ค่ำคืนที่เงียบสงบ ในตำหนักส่วนตัวของหลิงเทียน.....
หลิงเทียนที่กำลังนั่งดูดทรัพยากร ที่ได้มาหลังจากจบการประลอง ในตอนแรกเขาโดนเซียงเซียงจับมาเทศนาซะยกใหญ่ เพียงเพราะสิ่งที่เขาประกาศไปเมื่อกลางวันว่า จะสยบทุกคนในงานประลองสี่เดือนข้างหน้านี้
แต่เดิมทีนั้นหลิงเทียนเข้าใจว่า เพียงแค่ศิษย์ภายในตำหนักเท่านั้น ทว่าเมื่อเขาได้รับรู้ว่าต้องประลองกับศิษย์หลักของทั้ง 9 ตำหนัก มันเลยทำให้เขาอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ เพราะเขาเองที่ได้รับการฝึกมหาโหดมาจากเหล่าบรรพบุรุษ แต่ก็แทบจะไม่ค่อยได้สู้กับใครแบบเอาจริงเอาจรังเลย [ประมาณว่าอยากหาที่ระบายอารมณ์น่ะ] แถมการประลองในการเข้าเป็นศิษย์หลักโดยตรง นั้นน่าเบื่อเป็นอย่างมาก พอเจอคนที่มีฝีมือสูสีกันก็ดันไม่ยอมประลองกับเขาซะนี่
หลิงเทียนใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็สามารถซึมซับพลังจากหินปราณทั้งหมด ที่เขาพึ่งจะได้รับมา ราวกับว่าห้วงทะเลลมปราณของเขามากกว่าคนอื่นนับร้อยเท่า เหมือนกับกระเพาะที่จุอาหารได้ไม่จำกัด ที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับทรัพยากรพวกนี้แม้แต่น้อย เพราะมันแทบจะไม่ทำให้ระดับพลังของเขาขยับขึ้นเลย จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเซงๆ
ขณะนั้นเองเขาก็เริ่มทำการสำรวจตำหนักของเขา ที่พึ่งได้มาใหม่ ซึ่งมีห้องนอน 8 ห้องมี 1 ห้องใหญ่และ 7 ห้องเล็ก 1 ห้องรับแขก และ 2 ห้องอาบน้ำ หลิงเทียนอดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตของศิษย์หลักนั้น มันดูหรูหราเกินไปหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ตอนเขาเป็นศิษย์สายนอก ถึงแม้จะมีที่พัก แต่ก็เป็นเพียงแค่กระโจมบังลมบังฝน และฟูกเน่าๆ ผืนนึงเท่านั้น
"เฮ้อออ!! เหล่าบรรพบุรุษคิดยังไงกันนะ ถึงได้แบ่งระดับชนชั้นที่ห่างกันขนาดนี้"
แต่ถึงหลิงเทียนจะบ่นยังไง ก็ยังรู้สึกขอบคุณอยู่ดีเพราะมันมีหลายห้องเลยทำให้เขาเลือกไปนอนห้องอื่น และให้เซียงเซียงกับเหมยลี่ที่ไม่ได้เจอกันนาน ได้นอนห้องเดียวกันเพื่อพูดคุย ส่วนเขาก็แยกออกมาโดยอ้างเหตุผลง่ายๆ ว่าต้องการดูดซับพลังให้ได้มากที่สุด เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว [กลัวระงับอารมณ์ไม่ไหว]
เหมยลี่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้นอนกับบิดาของนางเหมือนก่อน แต่นางก็เข้าใจว่าบิดาของนางต้องการสะสมพลัง ให้ได้มากที่สุดก่อนออกเดินทาง จึงไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เพราะอย่างน้อยก็ยังมีมารดาของนางมานอนด้วย
3 วันต่อมา.....
กลุ่มของหลิงเทียนมารวมตัวกันที่ หอผู้คุมกฏเพื่อทำเรื่องขอออกไปทำภารกิจลับ นอกตำหนักเป็นเวลาสามเดือน ในตอนแรกหลิงเทียนต้องการเวลามากกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าตัวเองดันไปประกาศว่าจะมาร่วมงานประลองของ 9 ตำหนัก และเมื่อกลุ่มของหลิงเทียนได้รับการรับรองเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางทันที
หลังจากก้าวผ่านพ้นจากป่าพฤกษาเหมันต์ หลิงเทียนก็เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เพราะภายในตำหนักมีม่านอักขระคุ้มกันอย่างหนาแน่นทำให้แทบจะมองไม่เห็นท้องฟ้าเฉกเช่นปกติ
เขาเองก็ยังคิดไม่ตกว่าทางข้างหน้านั้น จะมีอะไรรอพวกเขาอยู่ในอนาคต จะอย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาได้รับรู้จากระบบนั้น ชัดเจนอยู่เพียงเรื่องเดียวก็คือ ทุกเผ่าพันธุ์ไม่สามารถหนีพ้นหายนะในครั้งนี้ได้ อยู่ที่ว่าจะสูญเสียมากน้อยแค่ไหน หรืออาจต้องล่มสลายไปหมดก็ได้
หลิงเทียนมองไปยังเซียงเซียง และ เหมยลี่ จากนั้นก็ หนิงเอ๋อร์ กับ ไป๋หยุนเฟย ในใจของเขารู้สึกผิดลึกๆ ที่ไม่อาจเล่าความจริงทั้งหมดให้พวกเขาฟังได้ ตั้งแต่ที่ได้เห็นภาพบางส่วนจากอนาคต ที่ระบบส่งเข้าสู่สมองของเขาโดยตรง ทำให้เขามองทุกเรื่อง เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเทียบกับหายนะที่เขาพบเห็น และสิ่งที่เขาจะทำนั้นมีด้วยกันเพียงสามเรื่องแค่นั้น เรื่องแรก เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลก เรื่องที่สอง กำจัดเศษเสี้ยวพลังของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างที่กระจัดกระจายออกไป และ เรื่องสุดท้าย ใช้ชีวิตของตัวเองที่ได้มาใหม่ เป็นเดิมพันในการปกป้องครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา
ณ นครวาติกัน.....
หลังจากกลุ่มของหลิงเทียนก้าวผ่านพ้นมาจากช่องว่างมิติที่ใกล้ที่สุด ก็โผล่ออกมาที่ประเทศอิตาลี ในมหานครวาติกัน และเป็นหนิงเอ๋อร์ที่จัดการทุกอย่าง เพราะนางเองก็มีฉากหน้าเป็นถึง ลูกสาวเจ้าของธุรกิจ BP หรือ British Petroleum บริษัทด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ ทำธุรกิจเกี่ยวกับเชื้อเพลิง และพลังงานธรรมชาติ ทั้งยังมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับผู้นำอิตาลีอีกด้วย มีชื่อทีนี่ว่า ฮันน่า
ส่วนไป๋หยุนเฟยเองก็มิได้น้อยหน้า เพราะเขาเองก็เป็นถึงลูกชายเจ้าของบริษัท GE หรือ General Electric เจนเนอรัล อิเลคทริค ธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี ของประเทศ สหรัฐอเมริกา มีชื่อทีนี่ว่า อีริค
น็อกก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก เพราะรู้ว่าทั้งสอง มีฐานะที่ไม่ธรรมดา ทั้งสองมิติอยู่แล้ว เมื่อฮันน่าจัดการเรื่องเอกสารการเดินทาง ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เดินทางต่อทันที เป้าหมายคือเมืองไทย
ในตอนแรกฮันน่าต้องการบินโดยใช้เครื่องบินส่วนตัว ทว่ามินมิน [เซียงเซียง] ขัดขึ้นเพราะเหตุผลบางอย่าง สุดท้ายเลยจบลงที่เที่ยวบินชั้นเฟิร์สคลาส ระหว่างการเดินทางมินมินได้กระซิบกระซาบกับฮันน่าและอีริค ถึงทั้งสองจะงงๆ แต่ก็ตอบรับแต่โดยดี
พอน็อกถามว่าพูดคุยเรื่องอะไรกัน มินมินก็บอกแค่ว่าให้ข้อมูลว่าครอบครัวของเขามีใคร และชื่ออะไรบ้างก็เท่านั้น เขาก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก
พวกเขาใช้เวลาในการเดินทาง จากสนามบินโรม ในประเทศอิตาลี มาถึงประเทศไทยประมาณ 14 ชั่วโมงกว่าๆ
น็อกที่นั่งฟังถึงการเปลี่ยนแปลงหลายๆ เรื่องจากมินมิน ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา แจนหนึ่งในเมดสาวของเขา ที่มีวิชาแปลงโฉมและเปลี่ยนเสียงได้ สวมบทเป็นเขาในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ เพราะน็อกเป็นถึงนักร้องชื่อดัง ถ้าจู่ๆ หายตัวไปจะเป็นที่ผิดสังเกตได้ง่าย
ผ่านไปไม่นานพักใหญ่ พวกเขาก็มาถึงสนามบินเมืองไทย เมื่อกลุ่มของน็อกผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย มินมินก็รีบพากลุ่มของเขาแยกออกไปทันที โดยให้เหตุผลว่าจะไปทำธุระก่อน แล้วไปเจอกันที่บ้าน ท่ามกลางความงุนงงของน็อก
"ระวังตัวด้วยนะ แล้วก็รีบกลับบ้านด้วยล่ะ!!" มินมิน
"อ่า!! รู้แล้วล่ะน่า พวกเธอก็ด้วยรีบกลับล่ะ" น็อก
"ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก พวกเราถึงก่อนนายอยู่แล้ว!!" สิ้นเสียงของมินมินเธอก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะรีบผละตัวจากไปพร้อมกับ นีน่า [เหมยลี่] ฮันน่า และ อีริคทันที ทำให้น็อกรู้สึกเสียวสันหลังแบบแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก
จนกระทั่งเมื่อน็อกก้าวออกจากสนามบินขาออก ถึงกับต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ และตกตะลึงเป็นอย่างมาก เมื่อพบเจอกับกลุ่มแฟนคลับ มารายล้อมเขาจำนวนนับมากมายไม่ถ้วน พลางได้แต่สาดส่องสายตาไปทั่ว เพื่อหาช่องทางหลบหนี ทว่ากลับไม่พบเจอเลย
ไม่นานนักเหล่าแฟนคลับก็รุมทึ้งน็อกทันที ชนิดแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ แฟนคลับสาวๆ แต่ละคนราวกับซอมบี้ที่มีวิชาตัวเบา กรูวิ่งเข้ามาล็อคแขนซ้ายขวาของเขา ก่อนจะจะรีบกดเซลฟี่รัวๆ ก่อนจะมีแฟนคลับชุดต่อๆ ไปเบียดเสียดเข้ามาเพื่อแย่งชิงตัวเขา ทำให้น็อกถูกพัวพันจากเหล่าแฟนคลับโดยที่ ไม่สามารถหนีออกไปไหนได้เลย จนเสื้อผ้าของเขาเริ่มปรากฏรอยฉีกขาด จากการถูกแฟนคลับรุม น็อกต้องพยายามปั้นหน้ายิ้มแย้ม เพราะไม่อยากสร้างปัญหาตามมา จนอดคิดในใจไม่ได้ว่า
"ยัยมินมินตัวแสบ ฉันต้องเอาคืนเธอแน่ๆ"
4 ชั่วโมงต่อมา.....
หลังจากน็อกกลับมาถึงบ้านก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงทันที เพราะเขาถูกแฟนคลับรุมทึ้งนานกว่า 3 ชั่วโมงกว่าจะมีกลุ่มชายชุดดำ [การ์ด] เข้ามาช่วยกันเขาออก และพากลับมาที่บ้าน โดยที่เขาพึ่งทราบว่ากลุ่มคนชุดดำเหล่านี้ คือการ์ดส่วนตัวที่คอยทำหน้าที่คุ้มกันแจน ที่แปลงโฉมเป็นเขาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเวลาไปออกงาน ตามสถานที่ต่างๆ
แต่เอาเข้าจริงพอกลับมาถึงบ้าน น็อกได้โวยวายเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น ที่เหลือโดนพ่อแม่เขาสวดยับ ชนิดที่น็อกเถียงไม่ออกเลย
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องแกล้งฉันแบบนี้ด้วย!!" น็อกพูดกับมินมินด้วยความไม่พอใจ
"ก็เปล่านิ ทั้งหมดเป็นแผนของแม่นายไง" มินมินโบ้ยไปทางแม่ของน็อกทันที
"หมายความว่าไงครับแม่!!?" น็อกรีบหันไปถามแม่ของเขาทันที
"หืม!! ก็แค่จะสอนให้ลูกรู้ว่า อย่าได้ทิ้งงานและภาระให้คนอื่นตามเก็บกวาดไงจ๊ะ" แม่ของน็อกพูดด้วยน้ำเสียงที่อารมณ์ดี ปนตลกขบขัน
"ห๊า!!! ผมทิ้งงานและภาระให้ใครงั้นหรือครับ" น็อกเริ่มมึนงง ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
"เรื่องแรก ลูกไปรับปากว่าจะถ่ายแบบโฆษณา และแสดงละคร แต่ตัวลูกกลับผิดสัญญาทิ้งงานไป ถือว่าลูกผิดไหม"
"คะ..ครับแม่" น็อกถึงกับอึ้งทันทีเพราะตอนนั้นเขาแค่เพียงตอบรับส่งๆ ไปก็เท่านั้น
"เรื่องที่สอง ลูกไปรับปากท่านประธานบริษัท JS Music ว่าจะเดินสายร้องเพลงไปตามสถานที่ต่างๆ แต่ลูกก็ทำไม่ได้ ถือว่าลูกทำผิดไหม"
"อึก!! ขอโทษครับแม่" น็อกถึงกับสะอึก จนแทบไม่กล้าพูดอะไรต่อ
"รู้ไหมว่าพ่อกับแม่ถูกนักข่าว แฟนคลับ รุมล้อมบ้านทุกวัน ขนาดน้องของลูกเวลาไปโรงเรียน ยังโดนพวกนักข่าวและแฟนคลับลูก ถามหาตลอด บ้านเราจึงต้องมีบอดี้การ์ดจำนวนมาก จนแทบจะอยู่ไม่เป็นสุขเลย น่าสงสารที่สุดคือหนูแจน เพราะนอกจากต้องปลอมตัวเป็นลูกแล้ว ต้องรับงานถ่ายละคร โฆษณา และร้องเพลงเดินสายแทนลูกตลอด นี่ถือว่าทิ้งงานและภาระให้ครอบครัวไหม" แม่ของน็อกพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
น็อกถึงกับมีสีหน้าที่สลดลงทันที เพราะมันเป็นความจริงทุกอย่าง แบบที่แม่ของเขาพูดมา เขาลืมคิดไปว่าการรับปากแล้วทำไม่ได้อย่างที่พูด ไม่ต่างไปจากการพูดสัญญาแล้วทำไม่ได้ เป็นสิ่งที่ครอบครัวของเขายึดถืออย่างถึงที่สุด
"อ่อ!! อันที่จริงเหตุผลหลักๆ ในครั้งนี้นอกจากเป็นบทเรียนให้ลูกระลึกถึงความสำคัญ ในการเที่ยวไปรับปากคนอื่นแล้ว ยังมีอีกเหตุผลนึงคือ แม่หมั่นไส้ลูกก็เลยอยากแกล้งก็เท่านั้นแหละ!!"
"ห๊าาาาาาาาาาาาา!!!!?" น็อกถึงกับช็อคค้างไปทันทีเมื่อเจอความหมายแท้จริงของเหตุการณ์นี้