ทริสตันส่งจดหมายสั่งงานเพิ่มเติมให้ทั้งสี่คนนำไปเปิดอ่านหลังจากนี้ เมื่อสิ้นเสียงสั่งความ ทุกคนต่างน้อมรับคำบัญชาก่อนจะทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง แล้วจึงก้าวเดินออกจากห้องไปท่ามกลางความเงียบ
เบียทริซแสดงสีหน้าลังเล ท่าทีอึกอักคล้ายมีเรื่องในใจแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก ทริสตันที่ลอบสังเกตอยู่เห็นดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“หืม เป็นอะไรไปล่ะถึงทำหน้าตาแบบนั้น?” ทริสตันเอ่ยเย้า “อยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ อย่าลืมสิว่าตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงของเราแล้ว... ขอแค่ไม่ใช่ความลับขั้นสุดยอดจริง ๆ มีอะไรที่เราจะบอกเธอไม่ได้กันล่ะ”
พูดจบเขาก็ขยับเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง พลางลูบศีรษะเธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน
ความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้นัยน์ตาคู่สวยเริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาจนแดงก่ำ หญิงสาวนิ่งไปเพื่อปรับความรู้สึกที่กำลังตีกันอยู่ภายใน เมื่อควบคุมน้ำเสียงได้แล้ว เธอจึงเอ่ยถามเสียงเบา
“ทำไมจู่ ๆ น้องสาวของนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ... แล้วใครกันที่เป็นคนบงการส่งพวกมันมาไล่ล่าเธอ?”
“เรื่องคนบงการ... ตอนนี้เรายังให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้ คงต้องรอเค้นความจริงจากพวกที่ถูกจับมาก่อน ส่วนเรื่องที่น้องสาวของฉันมาอยู่ที่นี่ เป็นความตั้งใจของเราเอง จากข่าวที่ได้รับมา ถ้าปล่อยให้เธออยู่ที่วิทยาลัยต่อในสถานการณ์แบบนี้... มันก็เสี่ยงเกินไป ไม่ต่างอะไรกับการรอความตาย”
คำตอบนั้นทำเอาเบียทริซหน้าถอดสี แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อจนต้องเอ่ยปากถามเสียงสั่นพร่า
“ทริสตัน... มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่นั่นคือวิทยาลัยรอยัลซันสโตนเลยนะ! มันมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกวดขัน บุคลากรวิทยาลัยทุกคนก็ถูกคัดสรรมาอย่างเข้มงวด ใครจะกล้าอาจเอื้อมลงมือแบบนั้นที่นั้น อีกอย่าง... น้องสาวของนายก็เป็นถึงแก้วตาดวงใจขององค์ราชาวินด์สเกล หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ มีหรือจะไม่เป็นชนวนเหตุให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต?”
ทริสตันฟังแล้วทำได้เพียงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม
“เบียทริซ... แสดงว่าเธอคงยังไม่รู้เรื่องที่ฉันโดนลอบวางยาพิษหมายเอาชีวิต ถึงในวิทยาลัยเลยสินะ?”
คำตอบนั้นทำเอาใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวไร้สีเลือด หัวใจดิ่งวูบด้วยความตื่นตระหนก เธอมองจ้องสบสายตาจริงจังของชายหนุ่มตรงหน้า... เพราะเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ เธอเพิ่งจะได้ยินจากปากเขาเป็นครั้งแรกเมื่อครู่นี้เอง
เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดของอีกฝ่าย ทริสตันก็ใจอ่อนลงในที่สุด น้ำเสียงของเขาเบาลงยามเอ่ยต่อ
“จริงอยู่ว่าเราอาจไม่ใช่ลูกรักขององค์ราชาวินด์สเกล แต่ถึงอย่างไรเราก็ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกชายของราชาแห่งดินแดนคนหนึ่ง หากต้องมาตายตกไป... ย่อมต้องกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาแน่ ทว่าถึงจะเป็นอย่างนั้น ฝ่ายตรงข้ามกลับกล้าลงมือโดยไม่สนใจเรื่องนี้เลยสักนิด”
“เบียทริซ… จักรพรรดิธีโอดอร์ที่แปดทรงชราภาพมากแล้ว” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ทว่าทอดจังหวะเนิบนาบชวนให้ใจหาย
“เหล่าพวกที่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ที่คิดจะปีนป่ายขึ้นตำแหน่งนี้... พวกเขาก็ต้องดิ้นรนสร้างเรื่องราวใหญ่โต เพื่อลิดรอนกำลังของฝั่งตรงข้าม หรือไม่ก็หาทางให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างตัวผู้ช่วยและคนที่พวกเขาหนุนหลัง”
สายตาคมกริบคู่จับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ตรึงเธอไว้กับทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากปาก ใบหน้าของเบียทริซซีดขาวลงไปอีก เม็ดเหงื่อผุดซึมจนชุ่มโชกทั่วดวงหน้าด้วยความพรั่นพรึง
“เฮ้อ… เบียทริซ ศึกสายเลือดของพวกราชวงศ์ธีโอดอร์ในแต่ละรุ่นมันเคยปรานีใครที่ไหนกัน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอน
“รุ่นก่อนก็รบราฆ่าฟันกันเนิ่นนานกว่าจะได้ผู้ชนะ ระหว่างนั้นผู้คนล้มตายกันไปตั้งเท่าไหร่… แล้วมาดูที่รุ่นปัจจุบันกลับมีผู้ท้าชิงถึงเจ็ดคน แถมแต่ละคนก็มีขุมกำลังหนุนหลังต่างกันไปหมด เราเองยังไม่แน่ใจเลยว่าราชาวินด์สเกลเลือกยืนอยู่ข้างไหน เพราะต่อหน้าผู้คน เขาวางตัวเป็นกลางได้อย่างไร้ที่ติ… แต่เบื้องลึกเบื้องหลัง ใครเล่าจะหยั่งรู้?”
พูดจบเขาก็ส่ายหน้าเบา ๆ พลางระบายลมหายใจยาวราวกับอยากจะปัดเป่าความกังวลอันหนักอึ้งนั้นออกไป
คำบอกเล่าเหล่านั้นทำให้สมองของเบียทริซขาวโพลนและมึนชาไปหมด เธอพยายามยึดเหนี่ยวสติที่กระจัดกระจายอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงที่สั่นเครือเอ่ยถามออกไป “ถะ…ถ้าอย่างนั้น พ่อของฉันเองก็มีคนที่เลือกหนุนหลังแล้ว...อย่างนั้นหรือ?”
“เรื่องนี้ตอบยาก” เขาเปรยพลางนัยน์ตาไหวระริก “เราไม่ได้รู้จักราชาเวสตันเป็นการส่วนตัว แถมยังไม่เคยส่งสายสืบเข้าไปแทรกซึมทางนั้นเลยด้วย… ตอนที่เธอพูดคุยกับเขา พอจะจำได้ไหมว่าเขาเคยหลุดปากชื่นชมใครเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า?”
หญิงสาวยืนนิ่งพลางย้อนนึกถึงอดีต คิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ “เท่าที่จำได้...ไม่เคยมีใครได้รับคำชมเป็นพิเศษนะ” เธอนิ่งไปนิดก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อยคล้ายเพิ่งตระหนัก “ไม่สิ! ต้องบอกว่าท่านพ่อปิดปากเงียบ และไม่เคยหยิบยกเรื่องการเมืองพวกนี้มาพูดต่อหน้าฉันเลยต่างหาก”
ทริสตันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้… ต่อให้เป็นลูกแท้ ๆ เขาก็คงไม่อยากให้เธอต้องมารับรู้หรือเอาตัวเข้ามาพัวพันด้วยหรอก”
เขาเว้นจังหวะ สายตาที่มองมาทอประกายหม่นแสงลง “แต่...ก็อย่างที่เราบอกไป อีกไม่นานนักบ้านเมืองคงไม่อาจรักษาความสงบสุขเช่นที่เป็นอยู่ได้อีกแล้ว เธอเองก็ต้องเตรียมใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ด้วย เพราะแม้แต่ตัวเราในอนาคตก็จะ…”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เบียทริซก็ชะงักงันไป สายตาพลันสะดุดเข้ากับสีหน้าท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจนปิดไม่มิด นี่มันคือภาพลักษณ์ของผู้ที่มีความทะเยอ... ความคิดของเธอยังไม่ทันจบประโยคดี ความจริงบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัวทำเอาเธอเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ หญิงสาวหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ มันจะเป็นไปได้อย่างไร? สิ่งที่เธอเพิ่งคิด...จะเป็นความจริงหรือ?
ชายหนุ่มยิ้มบาง ท่าทางที่แปรเปลี่ยนของหญิงสาวเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าแผนการของเขาไม่อาจเป็นความลับได้อีกต่อไป สายตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเรียบขรึม หรี่ลงมองเธออย่างจับสังเกต
“เบียทริซ… หากไม่อยากให้ใครหน้าไหนมากดขี่รังแก วิธีเดียวคือเธอต้องครอบครองอำนาจ... อำนาจที่มากล้นจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ในชีวิตนี้ของเราจะไม่ให้มีใครหน้าไหนมาสั่งการหรือบงการได้ทั้งนั้น”
น้ำเสียงของเขาเรียบสนิททว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ สีหน้าเคร่งขรึมลงจนดูไร้ความรู้สึกจ้องมองไปที่หญิงสาวตรงหน้า ขณะที่หมัดทั้งสองข้างกึ่งแน่นจนสั่นระริก “เชื่อว่าวินาทีนี้เธอคงประจักษ์ถึงจุดประสงค์ของเราแล้ว... งั้นเราผู้นี้จะให้ทางเลือกสองทางกับเธอ”
“ทางเลือกแรก… เราจะส่งเธอกลับดินแดนเวสตัน เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วเธออยากจะทำอะไร หรืออยากจะป่าวประกาศเรื่องของเราให้ใครฟัง ก็เอาที่สบายใจ ส่วนทางเลือกที่สองคือ เธอต้องยอมสยบและทุ่มเทช่วยเหลือเราอย่างสุดกำลัง ทั้งขุมกำลังทหาร ทรัพย์สิน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอครอบครองต้องตกเป็นของเราทั้งหมด…
แต่เราขอเตือนไว้ก่อนนะเบียทริซ หากเลือกข้อสองนี้ ในวันข้างหน้าเราอาจต้องทำศึกกับราชาเวสตันที่เป็นพ่อของเธอ หรือแม้แต่กับพี่น้องและคนรู้จักของเธอเอง และเมื่อวันนั้นมาถึง เธอก็ยังต้องยืนหยัดเคียงข้างและช่วยเหลือเราอย่างเต็มความสามารถโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น… เธอจงตรองดูให้ดีก่อนจะให้คำตอบ”
พูดจบเขาก็จ้องมองร่างตรงหน้าด้วยสายตาที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำ ไร้ซึ่งกระแสอารมณ์ใด ๆ หลังจากนี้ไม่ว่าเธอจะเลือกเดินไปบนทางเลือกไหน มันก็เป็นสิทธิ์ของเธอแล้ว
ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นหลุดจากปาก เบียทริซกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงนั่นดังสนั่นจนทริสตันถึงกับชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจแกมสับสน... นี่เธอยังไม่ได้เสียสติไปจริง ๆ ใช่ไหม?
“ทริสตัน วินด์สเกล… ฉัน เบียทริซ เวสตัน เคยลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะอยู่เคียงข้างนายไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข” เสียงหัวเราะของเธอเลือนหาย เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังจนน่ากลัว
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สำหรับฉันมันยังจะมีหนทางอื่นให้เลือกอีกอย่างนั้นหรือ? หากนายยังกังขาและไม่เชื่อใจฉันล่ะก็… เรามาทำ ‘สัญญาสาบานเทเรนอส’ กันเลยไหม!”
ถ้อยคำเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวจุดประกายความอบอุ่นสายหนึ่งขึ้นในอกของชายหนุ่ม แววตาคมอ่อนแสงลงก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น
“เบียทริซ… ในวันข้างหน้าเรากับพ่อของเธออาจต้องรบราฆ่าฟันกันเองบนสมรภูมิ เธอจะยอมรับความจริงอันโหดร้ายข้อนี้ได้จริง ๆ น่ะหรือ? ลองตรองดูให้ดีก่อนเถอะ… คำตอบสำหรับทางเลือกที่เราหยิบยื่นให้ เธอไม่จำเป็นต้องรีบด่วนให้คำตอบตอนนี้ เอากลับไปคิดทบทวนให้รอบคอบก่อนเถอะ”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ ในใจยังคงกังขาว่าคำตอบเมื่อครู่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของเธอหรือไม่ หากเธอใช้เหตุผลตรึกตรองและมีเวลาทบทวนมันอย่างถี่ถ้วน คำตอบนั้นจะยังคงแปรเปลี่ยนเป็นอื่นหรือเปล่า… ส่วนเรื่องสัญญาสาบานเทเรนอสที่เธอเพิ่งหลุดปากออกมานั้น เพียงแค่เขาจินตนาการถึงสิ่งที่จะตามมา ความเยือกเย็นก็แล่นพล่านจนขนลุกชันไปทั่วทั้งกาย
เบียทริซส่ายหน้าช้า ๆ น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนเป็นเข้มลึกและจริงจัง “ทริสตัน… ฉันผ่านการครุ่นคิดมาอย่างดีที่สุดแล้ว และจะไม่มีวันเสียใจกับหนทางที่เลือกนี้อย่างแน่นอน” ระหว่างที่ลั่นวาจา ดวงตาคู่สวยทอดประสานกับนัยน์ตาของเขาอย่างไม่ยอมลดละ ฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจนยากจะสั่นคลอน
เมื่อทริสตันได้ประจักษ์ถึงการยืนยันอันหนักแน่นไร้ความลังเลของหญิงสาว เขาจึงพยักหน้ารับอย่างยอมจำนนในความดื้อรั้นนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยตอบพลันเปี่ยมด้วยพลังสายหนึ่ง ขณะมองเธอด้วยสีหน้าแห่งความเชื่อมั่น
“เบียทริซ เวสตัน… ในนามของเรา ทริสตัน วินด์สเกล ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องและดูแลเธอด้วยชีวิต ส่วนเรื่องของราชาเวสตันนั้น เราจะยึดการเจรจาเป็นหนทางหลักก่อนเสมอ… ในวันข้างหน้า เธอจะไม่มีวันต้องนึกเสียใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้เด็ดขาด”
สิ้นคำปฏิญาณอันหนักแน่น เขาขยับกายเข้าใกล้ก่อนจะก้มลงประทับจูบที่ริมฝีปากของเธออย่างนิ่มนวล ล้ำลึก และเนิ่นนานราวกับจะสลักความรู้สึกทั้งหมดลงไป หลังจากจุมพิตอันยาวนานนั้นผ่านพ้น เบียทริซก็เอ่ยพึมพำออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยทอดมองเขาด้วยกระแสสายตาที่อ้อนวอน
“นี่… ทริสตัน” หญิงสาวเอ่ยกระซิบชิดอกเขา “ฉันมีเรื่องจะขอร้องนายสักอย่างหนึ่ง… นายช่วยรับปากฉันหน่อยได้ไหม?”
ทริสตันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ นึกสงสัยว่าข้อเรียกร้องแบบไหนที่ทำให้เธอต้องแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เปล่งเสียงตอบกลับไป เสียงเปิดประตูห้องก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน...