บทที่ 45 คืนบัตรนักศึกษา
ในที่สุดมู่เผิงก็แบกอันหยู่ขึ้นมาจนถึงชั้นหก ต้องบอกเลยว่าปกติแค่ขึ้นคนเดียวก็ดูสบาย ๆ แป๊บเดียวก็ถึง แต่พอมาแบกคนขึ้นมาด้วยแล้วนี่ เหมือนจะขาดใจตายให้ได้เลย
มู่เผิงวางอันหยู่ลงบนเตียง แล้วตัวเองก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นทันที “ในที่สุดก็พานายขึ้นมาได้ซะที ไม่น่าเชื่อเลยนะ ดูภายนอกนายเหมือนจะบอบบางแท้ ๆ ทำไมหนักชะมัด?”
อันหยู่มองค้อนใส่มู่เผิง ก็แน่ล่ะ ตัวเองเป็นผู้ชายนี่ การจะตัวหนักเป็นเรื่องธรรมดา
อันหยู่มองดูหนังสือสีดำในมือตัวเอง ยังดีที่ไม่มีอะไรเสียหาย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
มู่เผิงเห็นอันหยู่หวงหนังสือขนาดนั้นก็อดถามไม่ได้ “หนังสือเล่มนั่นสำคัญกับนายมากเลยเหรอ? ไม่มีแม้แต่ชื่อหนังสือ เหมือนจะไม่หนังสือธรรมดา ๆ เลยนะ”
อันหยู่วางหนังสือลงข้างตัว “ก็แค่หนังสือธรรมดาเล่มหนึ่ง เป็นของที่คนรู้จักให้มา”
“ใครเหรอ?”
“ตายไปแล้ว”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบขึ้นมาทันที
มู่เผิงไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่เอ่ย “ขอโทษนะ”
อันหยู่ “ไม่ต้องขอโทษหรอก เขาตายไปนานแล้ว ฉันรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย ขอนอนพักก่อนนะ”
มู่เผิงหันไปเห็นอันหยู่พลิกตัวนอนหันหลังให้ ก็หยิบมือถือขึ้นมาโทรขอลาหยุดกับเหลียงซวี่ไปด้วย
“ฮัลโหล อาจารย์เหลียง ใช่ครับ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ผมอยู่ที่หอพักแล้ว โอเคครับ ผมเข้าใจแล้ว”
หลังจากวางสาย เขาก็หันไปมองอันหยู่ที่หลับไปแล้ว ทันใดนั้นมู่เผิงก็ได้ยินเสียงเพลงประหลาดแว่วขึ้นมา อันหยู่เองก็ลืมตาขึ้นมา เพราะครั้งนี้เขาก็ได้ยินเสียงนั้นด้วยเหมือนกัน
มู่เผิงดูเหมือนจะชินแล้ว เขาปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นบน คุ้ย ๆ เตียงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ลงมาเปิดตู้เสื้อผ้าหาของอยู่พักใหญ่แต่ก็ยังหาไม่เจอ
“แปลกแฮะ บัตรนักเรียนของฉันหายไปไหน? ไอ้เจ้าตาเดียว นั่นก็ไม่ยอมส่งข่าวมาเลย ติดต่อก็ไม่ได้ หรือว่าจะโดนใครจัดการไปแล้ว?”
มู่เผิงหันกลับมามองอันหยู่ คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าอาจจะคิดมากไปเอง แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอบัตรนักเรียนตัวเองเลย ทั้งที่หามาครบทุกที่แล้ว
อันหยู่ก็ลุกขึ้นนั่งพอดี
“ตื่นแล้วเหรอ?”
“อืม แค่นอนพักเฉย ๆ นายกำลังหาของอะไรอยู่หรือ?”
มู่เผิงตอบ “ก็บัตรนักเรียนน่ะ นายเห็นไหม?”
อันหยู่วางมือกดลงบนหนังสือสีดำข้าง ๆ แบบเนียน ๆ “บัตรนักเรียนของนายเหรอ? นายคิดว่าฉันจะเห็นรึเปล่าล่ะ? หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
มู่เผิงคิด ๆ แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เป็นความรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย “หรือว่า จะไปหล่นอยู่ที่นั่น? ไม่นะ ไม่น่าโชคร้ายขนาดนั้นหรอก...”
อันหยู่มองดูท่าทางของมู่เผิง ก็เหมือนจะเข้าใจว่าทำไมไป๋อิงถึงชอบแกล้งคน จากที่เห็นท่าทางแบบนี้มันก็น่าสนุกดีเหมือนกัน “นึกอะไรออกแล้วใช่ไหมล่ะ ?”
มู่เผิงส่ายหน้า
“ไม่มีทางหรอก น่าจะตกอยู่ที่ห้องพักนี้แหละ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่มีทางหรอก”
อันหยู่เห็นท่าทางของเขาแล้วก็ยิ้ม เรื่องแบบนี้ยังไงก็ถือว่าสนุกเลยทีเดียว “เห็นเพื่อนคนอื่นเคยบอกว่า ยิ่งพยายามหาของที่หาย ก็ยิ่งหาไม่เจอ แต่ถ้าไม่หาเดี๋ยวมันจะโผล่ออกมาเอง”
มู่เผิงมองอันหยู่ด้วยสายตาครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “จริงเปล่าเนี่ย?”
อันหยู่เห็นว่าเขาไม่เชื่อก็ไม่ใส่ใจ เลยตอบแบบไม่สนใจ “ก็แค่เรื่องที่เพื่อนคนนั้นเคยเล่าให้ฟังน่ะ ตอนนี้นายก็หาไม่เจออยู่ดี ลองหาอย่างอื่นทำก่อนเถอะ”
มู่เผิงพอได้ยินแบบนั้นก็เห็นว่ามีเหตุผล เลยพยักหน้า แล้วปีนขึ้นเตียงไปนอน
พอเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง อันหยู่ได้ยินเสียงกรนเบา ๆ มาจากเตียงชั้นบน เขาก็เปิดหนังสือดำออก หยิบเอาบัตรนักเรียนของมู่เผิงออกมา แล้วแตะลงไปที่ดวงตาเดียวที่อยู่บนบัตร
“ไหนบอกมาหน่อย เจ้านายของนายเมื่อคืนไปที่ไหนมา?”
เจ้าตาเดียวนั้นแสดงท่าทีดื้อดึงอย่างแรง แล้วกลับตอบอย่างแน่วแน่ “หึ! ฉันไม่ทรยศเจ้านายเด็ดขาด!”
อันหยู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นช้า ๆ หยิบบัตรไว้ในมือ แล้วพยุงตัวเดินไปที่หน้าต่าง “แน่ใจนะ ว่าจะไม่พูด?”
“ไม่บอก!”
อันหยู่ยื่นบัตรนักเรียนออกไปนอกหน้าต่าง
“เหวอ! นายจะทำอะไรน่ะ! ฉันไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกนะ! ไม่มีวันทรยศนายของฉันด้วย! ยอมแพ้ซะเถอะ!”
อันหยู่มองตาเดียวนั้นที่เอะอะโวยวาย แล้วปล่อยนิ้วมือที่กุมบัตรออกไปหนึ่งนิ้ว “หนวกหูน่า”
เจ้าตาเดียวพอเห็นอันหยู่ทำแบบนั้นก็เริ่มร้อนรนยิ่งกว่าเดิม “อ๊าก! นายท่านช่วยด้วย! ฉันไม่อยากตกตึกตายนะ!”
อันหยู่ตอบเสียงเรียบเฉย “เจ้านายของนายไม่มีทางตื่นขึ้นมาตอนนี้หรอก จะตอบคำถามฉันแล้วกลับไปหาเจ้านายอย่างปลอดภัย หรือจะเลือกอีกทางหนึ่งดีละ?”
“เลือกอะไร?”
“จะตายแบบไหนดี? ปล่อยให้ลมพัดหล่นลงจนแหลกที่ด้านล่าง หรือจะให้ฉันบีบแกให้แหลกตรงนี้ดี เลือกมา”
เจ้าดวงตาจ้องมองอันหยู่ราวกับเห็นปีศาจ ดูเหมือนอันหยู่จะเริ่มติดนิสัยชอบแกล้งของไป๋อิงเข้าแล้วจริงๆ
“ฉัน...ไม่มีทางพูดหรอก!”
อันหยู่เห็นว่ายังไม่ยอมพูด ก็ปล่อยนิ้วอีกนิ้วหนึ่งออก เจ้าดวงตาพอเห็นแบบนั้นแล้วก็รู้ว่าอันหยู่เอาจริง เลยรีบยอมแพ้ทันที
“เหวอ! อย่านะ! ฉันจะบอกแล้ว แต่ขอร้องอย่าบอกนายของฉันนะ ไม่งั้นเขาต้องด่าฉันตายแน่!”
อันหยู่เห็นว่ามันยอมพูดแล้ว ก็เลยดึงมือกลับเข้ามาในห้องแล้วปิดหน้าต่าง กลับมานั่งที่เตียง “รู้อยู่แล้วว่าเจ้านายของนายจะโกรธ แล้วยังจะกล้าทำแบบนี้อีกเหรอ? ไม่กลัวเขาจะไม่เอานายแล้วหรือไง? แบบนี้จะเรียกว่าทรยศก็น่าจะได้แล้วนะ”
ดวงตานั้นตอบ “ไม่หรอก แบบนี้ไม่เรียกว่าทรยศ ฉันดูออกว่านายเป็นคนดี ถ้าเป็นคนเลวคงจะบีบฉันทิ้งไปนานแล้ว”
อันหยู่มองมันด้วยอารมณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าซื่อหรือโง่ดี “เอาเถอะ ว่ามา เมื่อคืนเจ้านายของนายไปไหนมา?”
“อ๋อ เมื่อคืนเจ้านายฉันออกไปข้างนอก นายก็น่าจะรู้ว่าหอพักนี้มันแปลก ๆ ใช่ไหม?เขตแดนที่ครอบคลุมอยู่ที่นี่น่ะแข็งแกร่งมาก แล้วยังอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว ตอนกลางวันจะอ่อนพลังเพราะไม่มีภูตผี แต่กลางคืนจะรุนแรงเพราะเต็มไปด้วยภูตผี จุดประสงค์ของเจ้านายฉันก็คือไปเสริมพลังพันธะให้แข็งแกร่งขึ้น และกำจัดผีในนั้นให้หมด”
“แค่นั้นเองเหรอ?”
“อื้อ ฉันรู้แค่นี้แหละ เมื่อคืนก็ไปเพื่อเสริมพลังให้เขตแดนนั่นแหละ”
พอฟังจบ อันหยู่ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขตแดนแปลก ๆ พวกนั้นถึงกลายเป็น ‘โลกมิติ’ ไปได้ แต่ยังไงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขตแดนแบบไหนถึงสามารถเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้นได้
ตาดวงนั้นพูดต่อ “เป็นยังไงบ้างล่ะ? ฉันบอกหมดแล้ว เอาฉันกลับไปหาเจ้านายฉันได้แล้วนะ”
อันหยู่จับมันยัดกลับเข้าไปในบัตรนักเรียน แล้วใส่กลับเข้าไปในหนังสือดำ “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวคืนให้แน่”
อันหยู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นดูข้อความจากไป๋อิง ข้อความเขียนไว้ว่า “จัดการเองนะ ถ้าเกิดเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ ฉันถึงจะไปหา ระหว่างนี้ฉวนก็คงจะไม่ได้ไปหานะ”
อันหยู่อ่านแล้วถึงกับพูดไม่ออก บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจไป๋อิงเลยจริง ๆ เขาเองก็แทบจะพิการอยู่แล้ว จะไปจัดการอะไรได้เล่า?
สุดท้ายอันหยู่ก็หมดหนทาง นอนฟังเสียงกรนจากเตียงด้านบน แล้วหยิบหูฟังจากกระเป๋ามาเสียบฟังเพลงแทน อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงบ้า ๆ นั่น
พออันหยู่ตื่นมาอีกทีก็ได้ยินเสียงบางอย่าง แล้วก็เห็นมู่เผิงกำลังจะออกจากห้อง “นายกำลังจะไปไหน?” อันหยู่หยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว
มู่เผิงหันกลับมาตอบ “ฉัน...ฉันว่ากำลังจะไปเข้าห้องน้ำไงล่ะ”
อันหยู่พูด “ฉันจำได้นะว่าโรงเรียนห้ามออกจากหอพักตอนกลางคืน แล้วถ้าถูกจับได้จะถูกหักคะแนนความประพฤติด้วย นายก็น่าจะรู้ดี”
มู่เผิงขยับมือไปด้านหลัง เตรียมจะทำให้อันหยู่สลบ
อันหยู่พอเห็นท่าทีของเขา เลยหยิบหนังสือดำขึ้นมา “มู่เผิง ฉันเคยบอกแล้วว่า ของที่ไม่ต้องหากลับมาเอง” พูดจบก็หยิบบัตรนักเรียนออกมาใบหนึ่ง
มู่เผิงเห็นว่าเป็นของตัวเอง ก็รู้สึกสับสนขึ้นมาทันที
“นายขโมยบัตรนักเรียนฉันไปเหรอ?”
อันหยู่โยนบัตรคืนให้มู่เผิง ก่อนจะหยิบหนังสือดำแล้วลุกขึ้นยืน “ฉันจะขโมยไปได้ยังไง? ลองใช้สมองนายคิดดูสิ นายทำตกไว้เองแล้วฉันก็แค่เก็บมาเท่านั้น แต่ก็ต้องขอบคุณเจ้าตาเดียวของนายด้วย ที่ทำให้ฉันรู้ว่านายจะทำอะไร”
มู่เผิงเห็นท่าไม่ดี เลยเริ่มระวังตัว “แล้วนายต้องการอะไร?”
อันหยู่มองออกไปยังยามค่ำคืนอันมืดมิด เสียงลมหายใจของเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนดังสลับอยู่บนเตียงข้าง ๆ “ไม่ใช่นายเหรอ ที่อยากเจอฉันมาตลอด อยากให้ฉันช่วยนายล่ะ”
มู่เผิงได้ยินแล้วก็รู้สึกงง “นายพูดเรื่องอะไรเนี่ย?”
อันหยู่มองมู่เผิงด้วยสายตาเรียบเฉย “นายอยากให้ฉันเรียกสือชวนมาช่วยนายไม่ใช่เหรอ?”
มู่เผิงมองหน้าอันหยู่ตรง ๆ ด้วยอาการตกใจ “เป็นไปได้ไง...นายยังดูเหมือนเด็กสิบแปดเองนะ”
อันหยู่เจอคนพูดแบบนี้มาหลายครั้งจนชินแล้ว
“ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าฉันฉลาดกว่านาย แล้วก็เป็นเจ้านายของพวกสือชวน แค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”
มู่เผิงถามกลับ “แล้วนายจะช่วยฉันยังไง?”
อันหยู่ตอบ “เขตแดนแบบที่นายเสริมพลังไว้น่ะแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่ตอนนี้มันกลายเป็น ‘โลกมิติ’ ไปแล้ว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้อาจจะเริ่มส่งผลกระทบกับโลกความเป็นจริงได้”
มู่เผิงตกใจ “หา?! งั้นก่อนหน้านี้ที่ฉันเสริมพลังเขตแดนไปคือผิดงั้นเหรอ?!”
อันหยู่ครุ่นคิดขณะพลิกดูหนังสือดำในมือ “ถ้าจะจัดการเขตแดนนี้จริง ๆ ก็ต้องหาว่าต้นตอมาจากไหน ไม่งั้นก็แก้ไม่ได้”
มู่เผิงอธิบาย “เขตแดนนี้น่ะ...เป็นสิ่งที่อาจารย์ของฉันใช้ร่างกายสร้างขึ้นมา ตอนนี้อาจารย์ได้ตายไปแล้ว พลังของเขตแดนเลยอ่อนลง เขาเลยให้ฉันมาจัดการ ฉันก็เลยเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้”
อันหยู่พยักหน้าเบา ๆ “อย่างนี้เองสินะ งั้นตอนนี้ก็ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิ! ตอนนี้มันดึกแล้วนะ...เมื่อคืนฉันเห็นอะไรบางอย่างเกือบตกใจตายเลย มีผีผู้หญิงชุดแดงโผล่มา ไม่รู้ว่าออกมาจากไหน ดีที่แกล้งทำเป็นไม่เห็นเลยรอดมาได้ เกือบไปแล้ว ดีนะที่รอดมาได้”
“ฉันก็เห็นเหมือนกัน แล้วนายได้เห็นภาพวาดที่อยู่บนผนังมั้ยล่ะ?”
มู่เผิงขมวดคิ้ว “ภาพวาด?” เขาส่ายหน้า “ไม่เห็นนะ ตอนนั้นฉันอยู่ในที่ที่เหมือนจะเก่าจนทรุดโทรม พอเดินไปเปิดประตูไปก็กลับมาห้องนอนเฉย โชคดีที่ตอนนั้นหกโมงเช้าพอดี แล้วฟ้าสว่างแล้วด้วย”