ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 84 ศัตรูกลุ่มใหม่
กลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ช่วยกันแบกร่างของกลุ่มคนชุดดำมาพร้อมกับคาลอส
ระหว่างทางคาลอสก็ถามไถ่เอดิสันเกี่ยวกับเรื่องของสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ ได้ข้อมูลพื้นฐานหลายอย่างกลับมา รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ดูเหมือนสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปกครองของเขต ร่วมมือกับกลุ่มก่อกบฏ มีการลอบสังหารบุคคลสำคัญภายในมหานคร ซึ่งรายละเอียดลึกๆ หนุ่มแว่นก็ไม่ได้รู้มากนัก
ในที่สุดทุกคนก็มาถึงหน้าประตูเมืองฝั่งตะวันตก เมื่อทุกคนมาถึงพร้อมกับศพที่แบกไว้บนบ่า ทหารประจำการต่างตื่นตกใจกันอย่างยิ่ง รีบรวมตัวกันมาตรวจสอบทันที
“ข้าคาลอส จากตระกูลพีไรซ์ ทำหน้าที่ลาดตระเวนชายป่า เกิดการต่อสู้กับผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าน่าจะมาจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ ขออนุญาตเข้าเมืองเพื่อนำส่งหลักฐานให้แก่เจ้าเมืองปากัสด้วย” คาลอสประสานมือขึ้นมา รายงานต่อหน้ากลุ่มทหารประจำการ
มีชายสองคนเดินเคียงข้างกันมา แหวกทางเข้ามาหาคาลอส หนึ่งเป็นหัวหน้าทหารประจำการ อีกหนึ่งคือคนที่เขารู้จักดี ผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลพีไรซ์ 'มาดิออส'
“ทิวาสวัสดิ์หัวหน้ากองประจำการและผู้อาวุโสสี่” ชายหนุ่มชุดเทาประสานมือทักทายทั้งสองคนอีกครั้ง
“นี่คือศพของกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬงั้นรึ?” หัวหน้าทหารประจำการชำเลืองดูศพคนชุดดำที่กลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์แบกมา “หืม เครื่องแบบของสถาบันอเวกเคนเนอร์? ได้เข้ามาก่อนเถอะ”
“เปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป!” หัวหน้าทหารประจำการทำความเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ตะโกนสั่งให้เหล่าทหารเปิดประตูเมืองทันที
“เช่นนั้นข้าฝากเจ้าพาทั้งห้าคนไปจวนท่านเจ้าเมืองด้วยนะมาดิออส ขอบใจที่มาเยี่ยมเยียนข้าในวันนี้” หัวหน้าทหารประจำการ โบกมือร่ำลา พร้อมกับฝากเรื่องราวต่อให้แก่มาดิออสเพราะตนต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อ
มาดิออสตอบรับอีกฝ่ายพลางสวมกอดกันเบาๆ ก่อนผละออกจากกัน ผู้อาวุโสสี่เดินนำกลุ่มวัยรุ่นทั้งห้าคนเข้าไปในเมืองแทนเพื่อนสนิทของตน
ระหว่างทางคาลอสก็เอ่ยถามผู้อาวุโสของตน “ผู้อาวุโสสี่ท่านหายดีแล้วหรือจึงออกจากเขตตระกูลมาได้?”
คาลอสจ้องมองอีกฝ่าย ปกติมาดิออสมักจะไม่ออกจากเขตของตระกูลเท่าไหร่นักหากไม่มีเหตุจำเป็น คาลอสจึงคิดไปว่าอีกฝ่ายยังคงพักรักษาตัวอยู่
“ฮ่าๆๆๆ” มาดิออสหัวเราะให้กับคำถามของชายหนุ่ม ก่อนจะตอบกลับไป “ข้าหายดีตั้งนานแล้ว ยิ่งตระกูลของเราผลิตโอสถรักษาออกมาเป็นจำนวนมาก ข้ายิ่งไม่มีโอกาสนอนพักฟื้นอยู่ได้นาน ที่ข้าอยู่แต่ในตระกูลเพราะข้าเก็บตัวฝึกฝนพลังต่างหากเล่า”
“และข้าก็เพิ่งพัฒนาระดับได้เมื่อวานนี้ จึงออกมาพบปะเพื่อนฝูงเพื่อเฉลิมฉลองเสียหน่อย อยู่แต่ในเรือนมันก็อุดอู้ เจ้าว่าใช่หรือไม่เล่า?” มาดิออสหันมายิ้มให้กับชายหนุ่มตระกูลพีไรซ์
“ท่านพัฒนาระดับ? เท่ากับว่าท่านกลายเป็นอเวกระดับที่หกแล้วงั้นรึ?!” คาลอสแสดงสีหน้าตกใจ เขาคิดว่าคนต่อไปที่จะพัฒนาระดับได้ก่อนคือผู้อาวุโสสอง'เมลิก'เสียอีก กลับกลายเป็นผู้อาวุโสสี่ที่นอนพักฟื้นมาอย่างยาวนานชิงตัดหน้าไปก่อน
“ฮ่าๆๆ ถูกต้อง แต่แน่นอนว่ายังไม่ได้น่าชื่นชมเท่าไหร่หรอก เทียบกับเจ้าแล้วข้าไม่มีอะไรจะอวดอ้างเลยจริงๆ” มาดิออสตอบคำถามอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับปลดปล่อยไอพลังของอเวกระดับหกเพื่อยืนยัน
กลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ที่เดินตามมาด้านหลังให้ความสนใจเล็กน้อย แอบชื่นชมในใจว่าเมืองปากัสแห่งนี้เต็มไปด้วยเสือหมอบมังกรซ่อนจริงๆ มีเจ้าเมืองเป็นอเวกระดับแปด มีอัจฉริยะหนุ่มที่อายุเท่าๆ กับพวกตนเป็นอเวกระดับเจ็ด แล้วยังมีคุณลุงคนที่เดินเจอระหว่างทาง กลับกลายเป็นอเวกระดับหกอีกด้วย
แต่กับไอด้าที่อยู่ด้านหลังคิดอีกแบบ เธอรู้สึกตกใจและสงสัยกับตระกูลพีไรซ์มากขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่คาลอสเท่านั้นที่มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด แต่รวมถึงคนอื่นๆ ในตระกูลพีไรซ์ด้วย มาดิออสอายุเริ่มจะมากแล้ว หลังจากนี้ร่างกายมีแต่จะถดถอยลงเรื่อยๆ อย่างมากสุดก็คงไปถึงได้เพียงอเวกระดับห้า เหตุใดยามนี้จึงกลายเป็นอเวกระดับหก!
ยิ่งคิดเกี่ยวกับตระกูลพีไรซ์เท่าไหร่ ทุกอย่างก็ยิ่งน่าสงสัย มีปริศนามากมายเต็มไปหมด ทั้งการค้าที่ก้าวหน้าไปมาก และความแข็งแกร่งของคนในตระกูลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด มูลเหตุเบื้องหลังที่เปลี่ยนตระกูลพีไรซ์ให้ผงาดขึ้นมากขนาดนี้คืออะไรกันแน่?
'ดูเหมือนท่านปู่จะพูดถูก ตระกูลพีไรซ์เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ บางที...ข้าอาจจะใจร้อนเกินไป' หลังจากหายตกใจ ไอด้าก็กลับมาคิดทบทวนเรื่องราวได้อย่างมีสติ ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว เห็นทีเธอต้องจัดการอะไรบ้างแล้วหลังจากกลับไปที่ตระกูล
กลุ่มคนทั้งหกเดินทางมาถึงจวนเจ้าเมืองพร้อมทั้งรายงานทุกสิ่งที่เจอออกไป ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ กลุ่มนักเรียนทั้งสี่ก็ไปที่คฤหาสน์ตระกูลเจเวลเลอร์ มาดิออสกลับตระกูลพีไรซ์ ส่วนคาลอสกลับไปทำหน้าที่ลาดตระเวนต่อจนกว่าจะถึงช่วงเย็น
…
ไอด้ากลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเจเวลเลอร์ด้วยอาการนิ่งเงียบผิดปกติ เหมือนกับว่าเธอมีสิ่งที่ต้องคิดอยู่มาก ในขณะที่อีกสามคนไปพักผ่อน เธอก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องโถงใหญ่
