสุดท้ายกล่าวจบห้วงบรรยากาศรอบกายเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ
หลิวชิงเซียงชะงักงันในท่าคุกเข่าดวงตาคู่งามเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว ราวไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ทั้งราชโองการทั้งนามใหม่ ทั้งฐานันดรที่ไม่แม้แต่คิดจะไขว่คว้า
หลิวชิงเซียงโน้มตัวลงกราบรับราชโองการริมฝีปากขยับเบาๆ รับพระมหากรุณาธิคุณ แต่ในใจกลับหวาดกลัวครู่หนึ่งความคิดสับสนและพัดโหมเข้าใส่ไม่หยุด
เฟย..ชิงเฟย เพียงตำแหน่งเดียวก็เปลี่ยนทุกอย่าง จากเริ่มสนมตำแหน่งเล็กที่อยู่ท้ายวังกลายเป็นหนึ่งในสตรีชั้นสูงสุดของวังหลวงฟ่านหรูกับอิงหลานที่ยืนอยู่ข้างหลังนางต่างตาแดงระเรื่ออย่างกลั้นน้ำตาไม่อยู่โค้งคำนับตามพิธีพร้อมเปล่งเสียงถวายพระพรตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัด
หลังจากรับราชโองการเสร็จสิ้นนางก็ลุกขึ้นด้วยสีหน้าเรียบสนิท ตกรางวัลแก่เหล่าขันทีและนางกำนัลแต่หัวใจกลับยังหนักอึ้งราวหินใหญ่ทับอกแม้ยามยิ้มให้ฟ่านหรูก็ยังแฝงด้วยความแปลกแยกบางอย่างในดวงตา
เมื่อยามบ่ายคล้อยไปแสงแดดอ่อนลงสีทองทอดเงายาวลงบนพื้นศิลา เกิดเป็นลวดลายระยับเคลื่อนไหวตามแสงที่เปลี่ยนเสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นตรงประตูด้านข้าง ตรงจังหวะกับที่นางนั่งพิจารณาราชโองการบนผืนแพรอยู่คนเดียวในศาลาด้านหลัง
“เจ้ามัวครุ่นคิดอยู่หรือ?” น้ำเสียงต่ำทุ้มที่เอ่ยเรียบๆแต่สั่นแผ่วเข้าถึงหัวใจ
หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้นเห็นโม่เหวินหานในชุดคลุมเรียบลายเงาน้ำเดินตรงเข้ามา ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มบางแต่นัยน์ตานิ่งสงบพอเห็นว่านางไม่มีทีท่าปฏิเสธเขาก็กล่าวต่อ “แสงยามเย็นกำลังดี ตอนนี้อากาศก็ไม่หนาวจนเกินไป..ออกไปเดินเล่นที่อุทยานด้วยกันสักครู่ดีหรือไม่?”
นางจ้องเขาอยู่ชั่วครู่ก่อนพยักหน้าเบาๆ“ดีเพคะหม่อมฉันก็มีเรื่องอยากสนทนาอยู่เหมือนกัน” ถ้อยคำนั้นเหมือนสายฝนหล่นลงในแอ่งน้ำที่เงียบงัน
โม่เหวินหานยื่นมือให้โดยไม่เอ่ยอะไรอีกหลิวชิงเซียงลังเลครู่หนึ่งจึงวางมือลงบนมือของเขาแล้วลุกขึ้นเดินเคียงข้างกันออกจากศาลาไปอย่างเงียบเชียบ
เสียงฝีเท้าของทั้งสองดังก้องเบาๆไปตามแนวทางเดินหินที่เรียงเป็นระเบียบทอดยาวเข้าไปในอุทยานด้านในซึ่งร่มรื่นด้วยเงาไม้หลากชนิดและม่านทึบของไม้พุ่มสีเขียวเข้มที่ตัดเป็นแนวตลอดสองข้างทางทำให้บรรยากาศในอุทยานเหมือนถูกแยกออกจากความวุ่นวายทั้งปวงในวังหลวง
โม่เหวินหานเดินอยู่ข้างนางสีหน้าเรียบขรึมอย่างเคย แต่ฝีเท้าสม่ำเสมอและท่าทีไม่เร่งเร้าทิ้งระยะให้ข้ารับใช้ที่ตามมาห่างออกไปพอประมาณ พอให้บทสนทนาของเขาและนางมีเพียงกันและกัน
"เจ้าคงมีคำถามมากมาย" เขาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเสียงทุ้มของเขามั่นคง ฟังแล้วเหมือนเป็นถ้อยคำที่คิดมาแล้วเนิ่นนาน "แต่ส่วนหนึ่งเราก็คิดว่าเจ้าพอมองคำตอบออกอยู่ก่อนแล้ว"
หลิวชิงเซียงเดินเคียงเขามือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า ปลายนิ้วเย็นเล็กน้อยเพราะอุณหภูมิที่ลดลงตามฤดูแต่ใจของนางกลับร้อนระอุอยู่ข้างใน สายตาไม่ได้หันไปมองเขา เพียงพยักหน้ารับเบาๆพร้อมเสียงตอบในลำคอ ก่อนเอ่ยคำถามแรกอย่างราบเรียบ "พระองค์รู้อยู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่ว่าในพิธีล่าสัตว์จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น"
โม่เหวินหานหันหน้ามามองนางครู่หนึ่งแววตาอ่านไม่ออกนัก แต่แววสำนึกที่ลึกซึ้งคล้ายซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งเงียบท้ายที่สุดเขาจึงเอ่ยเสียงหนักแน่น "รู้..แต่ก็แค่เพียงเจ็ดแปดส่วนเท่านั้น"
เขาหยุดเดินพร้อมกับนางทั้งสองยืนอยู่กลางแนวทางเดินซึ่งล้อมรอบด้วยต้นลี่จือที่เริ่มออกผลห้อยระย้าอยู่ตามกิ่งใบไม้แซมแซวกันอยู่เหนือศีรษะ
"ส่วนที่เกิดขึ้นกับเจ้า..เราไม่มีเวลาเตรียมรับมือให้ดีพอจึงเสี่ยงเช่นนั้น"น้ำเสียงของเขาแม้สงบแต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ฟังแล้วราวกับคลื่นใต้น้ำ
หลิวชิงเซียงมองเขานิ่งก่อนจะถามคำถามต่อไปอย่างไม่อ้อมค้อม "และที่ไม่ยอมยกเลิกเพราะพระองค์ตั้งใจจะใช้เหตุการณ์นั้น..เป็นส่วนหนึ่งสร้างความชอบให้หม่อมฉันหรือเพคะ?"
คำถามของนางเปรียบได้กับเข็มเล่มเล็กที่ปักลงในใจตรงๆสีหน้าของโม่เหวินหานเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก่อนเงียบไปชั่วอึดใจแล้วจึงตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมา
"ใช่" ถ้อยคำนั้นหนักแน่น และจริงใจไม่มีถ้อยคำฟุ้งฝันหรือซ่อนนัยให้หลีกเลี่ยง "และทั้งที่เราก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคงคิดว่าฐานะใดๆก็ไม่สำคัญ"เขาหันมามองนางเต็มตาอีกครั้งสายตาคมของเขาจ้องลึกเข้าไปในแววตาของนางจนแทบจะทะลุถึงในใจ "แต่เราปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้"
หลิวชิงเซียงถอนหายใจแผ่วๆแววตาฉายแววครุ่นคิดและขุ่นมัวบางส่วนคำถามที่ผุดขึ้นในใจหลายวันได้ไหลทะลักออกมาอย่างอดกลั้นไม่ไหว "พระองค์คิดจะให้หม่อมฉันก้าวสูงไปถึงไหนกันหรือเพคะ?"
น้ำเสียงของนางเรียบแต่จริงจังเต็มเปี่ยมราวกับถักทอจากข้อสงสัยที่ค้างอยู่ในอกนานนับเดือน
โม่เหวินหานมองหน้านางอีกครั้งสายตานิ่งขึ้น ริมฝีปากขยับตอบช้าๆ ทีละถ้อยคำ "เจ้าคงชอบอยู่สงบๆ ไม่วุ่นวายไม่ได้ต้องการอำนาจ แต่เราต้องการให้เจ้าอยู่เคียงบัลลังก์..คู่มังกร"
ประโยคนั้นดังชัดเข้าในหัวใจของหลิวชิงเซียงนางนิ่งงัน ไม่กล้าตอบโต้ ราวกับเวลาหยุดหมุนชั่วขณะ คำว่า "คู่มังกร" เปรียบเสมือนประตูที่ไม่เคยนึกฝันจะเปิดออกตรงหน้าคู่บัลลังก์มังกรไม่ใช่ว่าจะต้องถึงขั้นสวมมงกุฎหงส์หรอกหรือ?
ความคิดพลันแล่นเข้ามานางหันไปสบตาเขาอย่างตื่นตระหนก รีบส่ายหน้าน้อยๆราวกับต้องการสลัดข้อกล่าวหาที่หนักหนานั้น "หม่อมฉันไม่เหมาะ..ไม่คู่ควรกับตำแหน่งสูงส่งเช่นนั้นเพคะ"
โม่เหวินหานไม่ได้ตอบในทันทีแต่สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างประหลาดใบหน้าคมสันนิ่งเฉยคล้ายกำลังวางหมากอย่างรอบคอบ แววตายังคงจ้องนางไม่กะพริบความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งจนหลิวชิงเซียงต้องเบนสายตาหลบลงต่ำพลางขบเม้มริมฝีปากบาง
ชายหนุ่มทอดถอนลมหายใจเบาๆคล้ายยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นที่คุ้นเคยของนาง "เจ้าก็ยังเป็นเจ้า แต่ไว้ถึงเวลานั้นเจ้าค่อยตัดสินใจแล้วกัน" คำพูดของเขาเหมือนคลายโซ่ตรวนออกจากความกังวลของนางบางส่วนก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหันเสียงของเขานุ่มลงเมื่อกล่าวต่อ "พรุ่งนี้คณะทูตเฉาหนานจะกลับแล้ว ในฐานะชายาเจ้าอยากจะออกไปส่งขบวนกับเราดีไหม"
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างเล็กน้อยใบหน้าที่เพิ่งเห่อร้อนยิ่งแดงระเรื่อขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำว่าชายานางหันกลับมาจ้องเขาเต็มตา ราวกับได้ยินเรื่องไม่น่าเชื่อ "ได้ออกไปนอกวังหรือเพคะ" ดวงตาคู่นั้นเป็นประกาย
"ทำไมจะไม่อยากไปเล่าเพคะไปด้วยแน่นอน"ถ้อยคำตอบรับของนางเปี่ยมด้วยความยินดีอย่างเปิดเผย
โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอแววตาอ่อนลงอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนออกเดินไปข้างหน้าช้าๆ โดยที่นางก็ก้าวตามทันที
ระหว่างที่ฝีเท้าของทั้งสองเดินเคียงกันไปเงียบๆหลิวชิงเซียงคล้ายจะนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่งนางเหลือบตามองเขาเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงเรียบ "มีอีกเรื่องที่หม่อมฉันใคร่รู้..จะถามอีกสักเรื่องได้หรือไม่เพคะ"
โม่เหวินหานพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด
นางเอียงหน้ามาเล็กน้อยน้ำเสียงของนางทอดอย่างแผ่วเบา "องค์หญิงสามแห่งเฉาหนาน..รั้งอยู่ที่ต้าเหว่ยในฐานะใดกันเพคะ"
โม่เหวินหานตอบคำถามนั้นโดยไม่ลังเลใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความหนักใจเหมือนก่อนหน้านี้คล้ายไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรที่นนางจะรู้ "ฐานะตัวประกัน"