ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 125 ทำลายม่านพลังป้องกัน

            ยินจิ่วโยวยืนพึมพำบางอย่างอยู่ตรงหน้าของโลงศพหยกดำนั่นขณะเดียวกันนั้นเอง ยอดฝีมือที่สวมใส่เสื้อคลุมสีดำเอาไว้ทั้งสี่คนนั้นก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกไปยืนอยู่ตรงหน้าโลงศพนั่นด้วยจากนั้นพวกเขาก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาแล้วกรีดตัดเส้นเลือดจนเลือดสดๆ ของตัวเองทะลักออกมาปานธารน้ำไหลและสาดกระเซ็นลงบนฝาโลงศพ

            บ้าไปแล้ว

            ผู้คนต่างก็กลืนน้ำลายดังอึก ยืนมองเลือดบริสุทธิ์อันล้ำค่าของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางสี่คนหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย

            แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือโลงศพหยกดำนั่นราวกับว่ามันมีชีวิตขึ้นมาก็ไม่ปาน มันเริ่มดูดกินเลือดสดๆ ของยอดฝีมือทั้งสี่นั้นเข้าไปอย่างไม่ยอมหยุดซึ่งเลือดที่ไหลออกมาตลอดเวลานั้นถูกดูดไปหมดจนไม่เหลือให้หยดถึงพื้นเลยแม้แต่หยดเดียวทั้งหมดล้วนถูกดูดเข้าไปในโลงศพนั่นพร้อมกับที่ข้างในนั้นค่อยๆ เปล่งแสงสีแดงเข้มอันชั่วร้ายอำมหิตออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

            ลมพายุที่เกิดขึ้นบริเวณนั้นเองก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เสียงกรีดร้องอันโหยหวนที่ดังขึ้นเสียดแทงหูของทุกคนก็ด้วยบรรยากาศสุดประหลาดพิสดารนั่นราวกับวันสิ้นโลกกำลังจะมาเยือนในไม่ช้าราวกับจ้าวแห่งภูตผีกำลังจะฟื้นคืนชีพจากอเวจีมหานรกก็ไม่ปาน

            หลังจากเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง

            ยอดฝีมือที่กำลังเทเลือดของตัวเองอยู่นั้นก็เริ่มแสดงอาการตัวสั่นอ่อนเพลียออกมาแล้ว แต่ทันใดนั้นเองโลงศพสีดำนั่นก็เปิดออกมาอย่างกะทันหันจากนั้นก็มีแขนข้างหนึ่งที่ดูเหมือนกับแขนของปีศาจร้ายสุดอำมหิตข้างหนึ่งยื่นออกมา

            “ไม่นะ!!!!”

            หนึ่งในยอดฝีมือสี่คนนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจึงถูกแขนประหลาดนั่นกระชากลงไปในโลงศพนั่นทันที

            ฝาโลงพลันถูกปิดอย่างแน่นสนิทอีกครั้งผู้คนมองเห็นแต่เพียงว่ามีเลือดจำนวนมหาศาลพุ่งทะลักออกมาจากข้างในนั้นไม่มีใครสามารถจินตนาการออกเลยว่าข้างในนั้นมีเรื่องโหดเหี้ยมวิปริตมากแค่ไหนเกิดขึ้น

            “ผู้ ผู้อาวุโสยิน... ไม่ ไม่เอานะ!!!!”

            ที่เหลืออยู่อีกสามคนนั้นเหมือนเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยให้อะไรบางอย่างในโลงนั่นจึงคิดอยากจะหนี แต่เพราะว่าสูญเสียเลือดไปเป็นจำนวนมากจึงรู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง

            ยินจิ่วโยวมองทั้งสามอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ปรากฏบนใบหน้าเพียงแค่พูดกับโลงศพนั่นไปหนึ่งประโยคว่า

            “ศิษย์น้องเอ๋ยทั้งตัวพี่เองและศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นต่างก็รู้สึกผิดต่อเจ้า ดังนั้นเชิญเจ้ากินให้เต็มที่ได้เลย” พอพูดจบยินจิ่วโยวก็ยื่นมือที่มีเล็บยื่นยาวออกมาจนดูน่ากลัวเหมือนมือของผีร้ายของเขานั่นออกไปข้างหนึ่งเล็บของเขาพลันยื่นยาวขึ้นอีกอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวเล็บอันแหลมคมทั้งห้านิ้วนั่นก็พุ่งเข้าไปเสียบแทงใส่หัวกะโหลกของยอดฝีมือทั้งสามคนนั่นจนทะลุ

            ยินจิ่วโยวนั้นได้กลายเป็นเหมือนโครงกระดูกที่ไร้ความรู้สึกไปนานแล้วพอเขายกมือข้างนั้นขึ้นมาร่างกายอันไร้วิญญาณทั้งสามร่างที่ยังติดอยู่บนเล็บก็ถูกหิ้วขึ้นมาด้วยเขาพลันเปิดฝาโลงออกแล้วโยนศพทั้งสามร่างลงไปในนั้นทันที

            กรร!!!!

            ผู้คนเริ่มได้ยินเสียงร้องโทนต่ำดังขึ้นมาจากในโลงศพนั่นแล้ว

            เสียงนั่นไม่ใช่เสียงของมนุษย์มันคล้ายเสียงของภูตผีหรือปีศาจมากกว่าพอได้ยินแล้วก็ชวนให้รู้สึกสั่นผวาไปถึงจิตวิญญาณเลยทีเดียว

            หลังจากที่ยอดฝีมือทั้งสี่คนได้ถูกบูชายัญในพิธีกรรมนอกรีตนั่นแล้วรัศมีความชั่วร้ายของโลงศพหยกดำนั่นก็สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ควันสีแดงที่ลอยโขมงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้นในเวลาเพียงไม่นานมันก็กระจายออกจนปกคลุมไปทั่วบริเวณ

            ถอยออกมา!!!!

            หลินหยางเป็นคนแรกที่ส่งเสียงแจ้งเตือน

            คนที่เหลือต่างก็รีบดีดตัวหลบออกมาเพื่อหลบเลี่ยงหมอกควันสีแดงเลือดนั่น

            สีหน้าของหลินหยางนั้นดูเย็นชาจนผิดปกติ

            ถ้าหากเขาไม่ได้ทายผิดละก็สิ่งที่ถูกเลี้ยงอยู่ในโลงศพนั่นจะต้องเป็นตัวตนที่ชั่วร้ายและอำมหิตสุดขีดแน่ๆระดับความน่ากลัวของมันนั้นอยู่เหนือกว่าที่ผู้คนทั้งหมดจะจินตนาการได้เลยทีเดียว

            เขารีบขยับตัวมาหาหวงซางและหลานไห่ทันทีพร้อมกับส่งเสียงกระซิบบอกพวกเขาว่า

            “ท่านเถ้าแก่ทั้งสอง พวกลัทธิหมื่นวิญญาณนี่มีวิชามารอย่างวิชาควบคุมศพหรือเปล่า?”

            “หืม?” ทั้งสองคนต่างส่งเสียงตกใจออกมา“ควบคุมศพรึ? ไม่เคยได้ยินเลยนะ”

            หลานไห่ยังกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยคว่า “วิธีการของพวกลัทธิหมื่นวิญญาณนั่น ก่อนหน้านี้ก็เป็นวิธีที่ดูพิสดารชั่วร้ายอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่เคยเห็นพวกมันใช้วิชาควบคุมศพเลย ทำไมรึ คุณชายหลิน อย่าบอกนะว่าไอ้ที่อยู่ในโลงศพนั่น...”

            หลินหยางพยักหน้าเบาๆ ในใจพลันคิดหนักทันที

            วิชานอกรีตอย่างวิชาควบคุมศพนั้น แม้แต่ในภพภูมิชั้นสูงก็ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในวิชาต้องห้ามเลยทีเดียววัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างศพก็ล้วนเป็นวัตถุดิบสุดล้ำค่าระดับห้าและระดับหกแทบทั้งสิ้นซึ่งมันไม่มีทางปรากฏขึ้นในทวีปชี่อู่นี้ได้อย่างแน่นอน

            แต่ว่าทั้งโลงศพที่ดูพิสดารชั่วร้ายสุดขีดตรงหน้านี้กับพิธีกรรมอันโหดเหี้ยมที่พวกมันใช้ด้วยนั้นล้วนสื่อถึงวิชาควบคุมศพที่มีระดับต่ำที่สุดแต่ก็ยังทรงพลังอำนาจสุดขีดอย่าง “วิชาศพโลหิต”

            ไอ้ลัทธิหมื่นวิญญาณนี่... พวกมันคิดจะมาไม้ไหนกันแน่?

            หลังจากที่เวลาผ่านไปอีกหนึ่งนาทีเต็มๆ แล้ว โลงศพที่สั่นกระตุกจนแทบจะแตกออกมาแล้วนั่นก็สงบลงทันทียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางทั้งสี่คนก็ล้วนสิ้นชีพไปหมดทุกคนแล้วโดยสิ้นเชิง

            ทั่วทั้งบริเวณนั้นพลันเงียบลงจนราวกับกำลังอยู่ในป่าช้าผู้คนทั้งหมดต่างก็จ้องไปที่โลงศพที่ดูชั่วร้ายและอำมหิตนั่น

            ตูม!!!!

            เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นจนสร้างความตกใจให้ผู้คนทั้งหมด

            บริเวณฝาของโลงศพนั่นถูกพลังงานอันมหาศาลบางอย่างซัดเข้าใส่จนมันลอยละลิ่วขึ้นฟ้าไปไกลหลักร้อยเมตรซึ่งเงาร่างที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ร่างหนึ่งที่ทั่วทั้งตัวมันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดนั่นก็ค่อยๆลุกขึ้นนั่งช้าๆ

            แปะ แปะ แปะ

            ร่างนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลหยดย้อยลงมากลิ่นคาวเลือดที่เหม็นจนแสบจมูกลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

            ภาพที่เกิดขึ้นทำให้แม้แต่เหล่าบุรุษทั้งหลายที่เห็นเรื่องฆ่าฟันและเลือดสดๆจนชินตาแล้วยังต้องหน้าซีดเผือด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

            น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว

            ร่างอันเปลือยเปล่าของมนุษย์โลหิตนั่นกลับไม่สามารถแบ่งเพศชายหญิงได้ชัดเจนอีกแล้วมันไม่มีเส้นผม เป็นเหมือนแค่โครงกระดูกตัวหนึ่งที่ถูกหุ้มไว้ด้วยผิวมนุษย์ก็เท่านั้นมันคือปีศาจร้ายจากอเวจีอย่างแท้จริง

            มันค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากโลงศพ ก้าวช้าๆ เข้าไปทางยินจิ่วโยว

            ทุกก้าวของมันนั้นจะทิ้งลอยเท้าเปื้อนเลือดสีแดงสดเอาไว้บนพื้นสายตาของผู้คนเริ่มจะสังเกตเห็นแล้วว่า บริเวณที่รอยเท้าเลือดนั่นเหยียบลงไปใบหญ้าตรงนั้นก็จะเหี่ยวแห้งลงทันทีแล้วพลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในเสี้ยวพริบตาทุกที่ที่มนุษย์โลหิตนั่นเดินผ่านสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว

            น่ากลัวเกินไปแล้ว

            พวกลัทธิหมื่นวิญญาณมันสร้างตัวประหลาดที่ดูชั่วร้ายจนน่าขนลุกนั่นขึ้นมาเพื่อแค่ทำลายม่านพลังป้องกันอย่างเดียวหรือ?

            ไม่มีใครรู้เรื่องนั้น

            ผู้คนทั้งหมดต่างก็รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ...

            พอมนุษย์โลหิตมายืนอยู่ข้างกายของยินจิ่วโยวแล้ว มันช่างดูเหมาะสมกันราวกับอสูรโลหิตกับผีร้ายเลยก็ไม่ปาน

            ยินจิ่วโยวมองไปที่มนุษย์โลหิตนั่นพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “กินอิ่มแล้วหรือ ศิษย์น้อง?”

            ศิษย์น้อง...

            นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ยินจิ่วโยวเรียกตัวประหลาดนั่นด้วยคำว่าศิษย์น้องยอดฝีมือในที่แห่งนี้เองก็มีหลายคนที่พอเห็นรูปร่างของเจ้ามนุษย์โลหิตนั่นแล้วก็รับรู้ความจริงว่า

            “เดี๋ยวก่อนนะ นั่นมัน ยินเซ่าเทียนหนึ่งในสี่ผู้คุมกฎของลัทธิหมื่นวิญญาณนี่!!!!”

            “ใช่จริงๆ ด้วย แม่เจ้า พวกมันเล่นเปลี่ยนพวกเดียวกันเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งผีแบบนั้นเลยหรือนี่!!”

            “ไอ้ชั่วเอ๊ย พวกมันไม่ใช่คน!! ไม่สิ แบบนี้แม้แต่สัตว์อสูรยังดูดีกว่าเลยด้วยซ้ำ!!”

            “ไอ้พวกลัทธิหมื่นวิญญาณนั่นมันบ้าไปแล้วหรืออย่างไร!!!!”

            ผู้คนต่างก็ก่นด่ากันจ้าละหวั่นแต่หลินหยางนั้นสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจแล้วว่า

            ไอ้สัตว์ประหลาดที่ถูกผู้คนเรียกขานว่า ยินเซ่าเทียน นั้นมันคือ “ศพโลหิต” ของจริงอย่างแน่นอน

            “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกคนห้ามเข้าใกล้ไอ้ปีศาจนั่นในรัศมีร้อยเมตรรอบตัวมันเด็ดขาดเลยนะ!!”

            หลินหยางหันกลับไปบอกคนอื่นๆ

            “หา?”

            ผู้คนพลันอึ้งไปชั่วครู่ แต่ไม่นานก็พยักหน้ารับกันทุกคน

            แม้แต่มู่หยงไป๋ที่แต่เดิมคิดจะเถียงออกไปสักคำสองคำ แต่พอเห็นแววตาขึงขังเย็นชาของอีกฝ่ายแล้วก็เพียงอ้าปากพะงาบๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

            ยินจิ่วโยวนั้นมองดูอดีต ศิษย์น้องของตัวเองด้วยพร้อมความคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นมันก็สะบัดมือไปหนึ่งที

            “ไปเลย เซ่าเทียนให้พวกมันเห็นว่าเจ้าในตอนนี้แข็งแกร่งแค่ไหน”

            ศพโลหิตยินเซ่าเทียนค่อยๆ หันกายกลับหลัง

            มันก้มหัวลงต่ำท่าทางตอนเดินของมันนั้นดูเก้กังราวกับกระดูกทั่วทั้งตัวของมันได้หลุดออกจากกันแล้วจึงสามารถขยับร่างกายด้วยท่าทางผิดธรรมชาติได้ ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

            ทุกย่างก้าวของมันนั้น จะมีหยดเลือดของมันกระเซ็นออกจากตัวสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สัมผัสกับมันจะตายลงทันที ในที่สุดผู้คนก็เข้าใจแล้วว่าสาเหตุที่เหล่ามัจฉาอัคคีจำนวนนับพันนับหมื่นนั่นตายไปทันทีที่เข้าใกล้เรือของลัทธิหมื่นวิญญาณตอนอยู่ในทะเลอสูรก่อนหน้านี้มันเป็นผลมาจากพิษโลหิตแบบนี้นี่เอง

            ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบสงบเป็นพิเศษ

            ผู้คนมองดูเจ้าปีศาจสุดพิสดารนี่ค่อยๆ เดินหน้าเข้าไปใกล้ม่านพลังนั่นโดยที่ไม่มีประกายแสงพลังพิเศษใดๆส่องสว่างขึ้นเลยมันใช้แค่สองมือที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูกยื่นออกไปที่ม่านพลังป้องกัน

            ซ่า

            หลังจากที่มันสัมผัสกันแล้ว ก็มีควันสีขาวลอยโขมงขึ้น

            มือของศพโลหิตเหมือนกับถูกขัดขวางเอาไว้แต่เจ้าปีศาจนั่นก็ร้องคำรามขึ้นฟ้าออกมาอย่างน่าหวาดผวา

            โฮกก!!

            ทั่วทั้งตัวของมันพลันปล่อยควันโลหิตสีแดงเข้มออกมากลุ่มหนึ่งราวกับราชาปีศาจที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลเลือดพวกนั้นสามารถห่อหุ้มตัวมันเองเอาไว้จนดูคล้ายกับว่ามันกำลังสวมใส่เสื้อเกราะสีโลหิตที่สั่งตัดพิเศษสำหรับตัวมันเองอยู่ก็ไม่ปาน

            หลังจากนั้นศพโลหิตก็ยื่นออกไปทั้งสองมือคราวนี้มันกลับสามารถยื่นเข้าไปข้างในม่านพลังป้องกันนั่นได้แล้วจากนั้นก็มองเห็นกล้ามเนื้อที่เหลืออยู่ไม่เยอะแล้วของไอ้ปีศาจตัวนั้นขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลันพลังอันแสนชั่วร้ายสุดขีดและควันเลือดนั่นสามารถระเบิดพลังอันมหาศาลออกมาได้อย่างที่ไม่อาจมีใครจินตนาการถึง

            สองมือของมันฉีกกระชากอย่างดุดัน

            แคว๊ก

            เปิดออกมาแล้ว

            ม่านพลังที่ทำให้ขุมอำนาจทั้งสี่ที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปอย่างเต็มที่แล้วก็ยังไม่สามารถทำอะไรมันได้นั้นถูกไอ้อสูรโลหิตนั่นแหวกออกจนเป็นรูขนาดใหญ่ที่มีความกว้างขนาดหลักเมตรได้

            หมอกโลหิตจำนวนไร้ขีดจำกัดที่ถูกปล่อยออกมาจากศพโลหิตนั้นได้เข้าไปช่วยไม่ให้ม่านพลังป้องกันนั่นรักษาตัวเอง ไอ้ปีศาจตัวนี้มันสามารถเปิดม่านพลังให้ผู้คนทั้งหมดได้จริงๆ

            “ดีมาก!!!!”

            ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบมีเพียงยินจิ่วโยวเท่านั้นที่ส่งเสียงชมเชยออกมาจนดังก้องไปทั่ว

            ผู้คนทั้งหมดต่างก็เบิกตาโต

            ม่านพลังป้องกันสุดแข็งแกร่งนั่นกลับกำลังจะถูกไอ้ปีศาจที่จะว่าเป็นคนก็ไม่ใช่เป็นผีก็ไม่เชิงเป็นผู้ทำลายลงจริงๆหรือ?

            พลังของไอ้ตัวประหลาดนั่นมันจะน่ากลัวถึงระดับไหนกันแน่นะ?