ในที่สุดเธอก็คิดได้ แม้เธอจะมีอนาคตที่ดีขึ้นมากก็จริง แต่การเข้าไปเรียนหลักสูตรขั้นสูงของสถาบันอเวกเคนเนอร์ก็ยังมีโอกาสที่น้อยมาก ส่วนการจะเกาะต้นขาของรุ่นพี่กิกัสก็มีความเสี่ยง หากรุ่นพี่กิกัสไม่ผ่านมาตรฐานของทางสถาบัน อนาคตของเธอก็คงจะจบลงตรงนี้ อีกฝ่ายเป็นเพียงสายเลือดจากตระกูลสาขา หาใช่ตระกูลหลักไม่ ไม่มีทางที่ตระกูลหลักจะเลี้ยงดูคนที่ไร้ประโยชน์ต่อไป
ฉะนั้นอย่างน้อยๆ เธอควรจะมีทางเลือกอื่นๆ ไว้บ้าง หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะได้มีหนทางไปต่อ ตอนนี้ตระกูลพีไรซ์นั้นไม่ธรรมดาเลย มีความลับมากมายที่ซ่อนเอาไว้ หากเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลได้ นั่นเท่ากับมีทางเลือกสำรองเพิ่มขึ้น
สัญญาการหมั้นหมายควรคงสภาพเอาไว้ก่อน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องยื้อไว้ให้ได้จนกว่าตัวเธอจะอายุยี่สิบสองปี หากมีอะไรผิดพลาดกับเส้นทางหลักของเธอ ยังมีเส้นทางรองให้ได้เดินต่อไป
“เข้ามา” เสียงของชายชราดังมาจากด้านใน
ไอด้าผลักเปิดประตูเข้าไปด้านใน สุดโถงเป็นเก้าอี้ตัวใหญ่ มีชายชราผมขาวนั่งอยู่บนนั้น กำลังเปิดอ่านแผ่นเอกสารบางอย่าง
“ขอเข้าพบหัวหน้าตระกูล” หญิงสาวเอ่ยปากออกไปให้พอเป็นพิธี ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
“ว่าอย่างไร มีปัญหาใดรึ?” อัลลิทละสายตาจากเอกสารในมือ เงยหน้าขึ้นมองหลานสาวของตน
“ข้าไตร่ตรองเรื่องที่ท่านปู่ได้พูดเมื่อเช้าแล้ว ข้าคิดว่า...บางทีควรจะชะลอเรื่องยกเลิกการหมั้นหมายออกไปก่อน” ไอด้าประสานมือไว้ที่ด้านหน้าของตนเอง
ชายชราฟังคำพูดของหญิงสาวแล้วนิ่งค้างอยู่พักใหญ่ไม่ได้พูดอะไรออกมา จนหญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
สีหน้าของชายชราอัลลิทดูลำบากใจอย่างยิ่ง จ้องตอบสายตาของหลานสาวก่อนจะถอนหายใจออกมา
“จดหมายยกเลิกได้ส่งไปที่ตระกูลพีไรซ์แล้ว” อัลลิทกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นั่น... เช่นนั้นเราต้องส่งคนไปตามจดหมายกลับมา! เราต้องไม่ยกเลิกการหมั้นหมาย!” ไอด้าหน้าเสียเล็กน้อย แต่ก็รีบพูดสิ่งที่ตนคิดออกมาทันที หันตัวทำท่าจะออกไปด้านนอก
“หยุด!” อัลลิทพูดเสียงดัง “ข้าได้รับจดหมายตอบกลับมาแล้ว ทางตระกูลพีไรซ์เห็นด้วยว่าจะยกเลิกการหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว นับแน่นี้ต่อไป เจ้าและคาลอสไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”
“นี่...นี่......ไม่สิ ท่านปู่ ตระกูลเจเวลเลอร์และตระกูลพีไรซ์เป็นมิตรกันมาตั้งนาน เรื่องแค่นี้แก้ไขได้ไม่ยากหรอก ใช่ไหม?” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือเล็กน้อย
ใบหน้าของชายชราดูเหนื่อยใจเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดตอบกลับไป
“เมื่อก่อนมันก็ใช่ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลแตกร้าวกันมามากแล้ว ตั้งแต่ที่เจ้าเดินทางไปเมือง C-04 ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้ตระกูลพีไรซ์ไม่ได้มองเราเป็นมิตรที่ดีอีกต่อไป” อัลลิทถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ
“อีกอย่างตอนนี้ตระกูลพีไรซ์มีอำนาจในมือไม่น้อยทีเดียว แม้แต่เจ้าเมืองปากัสยังต้องหลับตาข้างหนึ่งเสมอเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตระกูลพีไรซ์ ในเมื่อถอนหมั้นไปแล้ว...คงเป็นไปไม่ได้ที่จะหมั้นหมายกันอีก ในจดหมายฉบับนี้ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้ว”
อัลลิทขยับกระดาษในมือให้หญิงสาวเห็น ปรากฏว่าเอกสารที่ชายชราอ่านอยู่เมื่อครู่นี้คือจดหมายตอบกลับจากตระกูลพีไรซ์นั่นเอง
หญิงสาวที่ได้ฟังดังนั้นก็หน้าซีดเซียว กำมือแน่น
ไอด้าก้มหน้าลงเหมือนจะยอมรับ แต่ไม่มีใครทราบว่าเธอรู้สึกอะไรอยู่กันแน่ ยกเว้นตัวของเธอเอง
-------------------------------------------
ช่วงค่ำ
คาลอสกลับมาจากการทำภารกิจลาดตระเวน ก็เข้าพบหัวหน้าตระกูลเพื่อรายงานเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมๆ กับสมาชิกคนอื่น
คนอื่นๆ รายงานความเป็นไปภายในเมือง ส่วนคาลอสรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่าย ทั้งเรื่องการต่อสู้ของนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ และเรื่องของสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬที่ได้ฟังมาจากเอดิสัน
สถานการณ์ภายในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ปกติดี ทุกคนรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตามปกติ มีเพียงวิญญาณบรรพบุรุษที่แอบฟังการประชุมอยู่ภายในห้องโถงเท่านั้นที่ขมวดคิ้วมุ่น
เขาค่อยๆ ตรวจสอบร่างกายของคาลอส และก็พบว่ามีพลังงานวิญญาณบางอย่างติดอยู่ที่ตัวของคาลอส
บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์สะบัดมือหนึ่งครั้งชักนำพลังในร่างวิญญาณขับมันออกไปทันที
เหมือนว่ามันจะเป็นเศษเสี้ยวบางอย่างที่ติดมาจากพิธีกรรมอักขระเรืองแสงตามที่คาลอสเล่าให้มาคัสฟัง คล้ายตราประทับจางๆ ที่แฝงอยู่ในร่างของเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว จินคาดเดาว่ามันน่าจะทำหน้าที่เป็นเครื่องติดตาม เป็นการชี้เป้าหมายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
แต่นอกเหนือจากนี้จินก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามันมีความสามารถอะไรอีก สิ่งที่ทำได้ก็เพียงทำลายมันทิ้งไป ไม่ให้มันติดอยู่บนตัวคาลอสอีก
จินที่ทราบเรื่องราวแล้วก็ลอยออกไปนอกคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ทันที เขาจำได้ว่ากลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬมีวิธีการบางอย่างที่สามารถประทับตราลงไปบนวิญญาณ แล้วดึงวิญญาณให้กลับไปหาผู้ลงตราประทับ
ถึงแม้มันจะไปอย่างเชื่องช้า แต่สุดท้ายสาส์นบางอย่างมันจะกลับไปถึงสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ
ร่างวิญญาณโปร่งแสงบินไปทั่วเมืองเพื่อตามหาดวงวิญญาณที่ตีตราประทับ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แม้แต่ดวงวิญญาณเดียว ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่สามอย่าง
หนึ่ง พวกมันไม่ได้ถูกประทับตราวิญญาณ นั่นหมายความว่าพวกมันมีความสำคัญต่ำในสมาคม หรือไม่ พวกมันก็ไม่ใช่คนจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ ความเป็นไปได้นี้นับได้ว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับตระกูลพีไรซ์
สอง ดวงวิญญาณไม่ได้ลอยมายังทิศทางของเมืองปากัส แต่มุ่งตรงไปทิศทางอื่น
สาม ดวงวิญญาณลอยผ่านเมืองปากัสไปไกล และจินมาตรวจสอบช้าจนเกินไป...ความเป็นไปได้นี้นับว่าน่ากลัวที่สุด นั่นหมายความว่าดวงวิญญาณของคนที่ตายกลุ่มนี้มีความแข็งแกร่งค่อนข้างมาก จึงเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าดวงวิญญาณที่จินได้พบก่อนหน้านี้ นั่นเท่ากับว่า พวกสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬจะได้รับข้อมูลที่เกิดขึ้นวันนี้ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นไม่ใช่ข่าวดีสำหรับตระกูลพีไรซ์เลยสักนิด