ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 52 พิฆาตมังกรทมิฬ

            “เจ้ารู้มานานแล้วหรือว่าพวกข้าสามารถร่วมประสานพลังได้”

            หานหนานเทียนมองเสิ่นเสวียนแล้วถามด้วยความสงสัยในใจเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา

            “ใช่แล้ว!พลังของพวกเจ้ามีต้นกำเนิดเดียวกันและยังมีชีพจรเดียวกัน มีการร่วมประสานพลังเป็นพื้นฐานหากพวกเจ้าไม่ศึกษาการร่วมประสานพลังทั้งสามคนขึ้นมา เช่นนั้นพรสวรรค์จะด้อยลงกว่านี้มาก”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับสามคนนั้นด้วยรอยยิ้ม

            “ท่านผู้นำอย่าเสียเวลากับเขาเลย สังหารให้เรียบร้อยแล้วค่อยว่ากัน”

            อีกคนหนึ่งกล่าว

            “ได้ จัดการเลย”

            หานหนานเทียนกล่าวจบ พวกเขาทั้งสามคนพลันแสดงพลังโจมตีใส่เสิ่นเสวียนจากสามทิศทางเขายังไม่เชื่อว่าพวกเขาสามคนร่วมมือกันแล้วยังสู้เด็กคนหนึ่งไม่ได้

            เสิ่นเสวียนเห็นดังนั้นจึงใช้กระบี่เพลิงในมือรับการโจมตีของอีกฝ่าย

            ไร้ศัตรูในขั้นต่ำกว่าหยวนก่อกำเนิดทว่าสามคนนี้มีพลังยุทธ์ถึงขั้นราชันแล้วซึ่งเหนือกว่าเขา ที่เสิ่นเสวียนเลือกเข้าปะทะกับอีกฝ่ายเพราะอยากใช้การต่อสู้ครั้งนี้เพิ่มพลังให้กับตนเองช่วยให้ทะลวงผ่านคอขวดไปให้ได้

            พลังของตระกูลหานไม่ได้ต่ำต้อยเลยจริงๆหากไม่มีเขาตระกูลเสิ่นคงโดนกดขี่จนกลายเป็นเรื่องปกติ เขาจำได้เลือนรางว่า ตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้เห็นหานเฟิงเย่อหยิ่งจองหองอยู่ในหอประชุมแต่ตอนนี้ความรุ่งเรืองหรือตกต่ำแปรผันไปได้ตลอดเวลา

            บนท้องฟ้าเหนือตระกูลหาน เสิ่นเสวียนเข้าปะทะกับพวกของหานหนานเทียนทั้งสามคนกระบี่เพลิงแผ่กระจายคลื่นความร้อนออกมาอย่างรุนแรง หากโดนแผดเผาจะได้รับความเสียหายอย่างหนักเสิ่นเสวียนมีกระบี่เพลิงเล่มนี้ทำให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสองส่วน แต่สามคนนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆเมื่อร่วมประสานพลังเข้าด้วยกันแล้วไม่ว่าจะรุกหรือรับก็ได้เปรียบกว่า จนสามารถล้อมเสิ่นเสวียนไว้ได้แล้วมิอาจทะลวงผ่านอีกฝ่ายออกไปได้เลย

            เสี่ยวเหยียนก็ยืนอยู่กลางอากาศเช่นกันมันมองการต่อสู้พลางหาว ไม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย

            เสิ่นล่างก็มุ่งหน้ามายังตระกูลหานแล้วเช่นกันเพื่อที่จะช่วยเหลือเสิ่นเสวียนได้ตลอดเวลา

            “แสดงไม้ตายของพวกเจ้าออกมาได้แล้ว!พลังเหล่านี้ยังสังหารข้าไม่ได้หรอก”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับทั้งสามคนระหว่างต่อสู้

            เมื่อได้ยินคำของเสิ่นเสวียนทำให้พวกของหานหนานเทียนระงับสีหน้าไม่อยู่ สามต่อหนึ่งแล้วยังโดนเหยียดหยามเช่นนี้อีกฝ่ายไม่กลัวตายเลยจริงๆ!

            พวกเขาจึงแสดงไม้ตายออกมาอย่างต่อเนื่อง

            เคล็ดวิชาของพวกเขาทั้งสามเป็นหนึ่งเดียวกันทุกครั้งที่โคจรพลังทำให้มิติเกิดคลื่นพลังสั่นสะเทือน เห็นเพียงพวกเขาทั้งสามร่วมประสานพลังภายในร่างเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและค่อยๆ ส่งไปยังร่างของหานหนานเทียน

            “พิฆาตมังกรทมิฬ!”

            หานหนานเทียนตะโกนเสียงดังก้องขวานทองคำในมือเปล่งประกายแสงทองอร่าม พลันมีร่างเงามังกรตัวใหญ่ปรากฏขึ้นเลือนรางด้านหลังของเขา

            หลังจากฟันขวานออกไป ร่างเงามังกรตัวใหญ่ที่ด้านหล้งก็เริ่มเด่นชัด

            “กรร!”

            เสียงมังกรคำรามดังก้องไปทั่วทั้งเมืองอวี่ฮว่าร่างเงานั้นพุ่งทะยานเข้าใส่เสิ่นเสวียนในพริบตาเดียว พลังที่แข็งแกร่งของมันไม่มีสิ่งใดเทียบได้

            เสิ่นเสวียนเหมือนกับมดตัวหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้ามังกรตัวใหญ่นั้น

            เมื่อเห็นมังกรกระโจนเข้ามาเสิ่นเสวียนจ้องมองไม่วางตา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางกระตุกยิ้มมุมปาก

            เขายอมรับว่ามังกรตัวนี้แข็งแกร่งมากหลังจากนี้ตนต้องบาดเจ็บอย่างแน่นอน แต่เขาก็เตรียมตัวไว้แล้ว

            เดิมทีเสี่ยวเหยียนคิดจะเข้ามาช่วยแต่เสิ่นเสวียนส่งกระแสจิตบอกมันไม่ให้เข้ามาช่วย

            กระบี่ในมือยกขึ้นเบื้องหน้าพลังทั่วทั้งร่างถูกโคจรส่งเข้าไปในกระบี่ทั้งหมด ทำให้เปลวเพลิงลุกโชนถึงขีดสุด

            ส่วนมังกรตัวนั้นก็กระโจนเข้ามาพร้อมกับส่งเสียงร้องคำรามไปด้วย

            เสิ่นล่างที่อยู่ด้านล่างมองเหตุการณ์นั้นโดยไม่กล่าวอะไรเลยหากการปะทะครั้งนี้เสิ่นเสวียนได้รับชัยชนะ สามคนนั้นจะต้องพ่ายแพ้สิ้นท่าอย่างแน่นอนเคล็ดวิชาพิฆาตมังกรทมิฬแทบจะทำให้พลังของพวกเขาหมดสิ้นลง พวกเขาไม่มีโอกาสแสดงเคล็ดวิชานี้ออกมาอีกเป็นครั้งที่สองและแน่นอนว่าหากเสิ่นเสวียนพ่ายแพ้ ผลที่ตามมาก็ไม่น่ากล่าวถึงเลย

            แต่เมื่อคิดได้ว่าเสิ่นเสวียนมีความสามารถเกี่ยวกับมิติก็ทำให้เขาโล่งใจขึ้นมาได้

            เสิ่นเสวียนจะไม่ทำในเรื่องที่ไม่มั่นใจ

            ชี่ๆๆ!

            ทั้งสองเข้าปะทะกันแล้ว สิ่งแรกที่สัมผัสกันคือหัวมังกรและปลายกระบี่เพลิงก่อให้เกิดเสียงชี่ๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยสายฟ้าที่กระจายตัวออกไปรอบๆ

            เส้นผมของเสิ่นเสวียนโดนพลังเหล่านั้นพัดจนพลิ้วไปด้านหลังทั้งหมดเสื้อผ้าบนร่างก็โดนพัดไปในทิศทางเดียวกันจนแนบชิดลำตัว รวมถึงกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเสิ่นเสวียนที่เปลี่ยนรูปไป

            ทว่าพวกของหานหนานเทียนทั้งสามคนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไรพวกเขาผมยุ่งเหยิง ใช้พลังทั้งหมดควบคุมมังกรตัวนั้นให้เข้าโจมตีเสิ่นเสวียน แต่พวกเขาทั้งสามคนคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นเสวียนจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้พวกเขารวมพลังกันแล้วยังมิอาจทำลายอีกฝ่ายได้ในทันที

            “จงสลายไปซะ!”

            หานหนานเทียนเงยหน้าขึ้นแล้วกัดฟันกล่าวทำให้พลังของมังกรตัวนั้นแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

            “กรร!”

            เสียงมังกรคำรามดังขึ้น สะเทือนเข้าไปถึงแก้วหู

            เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

            ในตอนนี้เสิ่นเสวียนก็ใช้พลังทั้งหมดเพื่อต้านทานพลังโจมตีของมังกรเช่นกันกระบี่เพลิงในมือของเขาถูกกระตุ้นถึงขีดสุดแล้ว ทำให้เริ่มมีรอยแตกร้าวปรากฏให้เห็น

            เพล้ง!

            กระบี่เพลิงของเผ่าอนธการเล่มนั้นแหลกละเอียดกลายเป็นเศษชิ้นส่วนด้วยพลังโจมตีของมังกรตัวนั้น

            เมื่อไม่มีกระบี่แล้ว มังกรตัวนั้นก็พุ่งเข้าหาเสิ่นเสวียนอย่างรวดเร็ว

            ตูมมม!!!

            ตำแหน่งที่เสิ่นเสวียนสู้กับมังกรบนท้องฟ้าเกิดระเบิดขึ้นเสียงระเบิดรุนแรงเหมือนจะทำให้แผ่นดินเมืองอวี่ฮว่าสั่นสะเทือน

            ทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบกริบลง

            “แฮก!แฮก!”

            พวกของหานหนานเทียนทั้งสามคนยืนอยู่กลางอากาศอย่างไร้เรี่ยวแรงหายใจหอบหนัก กระทั่งมั่นใจว่าไม่มีไอพลังของเสิ่นเสวียนแล้วจริงๆ จึงถอนหายใจออกมา

            พวกเขาสามารถสังหารภัยคุกคามผู้นี้ได้ในที่สุดหากปล่อยให้เขาเติบโตต่อไปเช่นนี้ ใครก็ควบคุมเขาไม่ได้

            “เมื่อเขาตายไปแล้วตระกูลเสิ่นก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป”

            หานหนานเทียนมองมิติที่เสิ่นเสวียนยืนอยู่ก่อนหน้านี้แล้วกล่าวเสียงเรียบ

            “ท่านผู้นำจะจัดการกับมันอย่างไร”

            หนึ่งในนั้นกล่าวพร้อมกับมองเสี่ยวเหยียนที่อยู่ไม่ไกล

            “มัน?”

            หานหนานเทียนหันมองเสี่ยวเหยียนที่ล่องลอยอย่างผ่อนคลายอยู่กลางอากาศสีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เสิ่นเสวียนตายไปแล้วแต่เจ้านี่กลับไม่มีท่าทีเศร้าโศกเลยแม้แต่น้อย

            “จับมันมารับใช้พวกเราเลยถ้าไม่ได้ก็ฆ่าทิ้ง”

            หานหนานเทียนสั่งสองคนนั้นทั้งสองคนพยักหน้าในทันที แม้จัดการเสิ่นเสวียนไปแล้วแต่สัตว์วิเศษตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

            แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะลงมือเสียงของเสิ่นเสวียนพลันดังขึ้นอีกครั้ง

            “คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าคือข้าการต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ!”

            หลังจากสิ้นเสียง ร่างของเสิ่นเสวียนพลันหลอมรวมเข้าด้วยกันอีกครั้งในตำแหน่งเดิมกลับมาเป็นร่างเดิมของเขา

            มังกรตัวนั้นระเบิดไปแล้วแต่ร่างของเสิ่นเสวียนกลับยังคงอยู่ เพียงแต่ซ่อนตัวเท่านั้น

            ทว่าดูจากเสื้อผ้าที่ฉีกขาดและรอยเลือดเพราะแรงระเบิดก็รู้แล้วว่าเขาได้รับบาดเจ็บอยู่ไม่น้อย

            ทั้งสามคนมองร่างของเสิ่นเสวียนไม่วางตาแต่ละคนอ้าปากกว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

            “เป็นไปได้อย่างไร!”

            “เจ้ายังไม่ตาย!”

            “เจ้าทำอะไรลงไป”

            สามคนกับสามคำถามต่างพุ่งเป้าไปที่เสิ่นเสวียนการโจมตีด้วยพลังทั้งหมดของพวกเขา เคล็ดวิชาพิฆาตมังกรทมิฬแม้แต่ผู้แข็งแกร่งขั้นราชันระดับกลางยังยากที่จะรับมือได้เสิ่นเสวียนรับมือไหวได้อย่างไร

            “พลังของพวกเจ้าไม่เลวเลยจริงๆแต่น่าเสียดายที่พึ่งพาเคล็ดวิชามากเกินไป”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้า เมื่อครู่ในพริบตาที่เขาโดนมังกรโจมตีเขาไม่ได้ออกจากตรงนี้ไปในทันที แต่เขาแสดงท่าร่างมายาอัสนีเก้าด่านเคราะห์ออกมา ทำให้เขาได้รับการชำระล้างภายใต้เพลิงโทสะของมังกรจนกระทั่งถึงช่วงที่ตนรับมือไม่ไหวแล้วจึงเข้าไปซ่อนตัวในมิติ

            ที่น่าเสียดายคือ เขาต้องเสียกระบี่ขั้นศาสตราวิญญาณไป

            “เดิมทีหากพวกเจ้าคิดอ้อนวอนข้ายังปล่อยพวกเจ้าไปได้ น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่เห็นค่า”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับตัวเองทว่าเหมือนเป็นการพิพากษาสามคนนั้นไปแล้ว

            “เอาล่ะ ข้าไม่ล้อเล่นกับพวกเจ้าแล้ว”

            เมื่อกล่าวจบ ร่างของเสิ่นเสวียนพลันแปรเปลี่ยนเป็นร่างเงามากมายล่องลอยไปทั่วบริเวณเมื่อรวมเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่งก็ปรากฏตัวตรงหน้าผู้อาวุโสตระกูลหานทั้งสองคนนั้นแล้วเขายื่นมือสองข้างออกไปคว้าคอของอีกฝ่ายแล้วบิดอย่างรุนแรง

            กร๊อบ!

            กร๊อบ!

            เสียงดังชัดแจ่มแจ้ง ผู้อาวุโสทั้งสองค่อยๆก้มหัวลง หมดลมหายใจไป

            “ตอนนี้ถึงคราวของเจ้าแล้ว”

            เสิ่นเสวียนกล่าวยิ้มๆ

            “ไม่มีทาง!เป็นไปไม่ได้!”

            หานหนานเทียนตกใจในการกระทำของเสิ่นเสวียนจนขาดสติร้องตะโกนออกไปไม่หยุด

            “เลิกเสแสร้งได้แล้วข้าลืมบอกเจ้าไป เจี้ยนอู๋เฉินผู้นั้นหลอมรวมลูกชายของเจ้าให้กลายเป็นหุ่นเชิดไปแล้วตอนนี้เขาเป็นเพียงคนตายที่ยังมีชีวิต เลิกหวังกับสำนักกระบี่ได้เลย”

            เสิ่นเสวียนมองหานหนานเฟิงแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้งเพื่อยุติความคิดที่เขาจะเข้าพึ่งพาสำนักกระบี่

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน