บทที่ 24 ชายขาเป๋ผู้พิทักษ์หอ
ตลอดเส้นทางที่ทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขาเทียนจู้ หลี่กวนฉีได้พบปะเหล่าศิษย์พี่น้องร่วมสำนักมากมาย หลายจุดมีผู้คนหยุดแวะพัก บ้างก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส บ้างก็ตั้งแผงลอยเล็ก ๆ เรียงรายขายสินค้าสารพัดชนิดดูราวกับตลาดย่อม ๆ เลยทีเดียว
เมื่อเดินทางมาถึงกลางเขา เขาก็พบกับหอรับภารกิจที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนราวกับมดงานที่กำลังขยันขันแข็ง
หลี่กวนฉีเคยได้ยินมาว่าที่นี่คือสถานที่สำคัญที่เหล่าศิษย์จะมารับภารกิจต่าง ๆ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และสะสมคะแนนความดีความชอบของสำนัก
รางวัลสำหรับการทำภารกิจสำเร็จนั้นมีหลากหลาย บางภารกิจอาจได้รับหินิญญา บางภารกิจอาจได้รับของวิเศษหรือยาลูกกลอน แต่รางวัลส่วนใหญ่จะเป็คะแนนความดีความชอบ ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็หินิญญาระดับล่างได้ในอัตราสิบต่อหนึ่ง หรือจะเก็บสะสมไว้ เพื่อใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหายากภายในสำนักก็ย่อมได้
ยิ่งปีนขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ทัศนียภาพก็ยิ่งงดงามตระการตา เบื้องบนปรากฏห้องโถงโอ่อ่าสง่างามและหอคอยสูงเสียดฟ้าราวกับต้นสนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
แต่หลี่กวนฉีหาได้สนใจสิ่งใด เป้าหมายในการเดินทางของเขามีเพียงหนึ่งเดียว
นั่นคือการไปถึงยังหอตำราให้เร็วที่สุด เพื่อค้นหาตำราวิชาที่เหมาะสมกับตน แล้วฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดหลี่กวนฉีก็มาถึงยังยอดเขา ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการปีนป่ายอย่างไม่หยุดหย่อน
เบื้องบนยอดเขานั้นเงียบสงบ มีผู้คนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ปีนป่ายขึ้นมาถึงยังหอตำราอันล้ำค่าแห่งนี้ ต่างจากเบื้องล่างที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
เมื่อขึ้นมาถึงยังยอดเขา สายตาของหลี่กวนฉีมองเห็นเพียงลานกว้างที่ปูด้วยแผ่นหินและศาลาโบราณสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ประตูไม้สีแดงขนาดใหญ่สูงสิบจั้งดูหนักแน่นและเก่าแก่ยิ่งนัก
เหนือบานประตูมีป้ายไม้สีน้ำเงินเข้มประดับด้วยตัวอักษรสีทองอร่ามสามตัวจารึกคำว่า ‘หอตำรา’ ด้วยลายพู่กันที่พลิ้วไหวแต่คมกริบราวกับคมดาบ ปล่อยพลังเย็นเยียบแผ่ออกมาอย่างน่าประหลาด
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงกวาดพื้นดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ ดึงความสนใจของหลี่กวนฉีไปยังชายวัยกลางคนผมเผ้ารุงรังผู้หนึ่งที่กำลังถือไม้กวาด กวาดฝุ่นละอองบนยอดเขาอย่างเชื่องช้า
ไม่นานชายผู้นั้นก็มาถึงข้างกายหลี่กวนฉีแต่กลับทำราวกับว่ามองไม่เห็นเขา หลี่กวนฉีจึงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ประสานมือแสดงความเคารพ
ทว่าไม้กวาดในมือชายวัยกลางคนนั้นกลับสะบัดมาโดนหลังเท้าของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นตวาดเสียงดังด้วยความไม่พอใจ “ตาบอดหรือไร! มองไม่เห็นรึว่าข้ากำลังกวาดพื้นอยู่!”
หลี่กวนฉีถอยหลังไปครึ่งก้าว กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ใช่ ข้าตาบอด”
ชายวัยกลางคนจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มที่ถูกปิดบังดวงตาด้วยผ้าสีดำสนิท เผยให้เห็นเพียงสันจมูกโด่งเป็สันและริมฝีปากบางเฉียบ แม้ดวงตาจะถูกปิดบัง แต่กลับยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูมีเสน่ห์ หล่อเหลาจนยากจะละสายตา
ชั่วขณะนั้น น้ำเสียงของชายวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็คนตาบอดจริง ๆ
ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าตัวเองเมื่อครู่นี้ออกจะเกินไปหน่อย แต่ด้วยความรักษาหน้า เขาจึงพูดว่า “ตาบอดแล้ว ยังจะเอาผ้าขาด ๆ มาปิดทำไมกัน!”
“กลัวคนเห็นแล้วยังจะปิดมันอีก ข้าขาเป๋มาตั้งนานไม่เคยปิดเลย”
คำพูดนั้นราวกับปลุกบางสิ่งในใจของหลี่กวนฉี เขาคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปลดผ้าพันตาสีดำออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นดวงตาสีขาวบริสุทธิ์ทั้งสองข้างที่ไร้ซึ่งแววตาใดใด
หลี่กวนฉียกยิ้มมุมปาก จ้องมองชายวัยกลางคนตรง ๆ แววตาของเขานิ่งสงบราวกับผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น
เมื่อถูกเด็กหนุ่มจ้องมอง ชายวัยกลางคนก็รู้สึกขนลุกซู่ รีบเดินเลี่ยงไปอย่างรวดเร็ว พลางบ่นพึมพำว่า “บ้าจริง! ทำเอาข้าใหมด”
แม้จะแสดงท่าทีรำคาญออกมา แต่ชายผู้นั้นก็ต้องยอมรับว่าดวงตาของหลี่กวนฉีช่างงดงามจับใจ ดวงตาคมกริบราวกับดวงตาจิ้งจอก หากไม่ใช่เพราะไร้ซึ่งแววตา คงทำให้สตรีทั่วหล้าต้องหลงใหลได้ปลื้มมากทีเดียว
ส่วนหลี่กวนฉีในยามนี้ จิตใจของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง คำพูดของชายขาเป๋ตรงหน้า แม้จะหยาบคาย แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ราวกับกระจกที่สะท้อนให้เขาได้เห็นถึงความจริง
หลี่กวนฉีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งคำนับให้กับแผ่นหลังของชายผู้นั้น ที่กำลังเดินจากไปอย่างเชื่องช้า “ขอบคุณผู้าุโที่ชี้แนะ”
แต่ชายผู้นั้นกลับทำราวกับไม่ได้ยิน “ผู้าุโอะไรกัน ข้าก็แค่คนไร้ค่า”
“เ้าอ่านเื่เพ้อเจ้อมากเกินไปแล้วกระมัง เห็นคนกวาดถนนก็คิดว่าเป็ยอดฝีมือระดับโลกเชียวรึ?”
“ไม่ใช่แค่ตาบอด ดูท่าสมองเพี้ยนด้วย” ชายคนนั้นยังคงบ่นพึมพำ
หลี่กวนฉีได้แต่ยิ้มรับคำพูดเ่าั้ เขาไม่ได้ใส่ใจว่าชายผู้นั้นจะเป็ยอดฝีมือหรือเป็เพียงคนกวาดถนนธรรมดา สิ่งที่สำคัญคือคำพูดของชายผู้นั้น ช่วยคลายปมในใจของเขาได้บ้างแล้ว
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “เฮ้อ ตาเฒ่าเกาผู้นี้ มักมีนิสัยแปลกประหลาดชอบกล!”
หลี่กวนฉีหูผึ่งหันไปมองยังต้นเสียง พบกับศิษย์พี่ร่วมสำนักคนหนึ่ง จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “พี่ชาย รู้จักชายผู้นั้นหรือไม่ขอรับ?”
“อ๊ะ!” ศิษย์พี่ร้องเสียงหลงทำหน้าใ ก่อนจะรีบโค้งคำนับขอโทษอย่างร้อนรน “ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเขาต่อหน้าเ้า เพียงแต่... ใเล็กน้อยที่เห็นเขาอยู่ที่นี่”
หลี่กวนฉียิ้มและยักไหล่พลางกล่าวว่า “ไม่เป็ไร พี่ชายให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ เมื่อสังเกตเห็นชุดของสำนักที่หลี่กวนฉีสวมใส่ก็เอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ “น้องชายเป็ศิษย์ของยอดเขาเทียนเหลย ชื่อหลี่กวนฉีใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าหลี่กวนฉีไม่ได้ปฏิเสธ ชายหนุ่มก็เล่าต่อ “ชายผู้นั้นชื่อเกาฉี่เหวิน เคยเป็... เฮ้อ ช่างเถิด ไม่เล่าก็แล้วกัน”
“อย่างไรก็ตาม ข้าขอเตือนว่าอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า มิเช่นนั้น เขาจะตามเ้าไปทั่วสำนัก จนกว่าจะวิ่งครบสามรอบ!”
