แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมขององค์ชายใหญ่หากเป็นไปตามที่หมอหลวงบอกไว้ในทางร้าย เป็นไปได้ที่พระองค์อาจจะสิ้นพระชนม์จากพิษร้ายแรงที่ยาสมุนไพรทั่วไปไม่อาจรักษาได้
ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในวังหลวงมีแต่ความโศกเศร้าและเริ่มหมดความหวังโดยเฉพาะพระชายาหม่านลี่ที่ทรงกันแสงครั้งแล้วครั้งเล่า
บ่ายวันนี้จึงทรงเรียกให้เหม่ยหลินเข้าเฝ้าเพราะหวังว่าคนของจวนสกุลหวางอาจจะได้ทราบข่าวสารใดที่เป็นประโยชน์บ้าง
“หม่อมฉันเพิ่งทราบข่าวจากนายกองกัวไม่นานมานี่เองเพคะนอกจากนี้แล้วก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรอีกเลย แต่หม่อมฉันยังเชื่อว่าทั้งคู่ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยท่านแม่ทัพหวางต้องช่วยองค์ชายใหญ่ได้แน่ๆเพคะ”
ทั้งที่ตนเองก็รู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยแต่จำเป็นต้องเอ่ยในแง่ดีอีกทั้งเพื่อเป็นการให้กำลังใจพระชายาหม่านลี่
“ขอบใจเจ้ามากเหม่ยหลินต่อจากนี้หากเจ้าได้รับรู้ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือแม้ว่าจะประสบปัญหาใดก็ตามเจ้ามาหาข้าที่ตำหนักเฟยหลงได้ทุกเมื่อ”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
หลังจากกล่าวทูลลาพระชายาหม่านลี่แล้ว เหม่ยหลินเดินออกจากตำหนักเฟยหลงด้วยท่าทางเหม่อลอยเมื่อนึกถึงน้ำเสียงเศร้าและสีหน้าอมทุกข์ของพระชายาหม่านลี่ที่มีแต่ความเป็นห่วงพระสวามีช่างแลดูน่าสงสารจับใจ
ส่วนตัวเธอเองก็เป็นห่วงแม่ทัพหวางชุนเทียนไม่แพ้กันแต่จะทำสิ่งใดได้นอกจากรอคอย
จูผิงที่เดินตามหลังมาติดๆเหลือบไปเห็นขบวนเสด็จที่มีทหารและนางกำนัลเดินตามที่นี่คือเขตพระราชฐานที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง จึงเป็นธรรมดาที่เหล่าเชื้อพระวงศ์เดินทางไปมาภายในวังหลวงโดยการประทับภายในเกี้ยวประจำตัว
อดีตที่เคยเป็นนางกำนัลในตำหนักเฟิ่งหวงมาก่อนทำให้จูผิงรู้ได้ทันทีว่าเป็นขบวนเสด็จของเชื้อพระวงศ์ประจำตำหนักเฟิ่งหวงและผู้ที่อยู่ในเกี้ยวนั้นไม่ใช่ใครอื่น
“คุณหนูๆ นั่นขบวนเสด็จขององค์ชายรองเจ้าค่ะ”
เหม่ยหลินได้ยินดังนั้นก็รีบหลีกเข้าข้างทางเตรียมพร้อมรับเสด็จทั้งสองสาวนั่งคุกเข่ากับพื้นก้มหน้าเช่นเดียวกันกับทหารและนางกำนัลละแวกนั้น
ขันทีที่เดินอยู่เคียงข้างเกี้ยวขององค์ชายใหญ่ปรายตามองบรรดาหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างทาง เขาสังเกตเห็นหญิงนางหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมชั้นดีพอมองเสี้ยวหน้าชัดๆก็จำได้ว่าเป็นแม่นางเหม่ยหลินคู่หมายของแม่ทัพหวางชุนเทียน
และเป็นหญิงสาวที่องค์ชายรองเคยหมายปองอยากได้เป็นสนมด้วย!
ขันทีเคาะที่ข้างเกี้ยวพลางทูลให้บุคคลภายในเกี้ยวรู้ว่าเหม่ยหลินนั่งคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเฟยหลง
“อะไรนะ นางอยู่ที่นี่งั้นรึ”องค์ชายทำน้ำเสียงสนอกสนใจ
ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับหญิงสาวที่นี่ เท่าที่รู้มาว่าพระชายาหม่านลี่ทรงเอ็นดูนางอยู่มากจึงมักจะติดตามแม่ทัพหวางมาเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฟยหลงอยู่บ่อยครั้ง
แต่บัดนี้ไม่มีแม่ทัพหวางที่คอยอยู่ข้างกายนางแล้ว ครั้นคิดได้เช่นนั้นก็สั่งการกับขันที
“หยุดเกี้ยว!” เสียงร้องตะโกนของขันทีทำให้เหล่าทหารและนางกำนัลที่ร่วมขบวนเสด็จยืนนิ่งตามคำสั่ง
ทันทีที่ขันทีเปิดผ้าม่านออกรองเท้าผ้าชั้นดีก้าวถึงพื้นและเดินมุ่งตรงไปที่หาหญิงผู้เป็นเป้าหมาย
“ไม่ได้พบกันเสียนานนะแม่นางเหม่ยหลิน”
หญิงสาวชะงักงันกับเสียงทุ้มที่เอ่ยทักทายนั้นรีบประสานมือก้มหน้าติดพื้นเพื่อทำความเคารพ
“ถวายบังคมเพคะ”
“ลุกขึ้นเถิด อย่าพิธีรีตองอะไรเลยข้ารู้ว่าเจ้ายังอยู่ในความโศกเศร้า”
ชายสูงศักดิ์ทำทีเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเป็นใยตั้งแต่เหตุการณ์วันพิธีอำลาของเหล่าหญิงบรรณาการก็ไม่ได้พบดวงหน้าหวานนี้อีกเลยพอได้พบกับนางอีกครั้งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ความงามของนางยังคงเหมือนเดิมหรือว่างามมากกว่าเดิมก็ว่าได้
“ในเมื่อวันนี้มีโอกาสได้พบกันข้าอยากจะเชิญเจ้าไปสนทนากันที่ตำหนักของข้าสักหน่อย เจ้าสะดวกหรือไม่”
“เอ่อ...คือว่าหม่อมฉัน...” หญิงสาวรู้สึกอึดอัดใจไม่กล้าที่จะมองหน้าองค์ชายลี่หยางตรงๆแน่นอนว่าการที่จะปฏิเสธคำเชิญชวนนี้คงทำได้ยาก
“เจ้าพาสาวใช้ไปด้วยกันก็ได้หรือว่าเจ้ากลัวสิ่งใด”
ไม่ใช่แค่เหม่ยหลินที่ไม่อยากย่างกรายเข้าไปภายในตำหนักเฟิ่งหวงแม้แต่จูผิงเองก็เช่นกันสาวใช้หน้ามนยังเข็ดกับท่อนไม้ที่โบยเข้าที่หลังของนางโทษฐานช่วยเหลือเหม่ยหลินในครั้งนั้นนางเองยังไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะสาเหตุใด
แต่มาบัดนี้เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าน่าจะเป็นเพราะนางทำให้แผนการสลับตัวเหม่ยหลินต้องล้มเหลว
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตเข้าร่วมสนทนาด้วยเชิญองค์ชายรองที่ตำหนักเฟยหลงดีกว่าเพคะ”
เสียงของพระชายหม่านลี่แทรกเข้ามาทันที ร่างของหญิงวัยกลางคนซึ่งมีฐานะเป็น‘พี่สะใภ้’ เดินทรงเข้ามาขัดขวางคำชักชวนอย่างจงใจ
พระนางทรงทราบจากนางกำนัลว่าองค์ชายรองทรงประทับเกี้ยวผ่านตำหนักในเวลานี้ทำให้สวนทางกับเหม่ยหลินที่กำลังจะจะกลับจวนพอดี และทรงคิดไว้ไม่ผิดจริงๆว่าองค์ชายรองต้องไม่ปล่อยให้เหม่ยหลินเดินผ่านไปเฉยๆ
“ที่ตำหนักเฟยหลงก็กว้างขวางสามารถต้อนรับพระองค์ได้ดีไม่น้อยไปกว่าที่ตำหนักเฟิ่งหวงหรือว่าองค์ชายรองต้องการให้จัดเตรียมสิ่งใดเพิ่มเติม ทรงแนะนำได้นะเพคะ”
“เอ่อ...ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ข้าเองก็รู้สึกเป็นห่วงทั้งเสด็จพี่ลี่หมิงและแม่ทัพหวางชุนเทียนจึงคิดจะปลอบโยนแม่นางเหม่ยหลินเท่านั้น”
องค์ชายรองทรงตรัสพลางหันพระพักตร์ไปทางอื่นด้วยสิ่งที่พูดนั้นไม่ใช่มาจากใจจริง
“เอาล่ะหากแม่นางเหม่ยหลินยังมีเรื่องที่ต้องสนทนากับพระชายาหม่านลี่ เช่นนั้นข้าไม่รบกวนดีกว่า”
ทรงสรุปเอาเองแล้วหันกลับก้าวขึ้นประทับภายในเกี้ยวด้วยสีหน้าขัดเคืองใจ
เอาเถิด หากทุกอย่างจบสิ้นลงตามที่วางแผนไว้ ถึงตอนนั้นจะออกคำสั่งบังคับโดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขวางอีกต่อไป
“กลับตำหนัก!” เสียงนำขบวนของขันทีดังขึ้น
เมื่อเกี้ยวขององค์ชายรองเคลื่อนพ้นบริเวณหน้าตำหนักเฟยหลงเหม่ยหลินจึงหายใจโล่งอกได้บ้างพลางหันไปขอบพระทัยพระชายาหม่านลี่
“ที่ข้าปกป้องเจ้าได้ในเวลานี้เป็นเพราะองค์ชายรองยังเกรงใจข้าอยู่บ้างแต่ภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไรก็คงต้องคอยดูกันต่อไป”
สิ่งที่พระชายาทรงตรัสคงจะหมายถึงหากองค์ชายลี่หมิงหายสาบสูญไปจริงๆสุดท้ายแล้วบัลลังก์แห่งแคว้นตงเยว่ย่อมตกเป็นขององค์ชายลี่หยางในฐานะองค์รัชทายาทคนต่อไป!
เค่อหยวนดั้นด้นไปถึงชายแดนทางใต้เพื่อหาพืชสมุนไพรหายากตามคำสั่งของหมอหลิวซูเหยียนชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่บนหลังม้ามองไปที่เทือกเขาพรมแดนที่กั้นระหว่างแคว้นตงเยว่และแคว้นฟู่เฉิง
สิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ราบกว้างใหญ่เบื้องหน้านั้นคือกำแพงหินอันแข็งแกร่งทอดยาวขนานไปกับเทือกเขาสูงตระหง่านอาณาบริเวณที่เห็นคือ ‘ค่ายทหารแห่งแคว้นตงเยว่’ เค่อหยวนหยิบของสำคัญในสาบเสื้อด้านหน้าออกมาพินิจดูอย่างครุ่นคิด
ของสำคัญในมือเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยยืนยันเรื่องราวที่เค่อหยวนจะบอกเล่าแก่ผู้มีอำนาจคุมค่ายทหารชายแดนใต้แห่งแคว้นต่งเยว่‘รองแม่ทัพเลี่ยงจิน’
“สารนี้มาจากแม่ทัพหวางชุนเทียนจริงหรือ”
รองแม่ทัพเลี่ยงจินถามด้วน้ำเสียงเครียดพลางเงยหน้ามองเค่อหยวนอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหากเป็นจริงดังที่เนื้อหาในสารนี้ แสดงว่าตอนนี้องค์ชายใหญ่ยังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
“จริงแท้แน่นอนขอรับข้าเองก็ต้องรีบนำพืชสมุนไพรหายากกลับไปช่วยรักษาพิษขององค์ชายใหญ่ให้เร็วที่สุดเช่นกันหากท่านรองแม่ทัพไม่เชื่อ ให้ทหารตามข้าไปที่หมู่บ้านหนิงอันเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ขอรับ”
ร่างสูงในชุดเกราะคิดอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะพูดขึ้นพลางม้วนสารกลับดั่งเดิม
“ข้าจะไปกับเจ้าเอง!” รองแม่ทัพหนุ่มตัดสินใจได้ในที่สุด
ในขณะที่ชายแดนทางใต้ได้รับข่าวการมีชีวิตอยู่องค์ชายใหญ่ทางฝั่งเมืองหลวงก็เช่นกัน...
นกพิราบสื่อสารบินจากหมู่บ้านหนิงอันกลับไปถึงจวนสกุลหวางทำให้ทุกคนที่พากันมารอฟังข่าวที่ห้องโถงของเรือนหลักต่างดีใจกันยกใหญ่ที่เจ้าของจวนยังมีชีวิตอยู่
“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าท่านแม่ทัพต้องปลอดภัย” เหม่ยหลินอ่านสารวนไปวนมาหลายรอบด้วยประกายตาแห่งความหวัง
“ท่านแม่ทัพยังไม่ตาย!” จูผิงที่ดีใจไม่แพ้กันจนเผลอลืมตัวกอดแขนนายกองกัวเสี่ยนหรง พอนางนึกขึ้นได้ว่าทำกิริยาไม่สมควรก็คลายมือออกอย่างเขินอายจนกัวเสี่ยนหรงอดยิ้มขันไม่ได้
“ข้าจะนำสารนี้ไปแจ้งให้ทางราชสำนักส่งทหารองครักษ์ไปรับเสด็จองค์ชายใหญ่ให้เร็วที่สุดขอรับ”
นายกองกัวเสี่ยนหรงหันมารับสารคืนจากเหม่ยหลินแล้วรีบขอตัวเดินทางออกจากห้องไปทันที
ส่วนลู่หลิ่งและเย่เหยาที่ฟังอยู่ข้างๆต่างพากันถอนหายใจโล่งอก สิ่งที่รองแม่ทัพเหอไป่เฉินคาดเดาเป็นจริงเสียด้วย
ลู่หลิ่งพลันคิดถึงสิ่งที่เหอไป่เฉินทวงถามจากนาง
“หวางชุนเทียนอาจจะกลับมาในไม่ช้าแต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น เจ้าต้องทำสิ่งที่ตกลงกันไว้ให้สำเร็จ”
และในคืนวันเดียวกันนั้น เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องของเหม่ยหลินก็ดังขึ้น
และหญิงสาวต้องแปลกใจที่เห็นลู่หลิ่งยืนอยู่หน้าห้องนางบอกว่ามีธุระจึงขอเข้ามาคุยภายในห้อง
“เหม่ยหลิน เจ้าอยากเดินทางไปพบท่านแม่ทัพที่หมู่บ้านหนิงอันหรือไม่”ลู่หลิ่งเปิดประเด็นขึ้นทันที
“อยากไปสิแต่ราชสำนักจะอนุญาตให้ข้าร่วมขบวนไปด้วยหรือ”
“เราไปกันเองได้ไม่จำเป็นต้องร่วมขบวนของราชสำนักหรอก”
“หมายความว่าอย่างไร?” คิ้วของหญิงสาวย่นเข้าหากันเล็กน้อย
“ข้าเตรียมรถม้าไว้แล้ว หากเดินทางไปกันพรุ่งนี้ก่อนฟ้าสางเราจะไปถึงหมู่บ้านหนิงอันก่อนขบวนของราชสำนักแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปบอกให้จูผิงเตรียมตัว”
ก่อนที่เหม่ยหลินจะขยับเท้าก้าวเดินลู่หลิ่งกลับร้องห้ามเสียงดังจนหญิงสาวชะงัก “จูผิงไปไม่ได้!”
ลูหลิ่งให้เหตุผลว่าหากพากันไปหลายคนจะไม่คล่องตัวจะทำให้ถึงหมู่บ้านหนิงอันได้ล่าช้านางขอให้เหม่ยหลินเขียนจดหมายวางไว้ในห้องก็เพียงพอแล้ว
“เจ้าเตรียมแค่ข้าวของจำเป็นแล้วพรุ่งนี้ออกไปพบข้าที่เรือนเล็ก ข้านัดให้รถม้าจอดรออยู่ทางประตูด้านหลังจวน”