เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 79: สวัสดีปีใหม่เด็กน้อย

            ออกจากโรงพิมพ์เฮียฮั้ว

            มาได้ก็เป็นช่วงโรงเรียนเลิกแล้ว เด็ก ๆ ที่ไปโรงเรียนก็จะวิ่งมารอพ่อกับแม่ขายของเป็นช่วงเวลารวมตัวกันของแก๊งแข่งรถประจำตลาดนั่นแหละไตเติ้ลจึงเจตนาพาลูกพลับมาสวัสดีปีใหม่กับเพื่อน ๆ ในช่วงเวลานี้

             

            เด็ก ๆ พอได้ของขวัญปีใหม่จากลูกพลับเป็นรถแข่งสวยๆ ราคาแพงกว่าห้าบาทก็ดีใจกันยกใหญ่

             

            อ่ะนะ ของเล่นพวกนี้มันก็ไม่ได้แพงอะไรมากหรอกคันละสิบห้ายี่สิบ ก็แค่ให้เด็ก ๆ รู้สึกได้ถึงความสเปเชี่ยลว่าตัวเองได้ของขวัญปีใหม่ก็เท่านั้น

             

             

            ช่วงปีใหม่อย่างนี้เห็นเด็ก ๆ ที่ตลาดได้รับของขวัญแล้วดีอกดีใจอยู่ ๆ ภานุวัฒน์ก็เกิดคิดถึงแก๊งเด็กขอทานที่หน้าห้างเวิลด์เทรดขึ้นมาพอลูกชายสังสรรค์กับเพื่อนฝูงแก๊งซิ่งรถจนหนำใจแล้วชายหนุ่มจึงชวนลูกพลับไปเที่ยวห้างเวิลด์เทรดเซนเตอร์อีกครั้ง

             

            “ลูกพลับจะไปเวิลด์เทรด ลูกพลับชอบนั่งรถเมล์ครับ”

            เด็กชายพอรู้ว่าป๊ะป๋าจะชวนไปเที่ยวห้างที่ไกลจากบ้านก็ดวงตาเป็นประกายเดินกึ่งวิ่ง กึ่งกระโดดโลดเต้นนำหน้าพ่อตัวเองไปว่องไว

             

            “เดินระวัง ๆ ครับลูกพลับ เดี๋ยวก็ล้มกันพอดี” ไตเติ้ลปรามอย่างไม่ได้จริงจังเท่าไรนัก

            สังเกตดูลูกพลับสองวันมานี้เด็กน้อยดูร่าเริงสดใสมากเกินปกติไปสุดมากๆ

            ไม่สิตามปกติแล้วเด็กวัยนี้ก็ควรจะต้องร่าเริงปวดประสาทประมาณนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าปกติ 

             

            ก่อนหน้านี้ดูเรียบร้อยหงอ ๆ เกินเด็กวัยเดียวกันมากไปนิดจะคิด จะเดิน จะวิ่ง จะทำอะไรก็ต้องคอยระวังตัวว่าจะถูกพ่อดุไหมจะโดนผู้ใหญ่ตีหรือเปล่า 

             

            แต่ดูตอนนี้สิ คิดจะวิ่งก็วิ่งพรวดพราดไปเลยพอดีใจก็กระโดดโลดเต้นออกมาเลย ไม่ดูหงอเรียบร้อยและเก็บความรู้สึกมากจนเกินเหตุเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ 

             

            มุกบอกลาบ้านหลังเดิมกับพ่อเลว ๆ นั่นคงจะช่วยเยียวยาจิตใจเด็กชายได้มากพอดูพอย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ลูกพลับถึงได้ร่าเริงดูเป็นเด็กมีความมั่นใจมากขึ้นมาจากหน้ามือเป็นหลังมือเสียขนาดนี้

             

            ไตเติ้ลยังสังเกตได้อยู่หลายครั้งว่าบางทีเจ้าตัวแสบนี่ก็แกล้งซนเพื่อวัดปฏิกิริยาของเขาดูว่าจะตวาด ของขึ้น และทุบตีลูกตัวเองอีกหรือเปล่า แต่ว่านะ...

             

            ลูกพลับเอ๊ย… ลูกพลับ

            ไอ้พ่องเดชนิสัยเลวที่ชอบแหกปากตวาดคนอื่นนั่นน่ะมันตายไปตั้งนานแล้ว

            เจ้าพ่อใหม่ไส้ในชื่อไตเติ้ลคนนี้อย่าว่าแต่แหกปากหรือตบตีเลยแค่พูดเสียงดังเกินกว่าปกตินิดเดียวป๊ะป๋ายังรู้สึกว่าเหนื่อยจะตะเบ็งเสียง

             

            ใครที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ขี้เกียจแหกปากตะโกนเสียงดังน่ะรอให้ถึงวัยสี่สิบกว่า รับ PM2.5เข้าไปเต็ม ๆ ปอดแล้วป่วยเป็นโควิดสักรอบสองรอบเดี๋ยวก็จะเข้าใจได้เองนั่นแหละ

             

             

            ไปถึงห้างเวิลด์เทรดเซนเตอร์ได้ลูกพลับก็กระโดดนำป๊ะป๋าลงจากรถเมล์วิ่งพรวดเข้าไปในห้างจนคนเป็นพ่อแทบจะวิ่งตามไม่ทัน

            ตอนนี้ชักจะเสียใจขึ้นมาเล็ก ๆ เสียแล้วสิที่เจ้าเด็กนี่ฟื้นคืนสภาพกลายเป็นเด็กสามัญมนุษย์ทั่วไปควรจะแกล้งดุด่าสักหน่อยให้จ๋อยลงไปบ้างกว่านี้ดีไหมเนี่ยเผื่อจะกลับมาเลี้ยงง่ายขึ้นอีกสักนิด

             

            แต่ก็อีกแหละ...

            บอกแล้วว่าไอ้เรื่องทารุณกรรมเด็กพวกนี้มันไม่ใช่วิสัยของนายไตเติ้ลจะให้ไปฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองคงจะลำบากพอคิดคำนวณเบ็ดเสร็จดีแล้วชายหนุ่มก็ทรุดฮวบนั่งลงไปกับพื้นห้างแล้วแกล้งหอบหายใจแรงๆ เหมือนคนจะเป็นลม

             

            เจ้าตัวเล็กเห็นพ่อตัวเองไม่สบายก็วิ่งจู๊ดกลับมาหาในทันที

             

            "ป๊ะป๋าเป็นอะไรครับป๊ะป๋าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ" 

            ลูกพลับถามพ่อตัวเองด้วยท่าทีเลิ่กลั่กลุกลี้ลุกลน

             

            "ลูกพลับวิ่งเร็วมากป๊ะป๋าวิ่งตามไม่ทันก็เลยจะเป็นลมแล้วครับ"ภานุวัฒน์ทำมารยาหลอกล่อลูกชาย 

             

            หึ! วิธีนี้น่ะต้องขอบคุณคุณนายทองกาวเชียวนะที่เป็นต้นไอเดียคอยหลอกล่อเขาเมื่อตอนยังเด็กจนเด็กที่ถูกหลอกจำได้ขึ้นใจ 

             

            แต่ถึงจะจำได้แล้วยังไงล่ะกว่าจะมารู้ตัวว่าถูกแม่หลอกก็เติบโตขึ้นมาพ้นวัยกำลังวิ่งไปแล้วจะกลับไปวิ่งซนรอบห้างแก้แค้นย้อนหลังมันก็ดูจะเหนื่อยตัวเองเกินไปไม่น้อยสุดท้ายแล้วก็เลยได้แต่ปลงว่าช่างมันไปเถอะ

             

            "ลูกพลับไม่วิ่งแล้วครับ ป๊ะป๋าอย่าเพิ่งเป็นลมนะ"เด็กชายใช้ฝ่ามือเล็ก ๆ ลูบหลังปลอบบิดา

             

            'ว้อยยยย น่ารักชะมัดเลย' 

            ไตเติ้ลแอบสครีมอยู่ในใจคิดแล้วเชียวว่าแผนแกล้งเป็นลมจะต้องใช้กับลูกพลับที่เป็นเด็กดีรักป๊ะป๋ามากที่สุดได้ผลแน่ๆ

             

            "ถ้าลูกพลับวิ่งในห้างเร็วขนาดนี้มันก็อาจจะทำให้คนอื่น ๆ รำคาญ แล้วเขาก็จะมาต่อว่าป๊ะป๋าเอาด้วยล่ะครับ"

            ไหน ๆ ก็ได้ใจลูกชายมาแล้วป๊ะป๋าจึงหยอดลูกอ้อนให้อีกสักหน่อย

             

            "จริงเหรอครับ" เด็กชายถามด้วยหน้าตาเป็นกังวล

            "จริงสิครับ" ภานุวัฒน์พยักหน้ารับด้วยสีหน้าสลด

            "งั้นคราวต่อไปถ้าเข้ามาในห้างลูกพลับจะไม่วิ่งแล้วครับจะเดินอยู่ใกล้ ๆ ป๊ะป๋าแล้วก็คอยดูแลไม่ให้ป๊ะป๋าเป็นลมนะครับ"

            เด็กชายยังลูบหลังปลอบพ่อด้วยหน้าตาจริงจัง

             

            "ขอบคุณมากเลยครับลูกพลับของป๊ะป๋าเป็นเด็กดีที่สุดในโลกเลย" 

            คนเป็นพ่อขอบคุณแล้วก็ลูบหัวลูกชายเข้าให้ลูกพลับที่ถูกพ่อชมก็ยิ้มหน้าบานแฉ่งด้วยความดีใจจนคับห้างไปหมด

             

            ไตเติ้ลพาลูกพลับไปทานอาหารเย็นที่ร้านในห้างเสร็จแล้วก็แวะเข้าไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างอิเซตันซื้อช็อกโกแลตกับขนมคุกกี้หลากหลายยี่ห้อมาด้วย

            ตอนที่เดินออกมาจากห้างก็ได้เห็นแก๊งเด็กขอทานวิ่งเข้ามาหาประหนึ่งว่าคิดถึงกันอย่างสุดๆ จริงดังความคาดหมาย

             

            เด็กพวกนี้จำหน้าคนที่เลี้ยงไอศกรีมให้กับพวกตนได้อย่างไม่มีวันลืมและก็วิ่งเข้ามาหาโดยไม่หวังอยากจะได้เงินแค่เผื่อว่าโชคดีจะได้กินขนมฟรีอีกสักครั้ง

            และทันทีที่มาหยุดอยู่หน้าไตเติ้ลได้ก่อนที่ชายหนุ่มจะเริ่มแจกขนมที่ซื้อมาจากในห้างเจ้าเด็กตัวโตสุดในกลุ่มที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กขอทานก็ชี้มือไปยังรถขายขนมริมทางเท้าร้านหนึ่งฉับพลัน

             

            “ลุง เลี้ยงเค้กหน่อยสิ”

            เจ้าเด็กขอทานเอ่ยขอทานด้วยน้ำเสียงอันฉะฉาน

     

            ‘ตูจะไม่เลี้ยงก็ตรงคำว่าลุงนี่แหละ ไอ้เด็กเวรพวกนี้’

            ภานุวัฒน์ได้แต่แอบหลั่งน้ำตาอยู่ในใจ

             

            “ป๊ะป๋าของลูกพลับยังหนุ่ม อายุยี่สิบเจ็ดเองห้ามเรียกป๊ะป๋าว่าลุงนะ” เด็กน้อยรีบออกโรงปกป้องพ่อทันที

             

            “อ้าว เห็นมีลูกแล้วก็นึกว่าแก่อ่ะ” เจ้าเด็กขอทานทำหน้างง

             

            “เค้กอะไรล่ะ ที่บอกว่าอยากกิน?”

            ภานุวัฒน์ถามอย่างไม่ใส่ใจที่ถูกกล่าวหาว่าแก่ 

             

            พยายามคิดปลอบตัวเองอยู่ในใจว่าเอาเถอะเน๊อะ… เด็กๆ วัยนี้ เห็นใครแก่กว่าตัวเองก็คงจะเรียกว่าลุงกันหมดนั่นแหละ

             

            “เค้กรถเข็นตรงนั้นไง เจ้าใหม่ มาขายได้หลายวันแล้วน่ากินมาก ๆ พวกผมไม่มีเงินซื้อ ขอใครก็ไม่มีใครใจดีเหมือนพี่ชายเลยสักคน”

            เจ้าเด็กหัวหน้าแก๊งเปลี่ยนคำเรียกทำเป็นประจบเพื่อกินของฟรี

            ไตเติ้ลหันไปมองตามทิศทางที่นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปรถเข็น? ไม่ใช่ล่ะนั่นมันมอเตอร์ไซต์พ่วงขายขนมแล้ว เยอะขนาดนั้นสงสัยจะรับมาจากโรงงานสินะ

             

            “อะ… อยากกินก็ได้ นำทางไปเลย”

            ไตเติ้ลรับคำพร้อมตบกระเป๋าที่เริ่มฟีบแล้วเบา ๆ เด็กหนอเด็กอุตส่าห์ซื้อช็อกโกแลตนำเข้าแบรนด์นอกอร่อย ๆ มาให้ดันอยากจะกินเค้กโรงงานซะได้นี่

             

            ไอ้เรื่องจะดึงดันแจกช็อกโกแลตโดยไม่เลี้ยงขนมเค้กมันก็ทำได้อยู่หรอกแต่ร้านก็มาขายตรงนี้อยู่ทุกวัน เจ้าพวกเด็ก ๆ ต้องนั่งมองขนมพวกนั้นทุกวันโดยไม่มีโอกาสได้ชิมถ้าเพิกเฉยปล่อยให้เป็นอย่างนั้นก็ดูว่าจะใจร้ายจนเกินไป

             

            ‘สาาาาาธุ คุณพระคุณเจ้า คุณพระพรหม พระคเณศพระตรีมูติ สารพัดพระที่กระผมจำได้บ้างไม่ได้บ้าง ณ สี่แยกสงครามมหาเทวะในแถบนี้ถ้าเด็กพวกนี้เป็นเด็กจากแก๊งขอทานจริง ๆ ก็ขออย่าให้ความเผือกเลี้ยงขนมเด็กในวันนี้นำพาความซวยมาถึงลูกพลับตัวน้อยๆ ของกระผมได้เลยนะครับ’

     

            ชายหนุ่มเดินตามเจ้าเด็กหัวหน้าแก๊งไปก็คิดอธิษฐานอยู่ในใจไปด้วยมีแสงสีขาวที่อยู่ ๆ ก็สว่างขึ้นมาวูบหนึ่งสาดใส่หน้าเขาจากที่ไหนก็ไม่รู้

            แล้วอยู่ ๆ แสงนั้นก็พุ่งไปล้อมอยู่รอบตัวของลูกพลับจนดูเหมือนเด็กน้อยเปล่งแสงสีขาวจาง ๆ ที่ไม่มีใครมองเห็นและเจ้าตัวก็ไม่ได้รู้สึกตัวเสียด้วยว่ามีอะไรเกิดขึ้น

             

            เมื่อภาพอย่างนี้ปรากฏขึ้นอยู่ต่อหน้าก็สรุปเอาเป็นไตเติ้ลขอเหมาว่าแสงสีขาวนั้นเป็นสัญญาณตอบรับจาก

             

            หมายเลขที่เติ้ลเรียกก็แล้วกันนะ.

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน