รุ่งอรุณในนครเชียงใหม่ไม่ได้นำพามาซึ่งความสดใสแต่กลับนำมาซึ่งความจริงอันน่าหดหู่ของชีวิตภายใต้การปกครองของศัตรู
คำอินทร์และลุงมีตื่นขึ้นมาในห้องเช่าที่ซอมซ่อและคับแคบ เสียงกงล้อของเกวียน เสียงตะโกนของผู้คนและเสียงฝีเท้าของทหารพม่าที่เดินตรวจการณ์อยู่ตามท้องถนนดังผสมปนเปกันเข้ามาปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นสู่โลกแห่งความเป็นจริง
โลกที่พวกเขาเป็นเพียงผู้อาศัยที่แปลกหน้าและเป็นผู้บุกรุกที่ต้องซ่อนเร้นตัวตน
หลังจากที่กินอาหารเช้าง่ายๆ ที่ประกอบด้วยข้าวเหนียวนึ่งกับน้ำพริกที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อวาน การวางแผนเพื่อเริ่มต้นภารกิจก็ได้เริ่มต้นขึ้น
"เอาล่ะ พ่อหนุ่ม" ลุงมีเอ่ยขึ้นหลังจากที่ซดน้ำชาอึกสุดท้าย "ตอนนี้เราก็มาถึงรังของเสือแล้ว เจ้าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน จะเริ่มตามหา 'เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ' ที่ว่านั่นหรือจะเริ่มสืบหาร่องรอยของครอบครัวเจ้าก่อน"
คำอินทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในใจของเขานั้นสับสนและปั่นป่วน การตามหามรดกขององค์สมเด็จพระนเรศวรคือภารกิจที่ยิ่งใหญ่แต่การตามหาความจริงเกี่ยวกับการตายของท่านตาและท่านแม่คือพันธะที่ผูกมัดหัวใจของเขามาตลอดชีวิต
"ข้าจะเริ่มจากบ้านเก่าของท่านตาก่อน" เขาตัดสินใจในที่สุด "ข้าเชื่อว่าหากจะมีที่ใดที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยหรือพลังงานของท่านอยู่ ก็ต้องเป็นที่นั่น...ที่คุ้มเจ้าพระยาอินทร์"
ลุงมีพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย "เป็นความคิดที่ดีแต่ปัญหาก็คือเรารู้รึว่าไอ้คุ้มที่ว่านั่นมันตั้งอยู่ที่ไหน"
มันคือคำถามที่สำคัญที่สุดเวลาได้ล่วงเลยไปสิบกว่าปีนับตั้งแต่ที่ตระกูลของเจ้าพระยาอินทร์ต้องพบกับหายนะ เมืองเชียงใหม่ภายใต้การปกครองของพม่าคงจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่ตั้งของคุ้มเจ้าเมืองในอดีตอาจจะถูกทุบทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้
"ท่านลุงพอจะช่วยข้าได้หรือไม่" คำอินทร์มองไปยังสหายต่างวัย
"ท่านมีความสามารถในการเข้าหาและพูดคุยกับผู้คน ข้าอยากให้ท่านช่วยไปสืบหาที่ตั้งของคุ้มเจ้าพระยาอินทร์ให้ที ส่วนข้าจะลองใช้จิตสัมผัสเพื่อตามหา 'กระแส' ของเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำที่ข้ารู้สึกได้เมื่อคืนนี้ เราจะแยกกันทำงานแล้วกลับมาพบกันที่นี่อีกครั้งตอนพลบค่ำ"
"เข้าท่า!" ลุงมีตบเข่าฉาด "แยกกันทำงานย่อมดีกว่า จะได้ไม่เป็นที่น่าสงสัย ไม่ต้องห่วงเรื่องสืบข่าวจากชาวบ้านน่ะงานถนัดของลุงเลย!"
แล้วจิ้งจอกเฒ่าก็ได้ออกโรงอีกครั้ง แกลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า จากชุดชาวป่ามอมแมมกลายเป็นชุดของตาแก่หาเช้ากินค่ำที่ดูน่าสงสาร แกใช้ดินโคลนทาหน้าให้ดูหมองคล้ำลงอีกแล้วเดินออกจากห้องพักไปด้วยท่าทีที่หลังค่อมและดูไม่มีพิษมีภัย กลมกลืนไปกับฝูงชนที่ยากไร้ในเมืองนี้ได้อย่างแนบเนียน
ส่วนคำอินทร์นั้น...เขานั่งลงขัดสมาธิอยู่บนพื้นห้องเริ่มโคจรพลังจากแก่นอาคม เขาหลับตาลงแผ่จิตสัมผัสของตนเองออกไปราวกับหยั่งรากลึกลงไปในแผ่นดินของนครเชียงใหม่
เขาพยายามจะตามหากระแสพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่เขาสัมผัสได้เมื่อคืนแต่การทำเช่นนั้นในตอนกลางวัน ที่ที่เต็มไปด้วยกระแสพลังชีวิตอันวุ่นวายของผู้คนนับหมื่น มันยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร เขาทำได้เพียงแค่รับรู้ว่าพลังนั้นยังคงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งทางทิศเหนือของเมืองแต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้
ในขณะเดียวกันนั้นลุงมีก็ได้เริ่มต้นภารกิจของแก
แกไม่ได้เดินเข้าไปถามผู้คนอย่างตรงไปตรงมาแต่กลับใช้เล่ห์เหลี่ยมของจิ้งจอกเฒ่า แกเดินไปที่ตลาดที่คึกคักที่สุดแล้วไปนั่งอยู่ที่ร้านขายข้าวซอยข้างทาง แกสั่งข้าวซอยมาชามหนึ่งแล้วเริ่มชวนยายเจ้าของร้านที่กำลังลวกเส้นอยู่คุย
แกชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องราคาข้าวของที่แพงขึ้นแล้วก็ค่อยๆ วกเข้าเรื่องเก่าๆแสร้งทำเป็นตาแก่ขี้ลืมที่เคยเดินทางมาเชียงใหม่เมื่อนานมาแล้วแล้วถามถึงสถานที่ต่างๆ ในอดีต
"ยาย...ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อน...ตรงแถวๆ นี้มันเคยมีคุ้มของเจ้าเมืองที่สวยงามมากเลยนี่...ใช่รึเปล่า"
ยายเจ้าของร้านชะงักไปเล็กน้อย แววตาของแกฉายแววหวาดระแวงขึ้นมาทันที "ลุงจะไปพูดถึงเรื่องเก่าๆ ทำไมกัน สมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว...อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย"
พูดจบ...ยายก็หันกลับไปสนใจกับการทำข้าวซอยต่อ...ไม่ยอมพูดกับแกอีกเลย
ลุงมีรู้ได้ทันทีว่าเรื่องราวของเจ้าเมืองคนเก่าได้กลายเป็น "เรื่องต้องห้าม" สำหรับชาวเมืองที่นี่ไปเสียแล้ว
การพูดถึงมันอาจจะนำมาซึ่งอันตราย
แกพยายามจะไปตีสนิทกับคนอื่นๆ ทั้งสารถีรถม้า คนงานในวัดและแม้กระทั่งขอทานแต่ทุกคนต่างก็ให้คำตอบเดียวกัน...คือการส่ายหน้าแล้วเดินหนีไป
ไม่มีใครกล้าที่จะพูดถึง "เจ้าพระยาอินทร์" เลยแม้แต่คนเดียว ราวกับว่าชื่อๆ นี้ได้ถูกลบออกไปจากความทรงจำของเมืองนี้แล้ว
จนกระทั่งในที่สุดแกก็ได้พบกับความหวัง
มันคือชายชราขี้เมาคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ข้างไหเหล้าที่ร้านเหล้าอุโทรมๆ แห่งหนึ่ง ลุงมีเดินเข้าไปแล้วสั่งเหล้าชั้นดีที่สุดในร้าน รินใส่จอกยื่นไปจ่อที่จมูกของชายขราผู้นั้น
กลิ่นหอมของสุราปลุกให้ชายชราตื่นขึ้นมาทันที แกมองลุงมีด้วยสายตาที่ละโมบ
"ลุงเลี้ยงเอง" ลุงมีกล่าว "ขอแค่ตอบคำถามลุงสักสองสามข้อก็พอ"
หลังจากที่ได้ดื่มสุราดีๆ เข้าไปหลายจอก ชายชราผู้นั้นก็เริ่มเปิดปาก ประจวบเหมาะขี้เมาคนนี้เคยเป็นทหารรับใช้เก่าแก่ในคุ้มของเจ้าพระยาอินทร์
แกเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยความอาลัยอาวรณ์แล้วก็ชี้ทางไปยังที่ตั้งของคุ้มหลังนั้นให้แต่แกก็ไม่ลืมที่จะเตือนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา
"อย่า...อย่าไปที่นั่นเลย...ที่นั่น...มันกลายเป็นรังของพวกพม่าไปแล้ว...มันเป็นที่ต้องห้าม...ใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว...มักจะไม่ได้กลับออกมาอีก"
พลบค่ำวันนั้นลุงมีก็ได้นำข้อมูลที่ได้มากลับมาบอกแก่คำอินทร์
หลังจากสนทนากันเสร็จ คำอินทร์ใจร้อยอยากจะไปดูลาดเลาสถานที่จริง ทั้งสองจึงได้ออกเดินทางอีกครั้งมุ่งหน้าไปยังใจกลางของเมืองเก่า ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของเจ้าเมืองล้านนา
พวกเขาเคลื่อนไหวไปตามเงามืดของตรอกซอกซอย จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของคุ้มเจ้าพระยาอินทร์
และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ได้ทำให้หัวใจของคำอินทร์...แตกสลายลงอีกครั้ง...
มันไม่มีคุ้มที่งดงามอีกต่อไปแล้ว
บนพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านของท่านตาและท่านแม่ที่ชายหนุ่มจำได้ว่าเมื่อก่อนสถานที่นี้มีบ้านไม้หลังใหญ่โตสวยงาม พื้นที่กว้างขวางแต่บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วย "ค่ายทหาร" ขนาดใหญ่ของพม่า!
สถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่เคยอ่อนช้อยและงดงาม ได้ถูกรื้อถอนทำลายลงจนหมดสิ้น มันถูกสร้างทับด้วยอาคารไม้ที่แข็งกระด้างและดูไร้ชีวิตชีวาตามแบบฉบับของกองทัพ
ธงหงสาผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสาเป็นดั่งการประกาศชัยชนะและการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเจ้าของแผ่นดินเดิมอย่างเลือดเย็น
ทหารพม่าในชุดเกราะเดินตรวจการณ์ไปมาอย่างเข้มแข็ง เสียงตวาดและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของพวกมันดังลอดออกมาเป็นระยะ
อดีตที่สวยงามได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง
คำอินทร์ยืนนิ่งอยู่ในเงามืดของอาคารฝั่งตรงข้าม เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธแค้นที่เย็นเยียบและลึกล้ำได้ก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่คือสิ่งที่พวกมันทำกับครอบครัวของเขา นี่คือสิ่งที่พวกมันทำกับแผ่นดินเกิดของมารดา
เขาหลับตาลงพยายามจะข่มความโกรธนั้นไว้แล้วแผ่จิตสัมผัสกระแสออกไป...
เขาพยายามจะค้นหา...ร่องรอย...พลังงาน...หรืออะไรก็ได้...ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของท่านตาและท่านแม่...
กระแสพลังส่วนใหญ่ในบริเวณนี้คือพลังที่แข็งกร้าวและเต็มไปด้วยจิตสังหารของเหล่าทหารพม่า...
แต่แล้วลึกลงไปภายใต้พลังเหล่านั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงมัน
มันเป็นกระแสพลังที่แผ่วเบาและเก่าแก่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่ก็ยังคงความสูงศักดิ์และบริสุทธิ์เอาไว้
มันไม่ได้มาจากค่ายทหารแต่แผ่ออกมาจาก "วัดโบราณ" แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกัน
วัดที่มีเจดีย์สีทองอร่ามที่ยอดของมันพังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง พระแสงปืนต้นที่อยู่ในย่ามของเขาก็ได้สั่นสะเทือนขึ้นมาเบาๆเป็นการขานรับ...
คำอินทร์ลืมตาขึ้น...แววตาของเขาเปลี่ยนไป...ความโกรธแค้นถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่ชัดเจน
เขาหันไปบอกกับลุงมี...
ข้าพบแล้ว...ท่านลุง...ข้าพบร่องรอยแล้ว
เขาชี้ไปยังวัดร้างโบราณแห่งนั้น