ตอนที่ 333 ฝูงจิ้งจอกอีกครั้ง
พื้นที่ภายนอกนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับสงคราม ซากของโลหิตและเศษเนื้อกระจัดกระจายไปทั่วจนน่าสะอิดสะเอียน ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เห็นเพียงแต่สีโลหิตและสีน้ำตาลของขนปุกปุย
ขนเหล่านั้นบัดนี้มันไม่ได้ติดอยู่บนร่างน่ารักของจิ้งจอกทะเลทรายอีกต่อไป หากลอยล่องไปตามสายลมเหม็นกลิ่นคาวโลหิต ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยซากของจิ้งจอกทะเลทราย
ทะเลทรายฝังอัญมณีกลับโหดร้ายยิ่ง ซากของจิ้งจอกทะเลทรายหลายร้อยตัวเพียงไม่นานก็ถูกพัดหาย กลบปิด และกัดเซาะด้วยผืนทราย หลงเหลือเพียงเศษกระดูกและชิ้นส่วนร่างกายบางชิ้นที่แทงขึ้นมาเหนือผิวทราย
ในจำนวนนั้น สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือซากขนาดใหญ่ของแมลงเต่าทองตัวหนึ่ง มันถึงกับตัวใหญ่ยิ่งกว่าตอนที่มันโจมตีนิทานเสียอีก คำแห่งพลัง ขยายกายา ยังคงส่องประกายบนเปลือกหลังของมัน
ทั้งสองสนใจจะเข้าไปเก็บเปลือกหลังชิ้นนั้นมา หากโชคดีมันอาจกลายเป็นวัตถุสลักคำ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจทำได้ เพราะอริยะอีก 3ตัวที่เหลือรอดนั้นกำลังรุมกัดกินซากร่างของแมลงเต่าทองตัวนั้นอยู่
ซากร่างของสัตว์อสูรระดับอริยะคือสารอาหารชั้นเลิศที่พวกมันไม่มีโอกาสได้กินบ่อยนัก อริยะเหมือน ๆ กันไม่สามารถสังหารกันได้โดยง่าย ดังนั้นเมื่อสหายของมันตายเช่นนี้จึงไม่ต่างอะไรกับลาภก้อนโต ทั้งหมดรุมกัดกินอย่างเพลิดเพลิน ลบเลือนมิตรภาพที่เคยมีให้กันจนสิ้น
ฝูงจิ้งจอกทะเลทรายนั้นแข็งแกร่งกว่าที่นิทานคาด พวกมันถึงกับสามารถสังหารหนึ่งในอริยะไปได้ เป็นความสำเร็จที่น่ายกย่องมากแล้วสำหรับฝูงสัตว์อสูรที่มีตัวที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงระดับนักสลักโท
ราคาของการสังหารหนึ่งในอริยะนั้นกลับโหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด ฝูงจิ้งจอกทะเลทรายนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แตกแยกหลบหนีกันไปคนละทิศละทาง เสียงกรีดร้องโหยหวนจากตัวที่ไม่อาจหนีทันยังคงดังก้อง
ทั้งสองย่องออกจากพื้นที่นั้นอย่างเชื่องช้า คีตาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยกโทษให้มันง่าย ๆ ดังนั้นการแอบออกไปจึงเป็นวิธีเดียว มันไม่อยากเสี่ยงวิ่งหนีออกตรง ๆ จนโดนไล่ตาม
นิทานคาดไว้ว่าขอเพียงทั้งสองออกจากทะเลทรายฝังอัญมณีโดยไม่มีคนตามได้ พวกเขาสามารถใช้ความเร็วสูงสุดเดินทางกลับเมืองศิลาลัยได้ทันที ขณะนี้ก็ค่ำแล้ว พระอาทิตย์ไม่ปรากฏบนน่านฟ้าอีกต่อไป หลังจากปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจหาที่พักผ่อน เติมพลังและพักผ่อนจิตใจที่เหนื่อยล้า
ท่ามกลางเศษซากของการต่อสู้และอริยะอีก 3ตัวที่สนใจแต่อาหารตรงหน้า ทั้งสองหลบหนีพ้นออกมาได้อย่างง่ายดาย แผนการที่ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อยกลับส่งผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่การหลบหนียังไม่ประสบปัญหาใด ๆ
ความโชคดีหลายชั้นติดต่อกันเช่นนี้ทำให้นิทานอารมณ์ดีขึ้นมาก เมื่อออกพ้นระยะที่อริยะทั้ง 3 สมควรรู้ตัว คีตาก็เร่งความเร็วพาทั้งสองออกจากพื้นที่ ภารกิจในการตามหาวัตถุดิบชิ้นแรกนั้นประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี แถมยังทำเวลาได้ดียิ่ง เพียงไม่ถึงอาทิตย์เดียวเท่านั้น
เมื่อพ้นระยะทำการของอริยะทั้ง 3 ในที่สุดพวกเขาจึงได้พักผ่อนเสียที วันนี้เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์มากมายที่ตั้งแต่เข้าทะเลทรายฝังอัญมณีมา
ยามรุ่งสางมาถึง ทั้งสองตื่นแต่เช้าพร้อมออกเดินทาง ทั้งสองเลือกที่จะเดินทางอย่างค่อยเป็นค่อยไป รัดกุมและปลอดภัย ด้วยความเร็วเพียงเท่านี้กว่าจะออกจากทะเลทรายได้ก็สมควรมืดค่ำอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่นิทานยอมรับได้ หากพวกเขาใช้ความเร็วที่มากกว่าปกติโดยเน้นหลบหนีสัตว์อสูรส่วนมาก พวกเขาสามารถพ้นจากเขตทะเลทรายได้ตั้งแต่ช่วงบ่าย เพียงแต่เพราะพวกเขานั้นก่อปัญหามากเกินไป การเดินทางออกอย่างระมัดระวังและรัดกุมกว่าเดิมนั้นจะปลอดภัยกว่า
การเดินทางยามค่ำคืนในป่านั้นอันตรายก็จริง แต่จากที่ทั้งสองกะไว้ หากเร่งความเร็วขึ้นโดยการใช้พลังไล่ตามของคีตา พื้นที่ในป่าราว2-3ร้อยกิโลเมตรที่ทั้งสองเดินทางผ่านมาจะสามารถจบได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เร็วพอจะทำให้ทั้งสองไม่ต้องเดินทางกลางความมืดนาน และป่านั้นเมื่อเทียบกับทะเลทรายฝังอัญมณีก็ปลอดภัยกว่ามาก
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนและพวกเขาสามารถไปถึงป่าได้ก่อนเที่ยงคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะสามารถกลับสู่เมืองศิลาลัยเพื่อเตรียมการเดินทางเที่ยวต่อไปได้
ด้วยความเร็วของทั้งสองที่ต้องปกปิดตัวตนและร่องรอยอย่างเต็มที่ กว่าทั้งสองจะกลับมาถึงบริเวณโอเอซิสแห่งที่สองก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว
ห่างออกไปกิโลเมตรหนึ่ง คีตาจับสัมผัสของพวกฝูงจิ้งจอกทะเลทรายได้อีกครั้ง ปัจจุบันนี้พวกมันเหลืออยู่เพียงไม่ถึงร้อยตัวเท่านั้น ระดับนักสลักโทก็เหลือจ่าฝูงเพียงตัวเดียว
ภาพของฝูงจิ้งจอกถูกส่งผ่านไปยังนิทาน ไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไร คีตาเตรียมเบี่ยงทิศทางเล็กน้อย พวกเขาย่อมไม่ต้องการเข้าไปยุ่งกับพวกจิ้งจอกทะเลทรายเหล่านั้น
คีตาม่านตาหดลงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ มันทำหน้าครุ่นคิดราวกับกำลังลังเลว่าควรส่งข้อมูลชุดต่อไปให้นิทานดีหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วคุณธรรมในใจก็เป็นฝ่ายชนะ ภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันของฝูงจิ้งจอกทะเลทรายไหลเข้าสู่ห้วงจิตของนิทาน
พวกมันหลายตัวมีท่าทีสะบักสะบอม ไม่เหลือท่าทีโอหังจองหองดังก่อน ระดับนักสลักโทก็เหลือเพียงจ่าฝูงตัวเดียว นักสลักเอกร่อยหรอลงมาก เกือบทั้งหมดเป็นเพียงผู้เรียนรู้
ฝูงจิ้งจอกทะเลทรายพวกนี้เผชิญกับเคราะห์หนักมาอย่างแท้จริง หากผู้ที่เผชิญเคราะห์หนักยิ่งกว่ากลับไม่ใช่ฝูงจิ้งจอก ตรงกลางของฝูงจิ้งจอกนั้นคือนักผจญภัยสองคน
คนหนึ่งคือนักผจญภัยเผ่าไร้หางที่มีหูหมี อีกคนหนึ่งคือนักผจญภัยเผ่าครึ่งสัตว์ที่มีปีกค้างคาว ขณะนี้พวกเธอกำลังถูกล้อมโดยฝูงจิ้งจอกทะเลทราย บาดแผลเกลื่อนทั่วร่าง
พวกจิ้งจอกทะเลทรายมีท่าทีดุร้ายกว่าที่เคย พวกมันคงพยายามล่าหาอาหารเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงเผ่าพันธุ์ของพวกมันเพิ่มทดแทนที่สูญเสียไป นักสลักโทถึงสองคนย่อมเป็นอาหารชั้นเลิศ
นักผจญภัยทั้งสองสีหน้าเขียวคล้ำ แม้ว่าพวกเธอทั้งคู่จะเป็นถึงนักสลักโทแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเอาชนะฝูงจิ้งจอกที่มีเกือบร้อยได้ ในมือของเผ่าครึ่งสัตว์คือยันต์ชิ้นหนึ่งมีแผ่นกลิ่นอายของพลังสายมิติ ตัวยันต์ขาดวิ่นพังทลาย พลังที่อยู่ในนั้นไหลทิ้งออกไปอย่างสูญเปล่า
นี่สมควรเป็นสมบัติที่พวกเธอเตรียมไว้สำหรับหลบหนีในกรณีฉุกเฉิน หากเพราะเหตุผลบางประการตัวยันต์นั้นกลับพังทลายลง ยันต์อีกชิ้นหนึ่งในมือของเผ่าไร้หางนั้นยังปลอดภัยดี หากเธอกลับไม่ยินยอมจะใช้มัน
“ฉันจะไม่มีวันทิ้งเธอ!” คีตาอ่านปากของทั้งสอง มันพาร่างของทั้งสองเข้าไปใกล้ฝูงจิ้งจอก
“โอฟีเลีย เธอไม่ได้ทิ้งฉัน! ห้ามพูดแบบนั้นอีก!”
“ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่มีวันหนีไปคนเดียวแน่! โรซาเลีย ฉันจะอยู่กับเธอ!”
ท่ามกลางความสิ้นหวัง สองนักผจญภัยต่างเริ่มเอ่ยวาจาโต้เถียงกันไปมา รอบตัวพวกเธอคือเขตอาคมประหลาดที่ก่อตัวขึ้นจากแสงอาทิตย์และทราย แสงอาทิตย์ทำหน้าที่เป็นโครงร่าง ทรายจากทะเลทรายต่างเติมถมเข้าใส่ช่องว่าง เกิดเป็นปราการที่ซ่อมแซมตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ปราการนี้แข็งแกร่งกว่าภาพลักษณ์ของมันมาก ฝูงจิ้งจอกทะเลทรายใช้การโจมตีหลากหลายรูปแบบหากปราการทรายนั้นก็สามารถป้องกันได้อย่างหมดจด ปราการทรายนี้คือเหตุผลเดียวที่พวกเธอยังรอดชีวิตจนถึงปัจจุบัน
อาจเป็นเพราะพลังของพวกเธอสามารถพึ่งพาทราย พวกเธอจึงกล้าเข้ามาในทะเลทรายฝังอัญมณีเพียงสองคน
แม้จะยอดเยี่ยมเพียงไรหากก็ยังคงเป็นพลังจากระดับนักสลักโท พวกเธอนั้นมีขีดจำกัด สีหน้าที่ซีดเซียวของเผ่าครึ่งสัตว์ปีกค้างคาวคนนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าพลังจิตวิญญาณของเธอนั้นร่อยหรอลงเต็มที
นิทานเม้มปากแน่น ภายในใจความคิดต้องการช่วยผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทางด้านคีตาเองก็ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ความต้องการจะช่วยของมันไม่สูงเท่านิทาน ในสายตามัน ฝูงจิ้งจอกพวกนั้นถึงแม้จะอ่อนแอลงแต่ก็ยังเป็นภัย
ช่วยเถอะคีตา ฝูงจิ้งจอกมาอยู่แถวนี้เพราะพวกเรา นิทานกล่าวพร้อมลูบหลังหัวคีตาอย่างแผ่วเบา เขารู้ดีว่าทำไมคีตาถึงเป็นกังวล คีตานิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
มันโตมากับนิทาน มันย่อมมีความคิดอ่านไม่ต่างไปจากนิทานมาก มันเพียงเป็นห่วงนิทานก็เท่านั้น
เมื่อตัดสินใจได้แล้วทั้งสองจึงวิ่งตะบึงเข้าไปหาฝูงจิ้งจอก ในสถานการณ์เช่นนี้พวกเขาไม่อยากเสียเวลามาก เพียงฝ่าเข้าไปตรง ๆ คว้าสองนักผจญภัยไว้ แล้วค่อยลากหนีไปจะสะดวกที่สุด
พลังผลักสำแดงออกอย่างรวดเร็ว ผลักฝ่าฝูงจิ้งจอกหลายตัวที่ไม่อาจรับรู้ถึงพลังจิตวิญญาณหนาแน่นจากทางด้านหลัง ร่างสองร่างตัดฝ่าผืนทรายอย่างรวดเร็ว จิ้งจอกตัวจ่าฝูงราวกับจดจำกลิ่นอายของทั้งสองได้ มันหันหน้ามามองทั้งสองด้วยแววตาเคียดแค้น
ก่อนที่มันจะได้แผดเสียงร้องสั่งการ ร่างของมันก็แหลกเละไปด้วยหัตถ์ยักษ์ที่ประกบเข้าหากัน ในเมื่อเหลือนักสลักโทเพียงตัวเดียวเช่นนี้ใครที่พวกเขาต้องจัดการก่อนก็ชัดเจนยิ่ง
การสูญเสียจ่าฝูงไปทำให้พวกจิ้งจอกทะเลทรายเป๋ไปไม่น้อย แต่เพราะความหิวหรือความสูญเสียไม่อาจทราบ พวกมันกลับไม่เลือกถอยหนีไป เลือกที่จะกลุ้มรุมเข้าหาเหยื่อหน้าใหม่ที่ไร้ปราการคุ้มกาย
ดาบยักษ์ตวัดสังหารฝูงจิ้งจอกทะเลทรายที่ขวางทาง ร่มปกปักหทัยสีน้ำตาลเหวี่ยงฟาดสังหารจิ้งจอกที่โจมตีจากทางด้านหลังพร้อมทั้งป้องกันการโจมตีระยะไกล
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากทางฝั่งนี้เรียกสายตาของเผ่าครึ่งสัตว์ให้หันหน้ามามอง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นความทราบซึ้ง มีคนมาช่วยพวกเธอแล้ว! ทั้งสองสามารถรอดออกไปด้วยกันได้แล้ว!
เธอเขย่าแขนคนรักของเธอด้วยความดีใจ ชี้มายังนักบวชหญิงบนหลังม้า โอฟีเลียสายตาเต็มไปด้วยความดีใจเช่นกัน เวลานี้เองที่คีตาพลันทำจมูกฟุดฟิด มันได้กลิ่นที่คุ้นเคย ตวัดสายตาหันไปมองต้นกำเนิดกลิ่นนั้น
ท่ามกลางฝูงจิ้งจอกทะเลทราย ร่างของชายหนุ่มหน้าตางดงามปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ผมสีขาวดั่งนมของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม ทั่วทั้งกายของเขาถูกปิดบังด้วยผ้าคลุม มีเพียงส่วนแขนที่ยื่นออกมา ในมือนั้นคือขลุ่ยสีเขียวหยกงดงาม
จิ้งจอกทะเลทรายรอบชายหนุ่มคนนั้นตื่นตระหนก อยู่ ๆ ชายคนนี้ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางพวกมัน หลายตัวพยายามเข้าตะครุบหากก็ถูกหมัดลุ่น ๆ เสยซัดกระเด็นไป
“อุดหูครับ!” ชายหนุ่มเผ่าจิตวิญญาณผู้นั้นตะโกนเสียงดังลั่น บอกกล่าวแก่สองนักผจญภัย ยามที่คีตาหันไปพบกับชายหนุ่มผู้นั้น ชายหนุ่มผู้นั้นก็พบพวกเขาเช่นกัน ชายหนุ่มผู้นั้นประหลาดใจไม่น้อยที่ม้าแผงคอแดงตัวนั้นพบตัวเขาได้ก่อนที่เขาจะปลดพลังปกปิดของตน
นิทานหันไปมองตาม นัยน์ตาสีม่วงประสานเข้ากับนัยน์ตาสีขาวเทาของชายหนุ่มเผ่าจิตวิญญาณ ความงุนงงปรากฏขึ้นในแววตาของทั้งสองฝ่าย สถานการณ์ไม่อาจรอได้ แม้จะยังมึนงงหากชายหนุ่มผู้นั้นยังคงเอาขลุ่ยแนบริมฝีปาก
นิทานและคีตาพลันนึกถึงคำเตือนของชายหนุ่ม ก้มลงอุดหูทั้งสองด้วยยางไม้ นักผจญภัยทั้งสองที่ติดอยู่ใจกลางเพียงกอดกันกลม คู้ตัวอุดหูเท่านั้น
เสียงขลุ่ยเริ่มบรรเลง เสียงดนตรีอันงดงามที่ลอยเข้าสู่โสตประสาทนั้นราวกับเสียงเรียกของพงไพร ซึมซับเข้าสู่ร่างกายเข้าถึงจิตวิญญาณ แม้จะปิดหูหากกลับยังสัมผัสได้ถึงเสียงนั้น
จิ้งจอกทะเลทรายทั้งหมดนิ่งงันไป แม้แต่ระดับนักสลักเอกเองก็ไร้ทางต้น สีหน้าเหม่อลอยอยู่ในภวังค์ ทุกสิ่งหยุดนิ่งลง ตัวของพวกมันสั่นสะท้าน รากไม้เริ่มชอนไชออกมาจากร่างกายเล็ก ๆ ของพวกมัน ฉีกทึ้งทำลายทุกสิ่งจากภายใน
ท่ามกลางภาพความโหดร้ายนั้น จิ้งจอกทั้งหมดไม่มีตัวใดเปล่งเสียงกรีดร้อง พวกมันนิ่งสงัดรอรับความตายจากรากไม้ที่โตขึ้นในร่าง เพียงครู่เดียวทะเลทรายที่แห้งแล้งก็ปรากฏพุ่มไม้เตี้ยนับร้อย