Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 138 เส้นแสงสีเงิน

            แข็งแกร่ง กำยำ!

            มันคือตำนานของเผ่าพันธุ์กอริลลา

            ในช่วงที่พลังวิญญาณเริ่มตื่นขึ้นร่างกายของมันสามารถปรับตัวเข้ากับพลังวิญญาณได้มันจึงเริ่มกลายพันธุ์ตั้งแต่ตอนนั้น

            ร่างกายของมันเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ วัน

            เพียงแค่เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือนผ่านไปมันก็เติบโตจนสูงถึงห้าสิบหกสิบเมตร ขนาดทัดเทียมกับอาคารขนาดเล็กของมนุษย์แล้ว

            ศัตรูในวันวานอย่างเสือดาวในสายตาของมันช่างดูอ่อนแอจนไม่ต้องใส่ใจอีก

            เพียงแค่เหวี่ยงแขนไปมาจนเกิดลมกรรโชกเสือดาวตัวหนึ่งก็กลายเป็นกองเนื้อเละไปแล้ว

            เพียงแค่กระทืบเท้า...

            “ตูม!”

            น้ำหนักตัวหลายตันทำให้พื้นดินแตกร้าวและที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือความเร็วของมันยังสามารถพุ่งทะยานขึ้นในชั่วพริบตาด้วยแรงสะท้อนจากพื้นดินกลายเป็นเงาดำพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่ง

            ไม่มีสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวใดสามารถต้านทานการพุ่งชนของมันได้และไม่มีสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวใดสามารถต้านทานหมัดของมันได้

            มันคือราชาของพื้นที่แห่งนี้และยังเป็นเจ้าแห่งดินแดนต้องห้ามที่ได้รับการยอมรับในมุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอกแห่งนี้อีกด้วย

            ทว่า... ในตอนนี้กอริลลายักษ์ที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลับมองไปยังส่วนลึกของขุนเขาแห่งหมอกด้วยสายตาที่สงบนิ่ง

            ที่นั่น เมื่อนานมาแล้ว...

            ควรจะกล่าวว่าหลังจากที่มันเริ่มกลายพันธุ์และมีสติปัญญาเป็นของตัวเองได้ไม่นานมันก็รับรู้ได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวอย่างสุดซึ้งอยู่ที่นั่น

            ความกลัว ความหวาดหวั่น และความตื่นเต้น

            มันปรารถนาอย่างยิ่งปรารถนามาโดยตลอดที่จะได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้นทว่าทุกครั้งที่ก้าวพ้นพื้นที่แห่งนี้ความเย็นเยือกที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้ทำให้เท้าที่ยกขึ้นของมันต้องค่อยๆลดกลับมา

            ยังไม่พอ ยังไม่แข็งแกร่งพอ...

            ในตอนนี้มันยังห่างไกลจากการเป็นคู่ต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวนั้นมากนัก

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นกอริลลายักษ์ก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ตบหน้าอกตัวเองแล้วเริ่มคำรามอย่างไม่ยอมแพ้

            “ตูม ตูม ตูม...”

            ราวกับเสียงกลองที่สั่นสะเทือนปานฟ้าร้องอากาศสั่นไหวอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ป่าทั้งป่าต่างหมอบราบภายใต้อานุภาพร้ายกาจนี้แม้แต่พวกพ้องของมันเองก็เลือกที่จะหมอบลงกับพื้นและก้มศีรษะลง

            นี่คือการแสดงความเคารพต่อราชาและความยำเกรงสูงสุดต่อผู้แข็งแกร่ง

            .......

            ทว่าในตอนนั้นเองเสียงหัวเราะที่ใสกระจ่างดุจกระดิ่งเงินก็ดังก้องขึ้นในอากาศ

            “ช่างเป็นกอริลลาที่น่าเกรงขามจริงๆ”

            พูดจบก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปก็ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับขึ้นมา

            เสียง “โครม”ดังสนั่น ในขณะที่กอริลลายักษ์ม่านตาหดตัวลงเพราะความตกใจก้อนหินก็พุ่งเข้าใส่มันอย่างแรง

            มันไม่ได้คำรามอีกต่อไปบนใบหน้าของกอริลลายักษ์กลับปรากฏแววตาดูแคลนแบบมนุษย์ออกมา

            ทันใดนั้นแขนขนาดใหญ่ที่ยาวเลยเข่าก็เหวี่ยงออกไปอย่างแรง

            “ตูม...”

            พร้อมกับเสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวก้อนหินแตกกระจายกลายเป็นฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ

            ในจังหวะนั้นเองกอริลลายักษ์ที่นั่งอยู่ก็กระโดดตัวลอย พุ่งเข้าหามุมหนึ่งอย่างรวดเร็ว

            การกลายพันธุ์มอบสัมผัสและสัญชาตญาณที่น่าสะพรึงกลัวให้แก่มัน

            และในตอนนี้มันสามารถสัมผัสได้ผ่านสัญชาตญาณอันเลือนรางว่าศัตรูที่มองไม่เห็นอยู่ที่มุมนี้

            “ตูม!”

            การกระโดดอย่างรุนแรงส่งตัวมันข้ามเนินเขาเล็กๆและครอบคลุมระยะทางเกือบหกสิบเมตร

            “ครืน!”

            บนพื้นดินปรากฏร่องลึกครึ่งเมตรต้นไม้ที่อยู่ตามทางต่างหักสะบั้นลง

            ครู่หนึ่ง ราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งกอริลลายักษ์แยกเขี้ยวอย่างดุร้าย หมัดของมันกำแน่นเข้าหากัน

            “ตูม!”

            ราวกับอากาศถูกบีบอัดจนระเบิดหมัดอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

            ทว่าเพียงครู่เดียว เสียงระเบิดดังสนั่นสัตว์ใหญ่ถึงกับชะงักไปในทันที

            เมื่อมันเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าหมัดมหึมาของมันหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ

            ในส่วนลึกของแววตามีความสงสัยผุดขึ้นกอริลลายักษ์จึงปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง

            “ตูม...”

            เป็นเหมือนเดิมหมัดของมันยังคงหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับว่ามีกำแพงอากาศที่มองไม่เห็นมาขวางกั้นพลังทั้งหมดของมันไว้

            “นายมีความสามารถเท่านี้เองเหรอ?”

            ร่างควันสีแดงเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วลอยขึ้นหมุนวน จนกระทั่งร่างของชิงเอ๋อร์ปรากฏขึ้นบนกิ่งไม้

            ชิงเอ๋อร์แตะปลายกิ่งไม้แผ่วเบาเธอจัดปอยผมพลางมองดูด้วยสายตาล้อเล่น

            ทว่า สำหรับกอริลลายักษ์แล้วนี่ไม่ต่างจากการยั่วยุที่รุนแรงที่สุด

            “โฮก โฮก โฮก...”

            กอริลลายักษ์คำรามมันใช้แรงทั้งหมดตบหน้าอกที่แข็งแกร่งราวกับทำจากเหล็กกล้า

            จากนั้นขณะที่ชิงเอ๋อร์มองมันอย่างประหลาดใจ มันก็หันไปคว้าต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านข้างไว้

            “ครืน!”

            มันถอนต้นไม้ออกมาทั้งรากกอริลลายักษ์กอดต้นไม้ไว้แล้วเหวี่ยงเข้าใส่ชิงเอ๋อร์อย่างแรง

            “เจ้านี่ ใช้ไม้ได้ชำนาญไม่เลวเลยนะ”

            ชิงเอ๋อร์ดูประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก

            ฝ่ายหนึ่งคือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริงแต่อีกฝ่ายเป็นเพียงสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่แปด

            ทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย

            ยิ่งไปกว่านั้นชิงเอ๋อร์ไม่ใช่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งธรรมดา

            มุมปากของชิงเอ๋อร์ยกยิ้มเธอยกมือขวาขึ้น...

            “นายจะต้านทานมันได้ไหม?”

            ราวกับเธอกำลังเอ่ยถามไม่นานพลังจิตของชิงเอ๋อร์กลับมารวมกันที่จุดเดียวในทันที

            ขณะนั้นอากาศราวกับบิดเบี้ยวจนกลายเป็นคลื่นลมรูปกรวยจากนั้นก่อนที่กอริลลายักษ์จะทันได้ตอบสนองร่างทั้งร่างของมันก็ถูกพลังมหาศาลซัดกระเด็นไป

            “ตูม ตูม ตูม...”

            ร่างกระแทกต้นไม้หักโค่นลงต้นแล้วต้นเล่าในพริบตาเดียวก็มีต้นไม้หลายสิบต้นที่กอริลลายักษ์ถูกพัดไปชนจนหักโค่น

            ทว่าเรื่องที่น่าแปลกใจก็คือแม้จะโดนพลังจาก ‘ปืนใหญ่อากาศ’ ที่ทรงพลังเช่นนี้เข้าไปกอริลลายักษ์ก็ยังคงลุกขึ้นมาจากพื้นดินได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            จากนั้นมันก็หยิบต้นไม้ที่หักแล้ววิ่งเข้าใส่เงาสีแดงที่ดูราวกับภูตพรายตนนั้นอีกครั้ง

            ทุกย่างก้าวที่มันวิ่งพื้นดินจะสั่นสะเทือน...

            เพียงแค่ดูจากพละกำลังก็น่าตกใจอย่างยิ่งแล้ว

            เมื่อเทียบกับฝั่งชิงเอ๋อร์เธอยังคงดูสงบนิ่ง แม้แต่เส้นผมสักเส้นก็ยังไม่ยุ่งเหยิง

            ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแล้วเธอก็ยื่นมือออกไปคว้าในความว่างเปล่า

            “ตูม!”

            ทันใดนั้นอากาศเกิดการควบแน่นมือที่มองไม่เห็นคว้าเข้าใส่กอริลลายักษ์

            มันไม่ทันได้หลบหลีก

            หรือจะพูดให้ถูกคือเมื่อต้องเผชิญกับวิธีการอันลึกลับเช่นนี้ของชิงเอ๋อร์ กอริลลายักษ์ก็ยังไม่เข้าใจมันจะหลบหลีกได้อย่างไร

            มันทำได้เพียงปล่อยให้ร่างกายของตัวเองถูกมือที่มองไม่เห็นคว้าไว้แล้วค่อยๆลอยขึ้นไปในอากาศ

            มันพยายามดิ้นรนแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการบีบรัดที่รุนแรงขึ้น

            มันพยายามจะฉีกพันธนาการแต่สิ่งที่มันเจอคืออากาศที่แข็งแกร่งราวกับโลหะผสม

            “เจ้าตัวน้อยคงยังไม่รู้สินะว่าความน่าสะพรึงกลัวคืออะไร?”

            ชิงเอ๋อร์เยาะเย้ยพลางสะบัดมือซ้ายอย่างแรง

            “ฟุบ!”

            ประกายแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศไปในพริบตากอริลลายักษ์มองตามอย่างตกตะลึง แสงนั้นชนยอดเขาแห่งหนึ่งทลายหายไปจนสิ้น

            เหลือไว้เพียงรอยตัดที่เรียบเนียนราวกับกระจกที่กำลังบอกเล่าถึงความจริงบางอย่าง

             [แสงสีเงิน -การโจมตีโดยใช้ตะขาบเงินที่เกาะอยู่กับตัวด้วยการอาศัยเปลือกที่แข็งแกร่งและเกล็ดที่คมราวกับดาบของตะขาบเงินเพื่อตัดทุกสิ่ง]

            นี่คือวิธีการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของชิงเอ๋อร์ในปัจจุบัน

            เธอจะไม่ใช้มันง่ายๆเพราะมันสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมาก

            ทว่า เมื่อใดก็ตามที่ใช้มันนั่นหมายถึงความน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงเกิดขึ้นแล้ว

            มันคล้ายคลึงกับไพ่ตายของอวี๋จื่ออวี๋อย่างมีดบินใบหลิว

            เพียงแต่เมื่อเทียบกับมีดบินใบหลิวของอวี๋จื่ออวี๋แสงสีเงินของชิงเอ๋อร์มีระยะการโจมตีเพียงหนึ่งพันเมตรเท่านั้น

            ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นพลังทำลายล้างที่น่าตกใจนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหายใจไม่ออก

            และในความเลือนรางนั้นมันก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘สุดยอดวิชา’ในตำนาน

            เช่นเดียวกับในตอนนี้กอริลลายักษ์ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก แม้แต่สายตาก็ยังดูเหม่อลอย

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน