ชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย

    จุดอ่อนของนครใหญ่

            “พลังเวทเช่นนี้ข้ามิเคยเห็นมาก่อน ท่านยอดฝีมือผู้นี้เป็นใครกันแน่” ซูเจินมองชายหนุ่มอย่างใช้ความคิด ก่อนจะนึกบางอย่างได้

            “หากข้าอยากฝึกวิชาเวทบ้าง ท่านจะเมตตาข้าได้ฤาไม่” แววตาเป็นประกาย มองตรงไปยังนัยน์ตาแสนอบอุ่นคู่นั้นอย่างมีความหวัง

            “ตามธรรมเนียม เจ้าต้องมีอายุครบสามพันปี แล้วได้รับอนุญาตจากราชาของเจ้าก่อนมิใช่ฤา”

            “ท่านสามารถแหกกฎต่าง ๆ ได้ แล้วเหตุใดข้าจึงทำไม่ได้เช่นท่าน” ซูเจินเอียงศีรษะเล็กน้อย

            “ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เจ้ายังเด็กนัก ในโลกกว้างมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มิอาจทำตามใจตนเองได้ ยิ่งกับผู้ที่ต้องแบกรับภาระใหญ่หลวงแล้ว ส่วนร่วมคือสิ่งสำคัญที่สุด ข้ามิได้คิดแหกกฎ แต่ข้าเกิดมาพร้อมกับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง แตกต่างจากผู้อื่น”

            “ท่านพูดอันใด ข้ามิเห็นเข้าใจ” องค์รัชทายาทมองคิ้วที่ขมวดชนกันบนใบหน้าของหญิงสาว กลับสัมผัสถึงความน่ารักที่กำลังฉายแววออกมา

            “เจ้าชอบแม่น้ำสายนี้ฤาไม่” เขาหันหน้ามองไปรอบ ๆ สุดสายตาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซูเจินมองตามออกไป พร้อมกับหัวใจเบิกบานเมื่อเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ ก่อนหันกลับมายังใบหน้าของท่านยอดฝีมือ

            “ในตอนนี้ใบหน้าของเขาช่างงดงามไม่ต่างกันนัก เมื่อก้าวพ้นข้ามเขตแดนไปแล้ว จักถึงเวลาที่ต้องแยกทางกัน ความหวาดหวั่นนี้ ไม่อาจละออกจากใจได้” หญิงสาวยังคงจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่ม แล้วครุ่นคิดอยู่ภายในอย่างเงียบๆ

            “แม่น้ำที่เจ้าเห็นอยู่นี้ เป็นแม่น้ำที่สวยที่สุด นานมาแล้วว่ากันว่าถูกชาวสวรรค์ที่อยู่สูงจากนี้ไปอีกสามหมื่นโยชน์เป็นผู้สร้างสรรค์เอาไว้ เพื่อให้ทั้งห้าแคว้นแยกกันอยู่ตามแบบเฉพาะตน เมื่อวันเวลาเวียนมาถึง ความดีของแคว้นใดมากที่สุด แคว้นนั้นจักต้องเป็นใหญ่ ไม่นานนักแคว้นกงเหว่ยสร้างความดีต่าง ๆ ไว้มากมายสะเทือนไปถึงเบื้องบนท่านจึง สถาปนาให้แคว้นก่งเหว่ยเป็นนครใหญ่ แล้วขึ้นปกครองแคว้นทั้งสี่นับจากนั้นเป็นต้นมา”

            “แล้วนครก่งเหว่ยจะมีอำนาจเช่นนี้ตลอดไปฤาไม่” ซูเจินยังคงเท้าคางแล้วตั้งใจฟังเรื่องราวแปลกประหลาด

            “ไม่ หากแม่น้ำทั้งสี่สายเปลี่ยนเป็นสีดำ นั่นหมายถึงนครใหญ่อย่างก่งเหว่ยไม่สามารถปกครองทั้งสี่แคว้นได้อีกต่อไป ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอตามกฎที่เบื้องบนสร้างขึ้น” ถึงตอนนี้หญิงสาวขยับกายเข้ามาใกล้ แล้วนั่งมองชายหนุ่มด้วยความใคร่รู้อย่างถึงที่สุด

            “แล้วแม่น้ำเคยเปลี่ยนสีฤาไม่” องค์รัชทายาทพยักหน้า แล้วหันมองออกไปด้านนอก ก่อนตัดสินใจเล่าบางอย่างให้หญิงสาวผู้อยากรู้อยากเห็นฟัง

            “นานมาแล้ว แม่น้ำทั้งสี่สายนี้จากสีฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นจนผิดปรกติ สาเหตุเพราะในนครใหญ่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็วด้วยพิษของดอกเฟิ่งเซียนทิพย์ ในขณะนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้ไข แม่น้ำก็จะกลายเป็นสีดำสนิท คงถึงคราวสิ้นอำนาจของนครใหญ่ แต่โชคเข้าข้างสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ด้วยความช่วยเหลือจากแม่นางเหมยเชิน” เมื่อพูดถึงตอนนี้หญิงสาวใจหายวาบ นางหวนนึกถึงบันทึกฉบับนั้นที่มีใจความตรงกันบางส่วน

            “จุดอ่อนของนครใหญ่คือหากแม่น้ำกลายเป็นสีดำสนิทเมื่อใด ตามกฎของเบื้องบน นครใหญ่ก็จะหมดอำนาจ ซึ่งพิษของดอกเฟิ่งเซียนทิพย์ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก และส่งผลให้แม่น้ำก็จะกลายเป็นสีดำเช่นนั้นสินะ แต่โชคดีที่ได้แม่นางเหมยเชินช่วยเอาไว้” ซูเจินพูดทบทวนช้า ๆ

            “ไม่นานนัก แม่นางเหมยเชินก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จักรพรรดิองค์ก่อนออกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน แต่ก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ ด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้จักรพรรดิองค์ก่อนจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้ด้วยมือองค์เองเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้กับลูกหลานสืบไป ก่อนสิ้นพระชนม์ ได้นำบันทึกนั้นเก็บไว้ในหอสมุด ไม่นานนักเหล่าขุนนางได้ตรวจพบว่ามีการคัดลอกบันทึก ออกสู่ด้านนอก

            “แย่แล้ว เช่นนั้นทุกแคว้นไม่พากันดื้อดึงแยกกันเพื่อเป็นใหญ่หรอกเหรอ ในเมื่อทราบถึงจุดอ่อนที่จะทำให้นครใหญ่หมดอำนาจแล้ว” องค์รัชทายาทส่ายศีรษะ แล้วส่งยิ้มอ่อนให้

            “จักรพรรดิองค์ก่อนมีความคิดก้าวไกล ท่านบันทึกใจความบางส่วนเอาไว้ เป็นแนวทางให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับพิษของดอกเฟิ่งเซียนทิพย์ หากแต่ไม่ได้บันทึกว่าพิษของดองเฟิ่งเซียนทิพย์ร้ายแรงถึงกับอาจทำให้นครใหญ่หมดอำนาจ” ซูเจินเบิกตากว้าง

            “มิน่าเล่า ท่านพ่อจึงหวงบันทึกฉบับนั้นนัก ที่แท้ก็เป็นบันทึกที่ถูกคัดลอกออกมาจากนครใหญ่ แต่เหตุใดทำให้ท่านพ่อต้องเก็บบันทึกนั้นไว้อย่างแน่นหนา และหวงแหนราวกับว่าบันทึกนั้นสำคัญยิ่งสำหรับแคว้นจ้านหลิว”

            “แล้วท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” หญิงสาวนึกได้จึงขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย ทำให้องค์รัชทายาทชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มกว้างหันมองดูทิวทัศน์ด้านนอก

            “ในเมื่อข้าอยู่เหนือกฎของทุกแคว้น เหตุใดเรื่องเพียงเท่านี้ข้าจักไม่รู้ได้”

            “แล้วเหตุใดท่านจึงพูดความลับนี้กับข้า ท่านไม่กลัวว่าข้าจะทำความลับรั่วไหลงั้นฤา” ซูเจินถามพร้อมแววตาเป็นประกาย ขณะที่รอยยิ้มอ่อนของชายหนุ่มยังคงเผยออกมาเป็นระยะ

            “เพราะเจ้า เป็นคนของข้านับจากนี้เป็นต้นไป ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรข้าจักไม่ยอมให้เจ้าทรยศข้าอย่างแน่นอน” ใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ต้องบังคับ นางรีบหันไปทางอื่นทันทีพร้อมหัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ หญิงสาวจำเป็นต้องตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมายังชายหนุ่มอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสลมอ่อนที่พัดมาปะทะกายทั้งสอง

            “อันที่จริงข้าไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่ท่านบอกข้าได้ฤาไม่ ท่านเป็นใครกันแน่” โจ้วอี้เฟยยกยิ้มบางเบา มองตรงมายังซูเจินด้วยสายตาอ่อนโยน

    คล้ายกับเรื่องชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย ที่คุณอ่าน