หลังจากที่ชายหนุ่มจากไปแล้ว หลี่กวนฉีก็ส่ายหน้า เลิกคิดถึงชายขาเป๋คนนั้น เขาได้แต่บ่นพึมพำในใจ ‘รู้เช่นนี้ด่าสวนไปสักสองสามคำก็ดีหรอก ข้านึกว่าจะเป็ยอดฝีมือที่แฝงตัวอยู่ในสำนักเสียอีก’
‘ข้าโดนด่าเปล่า ๆ ข้ายังไม่ทันได้ตอบโต้เลย! ช่างน่าเสียดายจริง ๆ!!’
‘อืม... หรือว่าจะหักไม้กวาดของเขาดี?’
ขณะครุ่นคิดเื่ราวเ่าั้อยู่ในใจ หลี่กวนฉีเงยหน้าขึ้นมอง พลันพบว่าตนเองมาถึงเบื้องหน้าหอตำราแล้ว
เมื่อเขากำลังจะย่างก้าวเข้าไป ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงแรงกระชากที่โลงกระบี่ด้านหลังราวกับมีผู้ใดคิดลองดี
สัญชาตญาณในกายทำงานโดยพลัน หลี่กวนฉีมิได้หันกลับไปมอง ทว่าขาขวาฟาดออกไปด้านหลัง รวดเร็วดุจเดียวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันธนู!!
โครม!
เสียงกระทบดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า หลี่กวนฉีรู้สึกเพียงว่าฝ่าเท้าตนเองถูกทุบด้วยค้อนอันหนักหน่วง ร่างกายเสียหลัก ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว!
ทว่าหลี่กวนฉีหาได้ยอมแพ้โดยง่าย เขากัดฟันข่มกลั้นความเ็ปที่แล่นริ้ว อาศัยจังหวะที่ร่างกำลังร่วงหล่น บิดเอวหมุนกายดุจพายุ พลิกกลับกายาขึ้นในชั่วพริบตา!
ขาซ้ายฟาดฟันลงมาดุจขุนเขาถล่ม หมายจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า!
กลางอากาศ ท่ามกลางการหมุนคว้างของร่างกาย ในที่สุดหลี่กวนฉีก็ได้เห็นใบหน้าของผู้ที่อยู่เื้ัอย่างชัดเจน
เขาเป็ชายชราผมสีเงิน แต่กลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับหยกสลัก ยืนกอดอกมองเขาอยู่ ดวงตาหรี่เล็ก แต่กลับฉายแววขบขันอยู่รำไร
เมื่อเห็นดังนั้น ขาซ้ายที่ฟาดลงมาด้วยพละกำลังมหาศาลกลับไม่ได้ชะงัก ทว่าพุ่งลงมาด้วยความรวดเร็วและพลังที่มากขึ้นราวกับพยัคฆ์ติดปีกที่โถมเข้าขย้ำเหยื่อ!
โครม!
ทันใดนั้นเกิดเสียงดังดังกึกก้องขึ้น ชายชราเพียงแค่เหยียดฝ่ามือขวาออกไปรับอย่างเชื่องชาก็สามารถสลายพลังโจมตีของหลี่กวนฉีได้อย่างง่ายดาย ร่างของชายหนุ่มลอยละลิ่วไปในอากาศไกลกว่าหนึ่งจั้ง
ทว่าหลี่กวนฉีมิได้หวั่นไหว ควบคุมร่างกายอันคล่องแคล่ว บิดหมุนกลางเวหา ใช้เพียงฝ่ามือข้างเดียวยันพื้น พลิกกายกลับหลังอย่างงดงามราวกับนกเหยี่ยวโผบิน ก่อนจะลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง
เบื้องหน้า ชายชราผู้นั้นสวมเพียงอาภรณ์ผ้าป่านสีขาว รูปร่างท้วมเล็กน้อย ั์ตาเรียวเล็กเป็ประกาย จมูกโด่งงุ้ม ที่เอวมีน้ำเต้าสีเหลืองเก่าแก่แขวนอยู่
บัดนี้ชายชรากำลังเท้าเอวมองมายังหลี่กวนฉี ดวงตาหรี่เล็กลงเล็กน้อย แต่กลับฉายแววขบขันอย่างปิดไม่มิด
ทันใดนั้น หลี่กวนฉีกลับชี้ไปที่อาภรณ์ผ้าป่านที่ยับยู่ยี่บนร่างของชายชรา แล้วเอ่ยอย่างไม่ถือสา “เสื้อผ้าเช่นนี้สิ สวมใส่สบายยิ่งนัก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของชายชราพลันเป็ประกาย รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้ารีบโอบไหล่หลี่กวนฉีพลางเอ่ยว่า “ฮ่า ๆ! เ้าหนู เ้าก็ชอบแบบนี้เหมือนกันหรือ?”
หลี่กวนฉียกมือขึ้นลูบจมูกรำลึกถึงอดีต ก่อนจะกล่าวว่า “ตอนข้าเร่ร่อน เคยได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ทั้งเก่าและขาด แต่กลับรู้สึกว่านุ่มนวลอุ่นสบายยิ่งนัก น่าเสียดายที่ข้าเคยใส่เพียงตัวเดียวเท่านั้น”
เมื่อกล่าวจบก็ก้มลงมองอาภรณ์สีขาวสะอาดของสำนักที่สวมใส่อยู่ เอ่ยอย่างเสียดาย “ไม่รู้ว่ากว่าจะทำให้ผ้าผืนงามเช่นนี้ กลายเป็เช่นชุดเก่าของข้าได้ ต้องใช้เวลานานสักเพียงใด”
ชายชราได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงใส “เื่แค่นี้ใยต้องกลัดกลุ้ม สวมชุดของเ้าเองก็สิ้นเื่มิใช่หรือ?”
เขากล่าวพลางลูบคาง มองหลี่กวนฉีอย่างพิจารณา “แต่ต้องยอมรับว่า พื้นฐานร่างกายของเ้าช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้แต่ข้าก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ ว่าเ้าฝึกฝนวิทยายุทธ์ใดกันแน่”
“เอาเถิด ข้าชื่อหลิงเต้าเหยียน จะเรียกแค่เหล่าหลิงก็ได้”
หลี่กวนฉีได้ยินดังนั้นก็รีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ศิษย์หลี่กวนฉี คารวะเหล่าหลิงขอรับ!”
เห็นได้ชัดว่าหลิงเต้าเหยียนรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็อย่างยิ่ง ท่าทีเมื่อครู่ แม้จะดูห้าวหาญ ทว่าก็มิได้มุทะลุบุ่มบ่าม พลังฝีมือก็ไม่เลวเลยทีเดียว
ชายชราลูบคางเอ่ยถามอย่างรู้ทัน “เ้าหนู เ้าก็คือศิษย์ใหม่ที่เพิ่งปลุกพลังปราณ จนได้รากิญญาศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นกระมัง”
“่นี้ชื่อเสียงของเ้าในสำนักนับว่าเลื่องลือยิ่งนัก”
หลี่กวนฉีได้ฟังกลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาเอ่ยอย่างสุขุม “ข้ามิปรารถนาชื่อเสียงเ่าั้หรอกขอรับท่านหลิง ยิ่งต้นไม้เติบใหญ่ ย่อมต้านแรงลมมาก บัดนี้ยิ่งได้รับการยกย่องมากเท่าใด หากวันข้างหน้าพลาดพลั้ง ย่อมร่วงหล่นลงมาตายได้อย่างน่าอนาถ”
หลิงเต้าเหยียนพยักหน้าอย่างพอใจ เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างสุขุมเยือกเย็นเกินวัย
เขาชี้ไปยังบันไดด้านข้าง แล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาที่ชั้นนี้แล้ว ลู่คังเหนียนฝากฝังข้าไว้ อนุญาตให้เ้าขึ้นไปยังชั้นสามได้!”
ทันใดนั้น ดวงตาของหลี่กวนฉีพลันเบิกกว้างเผยให้เห็นถึงความดีใจอย่างปิดไม่มิด รีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะรีบเดินขึ้นไปยังชั้นสามของหอตำราอย่างรวดเร็ว
หลิงเต้าเหยียนมองตามร่างของหลี่กวนฉีที่เดินจากไป พลางนั่งลงบนเก้าอี้โยกหน้าประตูหอตำรา หลับตาลงอย่างอารมณ์ดี พึมพำกับตนเองเบา ๆ ว่า “ในที่สุด สำนักกระบี่ต้าเซี่ยของเราก็ได้ต้อนรับศิษย์ที่มีแววรุ่งโรจน์เสียที!”