เจียวอวี๋นั่งฟังการสนทนาของบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์ร่วมโต๊ะอยู่ครู่หนึ่งก็ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก นั่นเป็เพราะพวกนางเอาแต่พูดถึงสามีและบุตรหลานของตนอย่างไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ เจียวอวี๋จึงขอตัวกับเหลียนซื่อโดยอ้างว่าจะขอตัวไปเข้าห้องสุขา
ในงานเลี้ยงวันนี้ เพื่อความปลอดภัยของเชื้อพระวงศ์สาวใช้ส่วนตัวและบ่าวรับใช้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงาน อาเฟยซึ่งติดตามเจียวอวี๋มาต้องรออยู่นอกวัง ทำให้มีเพียงนางกำนัลของวังหลวงที่คอยติดตามปรนนิบัติรับใช้เท่านั้น
หลังจากออกจากงานเลี้ยง เจียวอวี๋เดินเตร็ดเตร่อยู่ในอุทยานของวังหลวงโดยมีนางกำนัลเดินติดตามอยู่ห่าง ๆ เด็กสาวกวาดสายตามองดูต้นไม้และดอกไม้ที่ปลูกไว้ในสวนอย่างเพลิดเพลิน พันธุ์ไม้บางชนิดเป็ดอกไม้จากแคว้นอื่นที่ถูกส่งมาเป็เครื่องบรรณาการ มิอาจพบได้ในแคว้นจินเล่อ ขณะที่บางชนิดก็สามารถนำไปปรุงเป็ยาได้ ใน่คิมหันตฤดูเช่นนี้ ดอกไม้นานาชนิดแข่งกันผลิบานอวดสีสันสดใสไปทั่วอุทยาน กลิ่นหอมอบอวลในอากาศพลอยทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย
เจียวอวี๋หยุดยืนอยู่หน้าต้นไม้ต้นหนึ่ง นางย่อกายก้มลงสูดกลิ่นดอกไม้สีสดเข้าเต็มปอด ความหอมสดชื่นจากดอกไม้ช่วยให้นางผ่อนคลายจากความวุ่นวายในงานเลี้ยงได้ชั่วขณะ นางหลับตาลงช้าๆ เพลิดเพลินสุนทรีย์กับบรรยากาศเงียบสงบ ปล่อยใจให้ล่องลอยดั่งหมอกบางในยามเช้า
แต่ทว่าในขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติและหมู่มวลบุปผา หูพลันได้ยินเสียงสตรีร้องเอะอะดังมาจากด้านในอุทยาน นางชะงักกายไปชั่วครู่ก่อนจะรีบสาวเท้าเร็วรี่ตรงไปยังต้นเสียง เมื่อเดินไปถึง เบื้องหน้าปรากฏเด็กหญิงอายุราวสิบปีกำลังกรีดร้องด้วยความเ็ป น้ำตาไหลพรากจนเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า รอบกายเด็กหญิงเยาว์วัยมีนางกำนัลหลายสิบคนที่ล้วนใลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนล้อมรอบด้วยความสับสน เจียวอวี๋ไม่รอช้า นางรีบก้าวเท้าเข้าไปพร้อมเอ่ยถามเสียงเรียบและหนักแน่นว่า
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” นางกำนัลอายุน้อยคนหนึ่งใทำอะไรไม่ถูกจึงรีบเปิดปากบอกเจียวอวี๋อย่างไว เพียงหวังว่าหญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้จะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
“องค์หญิงกำลังจะเด็ดดอกไม้เมื่อสักครู่เ้าค่ะ แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น องค์หญิงจึงกรีดร้องขึ้นมา พระหัตถ์ก็เริ่มบวมแดง” เจียวอวี๋ไม่รู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็องค์หญิงพระองค์ใด นางมิได้สนใจเพียงเดินตรงไปยังองค์หญิงน้อย นางกำนัลาุโเห็นเจียวอวี๋เดินปรี่เข้ามาจึงรีบเดินแทรกตัวเข้ามาขวางทางเอาไว้ นางกำนัลเห็นว่าการแต่งกายของเจียวอวี๋หาใช่เครื่องแต่งกายของข้าราชบริพารฝ่ายในไม่ นางอาจเป็ผู้ร้ายทำอันตรายต่อองค์หญิงได้
เจียวอวี๋หันหน้าไปบอกนางกำนัลที่ติดตามมาด้านหลังให้ไปนำน้ำแข็งมา ก่อนจะหันหน้ากลับมาพูดกับนางกำนัลาุโด้วยเสียงเรียบว่า
“แทนที่เ้าจะเข้ามาขวางข้า เ้ารีบไปตามหมอหลวงเถิด หากองค์หญิงเป็อะไรไป คอของเ้าก็อาจไม่มีหัวให้วางแล้ว ข้าเป็บุตรสาวขุนนางที่มาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ ส่วนตัวพอจะรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ขอข้าตรวจดูสักหน่อยเถิด หากไม่เชื่อข้าเ้าก็ส่งคนไปถามได้ที่งานเลี้ยง”
เจียวอวี๋พูดพลางดึงปิ่นปักผมบนศีรษะลงมา ผมดำยาวสลวยตกลงสยายประเต็มแผ่นหลัง นางหาได้สนใจไม่ มือเรียวขาวพลันจับมือองค์หญิงที่บวมแดงไว้แน่น แล้วใช้ปลายปิ่นกดเอาเหล็กในของผึ้งออกอย่างชำนาญคล่องแคล่ว
นางกำนัลที่จากไปนำน้ำแข็งมาพอดี เจียวอวี๋จึงรีบหยิบมาประคบลงบนมือขององค์หญิง ความเย็นช่วยบรรเทาอาการบวมร้อนดุจไฟแผดเผาที่มือ องค์หญิงน้อยเริ่มหยุดร้องไห้ เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ เท่านั้น
“เ้ากำลังทำอะไร!” เสียงตวาดดังขึ้นกลบเสียงสะอื้นไห้ขององค์หญิง ด้านหลังปรากฏร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่ม เขามีไหล่กว้างเอวสอบ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย หากแต่ในดวงตากลับแฝงความดุร้ายราวราชสีห์ที่กำลังจับจ้องเหยื่อ ตลอดร่างสวมอาภรณ์ทหารองครักษ์รักษาพระองค์ซึ่งขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ ทุกย่างก้าวคล่องแคล่วว่องไวประดุจสายลมพัดผ่าน
เพียงชั่วกระพริบตา เขาก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างองค์หญิงแล้ว สีหน้าฉายชัดถึงความระแวดระวังต่อหญิงสาวตรงหน้า มือใหญ่คว้าข้อมือเจียวอวี๋ออกจากพระหัตถ์องค์หญิงอย่างฉับพลัน ปิ่นที่นางถือไว้หลุดร่วงกระทบลงพื้นทันที
“เสด็จ…” องค์หญิงน้อยเอ่ยเรียกเบาๆ ก่อนคำว่า ‘พี่’ จะกลืนหายไป หลี่หลิวหยางผู้แต่งตัวเป็ทหารองครักษ์ในวัง ขยิบตาให้ หลี่เฟยเซียน หนึ่งทีอย่างรวดเร็ว แทบสังเกตไม่เห็น
ส่วนเจียวอวี๋ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขา นางยื่นผ้าที่ห่อหุ้มน้ำแข็งไปให้นางกำนัลถือไว้ พลางกำชับให้ประคบพระหัตถ์ขององค์หญิงต่อไป เจียวอวี๋สะบัดข้อมือหลุดออกจากการเกาะกุมพันธนาการขององครักษ์หนุ่ม ก่อนจะก้มหยิบปิ่นปักผมที่ตกพื้นขึ้นมา มือเรียวยาวเกล้ามัดมวยผมขึ้นด้วยทรงผมธรรมดาเรียบง่าย แล้วจึงเสียบปิ่นทองยึดผมไว้แ่า ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป โดยไม่สนใจผู้ที่เข้ามาใหม่อย่างหลี่หลิวหยาง
เด็กหนุ่มจับจ้องการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถของเด็กสาว ดวงตาคมปลาบลุ่มลึกคอยติดตามจับจ้องนางั้แ่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามาหาหลี่เฟยเซียน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเด็กสาวร่างบาง ผมยาวดำขลับแผ่สยายเต็มแผ่นหลัง นางนั่งคุกเข่าต่อหน้าองค์หญิงตัวน้อยซึ่งกำลังร้องไห้จ้า สายตาของเขาเบนมาจับจ้องใบหน้าของเจียวอวี๋ ดวงหน้านั้นเรียวยาวรูปไข่ ขาวผุดผ่องราวหยกสลัก พวงแก้มแดงระเรื่อดั่งกลีบบุปผาแรกแย้ม ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนแสงระยิบระยับดุจดวงดาวนับพันบรรจุไว้ภายใน จมูกโด่งรั้นได้สัดส่วน รับกับคางที่โค้งมนงดงาม ริมฝีปากเล็กบางชมพูระเรื่อ ผิวพรรณขาวนวลเนียนละเอียดราวกับแพรไหมชั้นดี
แม้เจียวอวี๋จะเป็เพียงเด็กสาววัยเยาว์ แต่ความงามของนางก็เปล่งประกายจนยากจะละสายตาในห้วงขณะนั้น
หลี่หลิวหยางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ใบหน้าของเด็กสาวทำให้เขารู้สึกคุ้นตาอย่างน่าประหลาด ราวกับเคยพบเจอนางที่ใดสักแห่งมาก่อน ทว่าดวงตากลมโตฉ่ำวาวของนางกลับดึงดูดเขาให้จมดิ่งลงสู่ภวังค์ความคิดโดยไม่ทันรู้ตัว เสียงเล็ก ๆ ขององค์หญิงหลี่เฟยเซียนดึงเขาให้กลับมามีสติอีกครั้ง
“เสด็จพี่สาม ทำไมท่านถึงแต่งกายเช่นนี้ล่ะเพคะ?”
องค์หญิงหลี่เฟยเซียนเอ่ยถามพี่ชายร่วมอุทรด้วยใบหน้าที่ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา หลี่หลิวหยาง หรือองค์ชายสามพลันได้สติก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งเช่นเคย เขาหันไปสั่งนางกำนัลด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด
“รีบนำองค์หญิงกลับตำหนัก ตามหมอหลวงมาทันที อย่าได้ชักช้า!”
กล่าวจบ หลี่หลิวหยางก็เร่งฝีเท้าจากไปทันที เขาก้าวเดินฉับไวมุ่งตรงไปยังทิศทางที่เจียวอวี๋เดินกลับไป ทว่าก็ยังคงพยายามรักษากิริยามารยาทไว้ เขาเดินตามหลังเจียวอวี๋ในระยะประชิด ก่อนจะะโเรียกนาง
“คุณหนูท่านนี้ หยุดก่อน!”
หลี่หลิวหยางเดินไปขวางหน้านางไว้อย่างทันท่วงที จึงทำให้เจียวอวี๋ต้องหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น จ้องมองไปยังใบหน้าของผู้ที่ขวางทางนางไว้